โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สคส.สั่งปรับบริษัทเอกชนรายใหญ่ 7 ลบ. ฐานปล่อยข้อมูลรั่วไหลถึงมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ส.ค. 2567 เวลา 12.45 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2567 เวลา 05.06 น.

ประเดิมครั้งแรก! สคส.สั่งปรับบริษัทเอกชนรายใหญ่ 7 ล้านบาท ฐานปล่อยข้อมูลรั่วไหลจำนวนมาก และข้อมูลถูกส่งผ่านไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

วันที่ 21 สิงหาคม 2567 เวลา 11.00 น. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) แถลงข่าว สคส.คุมเข้ม สั่งปรับข้อมูลรั่วไหลภาคเอกชน จำนวน 7 ล้านบาท ที่ ศูนย์บริการประชาชน PDPA Center

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ตั้งแต่หน่วยงาน สคส.ได้ก่อตั้งขึ้น และมีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง นับเป็นครั้งแรกที่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย และที่สำคัญได้ให้ความสำคัญถึงการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด

สืบเนื่องจากมีบริษัทแห่งหนึ่งได้ปล่อยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลจำนวนมาก และข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกส่งผ่านไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยที่ไม่มีมาตรการควบคุม กำกับดูแลแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่า ด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ทำการตักเตือน บอกกล่าว แจ้งไปยังบริษัทดังกล่าว แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้รับการปฏิบัติตาม จนในที่สุดมีผู้เสียหายจำนวนมาก

ขณะนี้หลังจากที่คณะกรรมการชุดที่ 2 ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลแล้ว เห็นว่ามีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แล้ว ยังไม่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ DPO และละเลยในการไม่แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่สำนักงาน สคส.ได้รับทราบภายในระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ หลังจากให้ระยะเวลาในการให้บริษัทเอกชนดังกล่าวในการปