แม้ไม่ได้เป็น สส.ก็ต้องทำตัวเหมือนเป็น สส. พริษฐ์ถอดบทเรียนพรรคประชาชน ฟื้นฟูคะแนนนิยม เตรียมเลือกตั้งถัดไป
ในรายการ b-holder LIVE: ประชามติผ่านแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อ ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งถ่ายทอดสดไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยถึงการฟื้นฟูความนิยมของพรรคประชาชน ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นภายหลังเปิดสภาฯ ต้อนรับรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ การตรวจสอบและการผลักดันให้เกิดแก้ปัญหา รวมทั้งปัจจัยที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าพรรคประชาชนไม่ได้เป็นรัฐบาล
ในส่วนของการฟื้นความนิยมของพรรคประชาชน พริษฐ์ชี้ว่า พรรคประชาชนจะต้องถอดบทเรียน โดยอิงจากข้อมูลการลงคะแนนเสียงของประชาชนในการเลือกตั้ง 2569 เป็นตัวชี้วัด แบ่งออกเป็น 3 โจทย์ ที่พรรคจะต้องวิเคราะห์เพื่อถอดบทเรียน โจทย์แรกคือ พรรคประชาชนจะทำอย่างไร ให้ประชาชนกลับมามีความหวังกับการเมือง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งถัดไปมากขึ้น โจทย์ที่ 2 คือวิเคราะห์เหตุผลที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกพรรคประชาชนน้อยลง เพื่อฟื้นฟูความนิยมและขยายฐานเสียงสนับสนุนพรรคให้มากยิ่งขึ้น
สำหรับโจทย์ที่ 3 คือช่องว่างระหว่างคะแนนของพรรคแบบแบ่งเขต กับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่งพริษฐ์ให้ข้อมูลว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีช่องว่างแคบลง แต่ยังคงมีช่องว่างอยู่ ซึ่งพรรคประชาชนต้องหาวิธีการปิดช่องว่างในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
“บทสรุปที่ชัดเจนมากคือ เราต้องทำงานในพื้นที่ตั้งแต่วันนี้เลย หากเห็นว่าผู้สมัครคนใดทำงานได้ดี แต่อาจจะยังไม่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคต้องสนับสนุนให้เขาสามารถทำงานต่อได้ตั้งแต่วันนี้ในฐานะเสมือนกับผู้แทนราษฎร รับฟังปัญหา ใช้กลไกสภาฯ เชื่อมโยงกับพรรคในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เหมือนกับการทดลองงานในฐานะผู้แทนราษฎรให้คนในพื้นที่ได้เห็น เพื่อที่การเลือกตั้งครั้งถัดไป เขาจะมีความเชื่อมั่นต่อตัวผู้สมัครมากกว่าเดิม” พริษฐ์ระบุ
โฆษกพรรคประชาชนชี้ว่า ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จำนวนผู้สมัครที่คะแนนเขตสูงกว่าบัญชีรายชื่อมีแค่ 4 คนทั่วประเทศ มารอบนี้มี 29 คน และเมื่อไปดูแล้วไม่ได้แปลกใจกับรายชื่อ 29 คน เพราะทำงานในพื้นที่ดี เช่น ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ว่าที่ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ซึ่งทำหน้าที่ในการดับไฟป่า หรือ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ว่าที่ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ซึ่งเดินหน้าแก้ปัญหาสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2
“ผมว่าอยากฟังจาก 29 คนนี้ว่า คุณทำอะไร แล้วเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาแชร์กับคนที่เหลือของพรรค นั่นเป็นสิ่งที่เราทำได้”
ส่วนการคัดผู้สมัครที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คัดได้ไม่ดีพอ ไม่ใช่คนที่ชาวบ้านคุ้นเคย พริษฐ์ระบุว่า รอบที่แล้วมีกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นขึ้น มีกระบวนการอบรมต่างๆ เพิ่มเข้ามา ซึ่งผู้สมัครก็ต้องทำการบ้านว่า ตัวเองสามารถทำหน้าที่ในฐานะ สส.เขตได้ดีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ด้วยเวลาที่มีน้อยเนื่องจากมีการยุบสภาฯ จึงทำให้มีเวลาลงพื้นที่ไม่มากพอ โดย สส.ที่ลงพื้นที่บ่อย กับผู้สมัคร สส.ที่มาหาเสียง แต่ไม่ค่อยได้ลงพื้นที่ช่วงก่อนหน้านี้ย่อมแตกต่างกัน
“ดังนั้นพรรคจึงคุยกันว่า ถ้าเห็นว่าผู้สมัครคนไหนหน่วยก้านดี มั่นใจว่าจะส่งลงเลือกตั้งต่อในรอบหน้า ก็ให้ผู้สมัครคนนั้นทำงานเลยตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เขาพิสูจน์ความเป็นผู้แทนราษฎร”
ส่วนข้อวิจารณ์ว่า สส.พรรคประชาชน ไม่ได้ร่วมงานศพ งานบวช งานแต่งงาน และไม่ปรากฏตัวในพื้นที่นั้น พริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่เคยปฏิเสธการร่วมงานต่างๆ และถือเป็นเรื่องดีที่จะได้เจอกับประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ส่วนเรื่องใส่ซองตามงานต่างๆ มองว่า เป็นเรื่องทุนทรัพย์ โดยเห็นว่า ผู้สมัครหลายคนก็พยายามไปร่วมงานกับประชาชน โดยไม่ให้เรื่องเงินมาเป็นปัจจัยเกินไป
“หลายคนที่คะแนนเขตค่อนข้างดี ก็ไปร่วมงานของประชาชนเช่นกัน เพื่อจะได้รับฟังปัญหาของเขา แต่มองว่าบทบาทของ สส.พรรคประชาชนต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น เช่น ไปเจอปัญหาถนนพัง จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าเกิดจากอะไร เมื่อเจอแล้วจะต้องไม่ใช่แค่การประสานให้เกิดการแก้ปัญหา เมื่อเข้าถึงประชาชนแล้วต้องคิดต่อว่า เราจะทำอะไรให้ประชาชนได้มากกว่าแค่การเข้าหา”
สำหรับการสู้กับการหาเสียงแบบบ้านใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โฆษกพรรคประชาชนระบุว่า ต้องพา สส.แต่ละเขตมาพูดคุยกัน และขีดเส้นว่า วิธีการหาเสียงแบบไหนที่ผู้สมัครพรรคอื่นอาจจะทำแล้วได้ผล แต่พรรคประชาชนจะไม่ทำ โดยมองว่า ส่วนสำคัญยังคงเป็นเรื่องของนโยบายที่จะเรียกคะแนนนิยมกลับมาได้ รวมทั้งต้องพยายามสื่อสารให้ชัดขึ้นว่า หากอยากให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลต้องเลือกทั้งคนทั้งพรรค 2 ใบ ควบคู่ไปกับการส่งผู้สมัครที่ประชาชนจะเลือกให้ลงไปทำงานในพื้นที่
ในส่วนของความท้าทายเมื่อจะต้องทำหน้าที่ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พริษฐ์กล่าวว่า คือการตรวจสอบนโยบาย เนื่องจากพรรคแกนนำรัฐบาลในระหว่างการเลือกตั้งแทบไม่พูดถึงนโยบายที่ต้องการจะทำ คำว่า ‘พูดแล้วทำ’ ซึ่งเป็นสโลแกนหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย หากว่าทำตามที่พูดก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ตนมองว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายน้อยในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง คำนี้จึงอาจไม่มีความหมายมากนัก แต่ก็ให้ความเป็นธรรมเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว แม้จะไม่ได้กล่าวถึงนโยบายของตนอย่างละเอียด แต่พรรคก็ต้องรับหน้าที่บริหารประเทศ
พริษฐ์พูดต่อว่า ต้องดูว่าทุกนโยบายที่จะแถลงต่อสภาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวคาดการณ์ว่า จะเป็นนโยบาย ‘ผสม’ ทุกนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ อย่างไร ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยแถลงร่วมกับพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังไม่มีการพูดถึงนโยบายร่วมกัน
“ที่เคยเห็นต่างกันซัดกันบนเวที ซึ่งเราเข้าใจ เราไม่ได้มีปัญหากับการซัดกัน แล้วทั้ง 2 พรรคก็ไม่เคยปฏิเสธการร่วมกับอีกพรรคหนึ่ง เราถือว่าเขาไม่ได้โกหกอะไร แต่คุณเห็นต่างกันหลายเรื่องมาก ในวันที่คุณร่วมรัฐบาลกันมันควรจะมีความชัดเจนหน่อยไหมว่า ที่เห็นต่างกันจะหาจุดกึ่งกลางตรงไหนก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นก็ต้องดูวันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา”
นอกเหนือจากการตรวจสอบการบริหารจัดการนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ พริษฐ์ตั้งคำถามว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล มองเห็นวิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศในรูปแบบการแก้ไขเฉพาะหน้า หรือในรูปแบบการแก้ไขเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่พรรคประชาชนเล็งเห็นความสำคัญ พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันมากแค่ไหน
“วันที่คะแนนความโปร่งใส (Corruption Perceptions Index: CPI) ของแต่ละประเทศเผยแพร่ออกมา จะเห็นว่าคะแนนของประเทศไทยตกต่ำที่สุดในรอบ 10 กว่าปี ซึ่งเป็นวันเดียวกันที่คุณอนุทินพูดว่า การเลือกตั้งไม่มีการทุจริต
“ผมไม่ได้กล่าวหาว่า คุณอนุทินเป็นผู้กระทำการทุจริต แต่ผมคิดว่า คนที่กำลังจะเป็นนายกฯ ที่เห็นปัญหาขนาดนี้ แต่กลับด่วนสรุปว่าไม่มีการทุจริตเลยมันเร็วเกินไป ต้องมาดูว่าปัญหาใหญ่แบบนี้ซึ่งต้องอาศัยไม่ใช่แค่การแก้เฉพาะหน้า แต่ต้องรื้อโครงสร้าง เปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสมากขึ้น ทบทวนเรื่ององค์กรอิสระ รัฐบาลชุดนี้จะผลักดันแค่ไหน”
ในด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โฆษกพรรคประชาชนกล่าวว่า นโยบายคนละครึ่งเป็นนโยบายที่ประชาชนยังคงจดจำ ในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลในเวลาอันสั้น แต่นโยบายดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น ตัวเลขทางเศรษฐกิจจึงลดลงภายหลังนโยบายคนละครึ่งหมดเขต ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงตามหลังหลายประเทศที่อยู่ใกล้เคียง ดังนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่วคราวอาจไม่เพียงพอกับการแก้ปัญหา จึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนจะต้องตรวจสอบว่า รัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับคำว่า ‘เวลาอยู่ข้างเรา’ และคิดว่า ‘เวลาอยู่ข้างเรา’ ยังเป็นจริงอยู่หรือไม่
พริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้ทรัพยากรที่มีจำกัดมากที่สุดคือเวลา เนื่องจากมองว่า วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาอยู่มากมายรอการแก้ไข หากละเลยปัญหาใดปัญหาหนึ่งไปอาจกระทบต่อประชาชน
“เวลาเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดมากที่สุด และโดยส่วนตัวรู้สึกว่าเ ราต้องการเวลามากที่สุด เพราะมีหลายสิ่งต้องทำ เหมือนกับเวลามีคนถามว่า ทำไมถึงแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แก้ปัญหาปากท้องก่อน คือประเทศกำลังเจอปัญหาเยอะมาก หากละเลยปัญหาใดไปแล้วไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนก็คงไม่ใช่
“วิธีเดียวที่เพิ่มเวลาได้คือการเพิ่มคน ถ้ามีคนเพิ่มก็จะมีเวลาเพิ่ม จึงไม่อยากให้ประชาชนหมดหวัง เพราะสิ่งที่อยู่ข้างพรรคประชาชนคือพลังของประชาชน ไม่เพียงแค่การเข้าคูหา 10 วินาทีเพื่อโหวตให้กับการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้วย” พริษฐ์ทิ้งท้าย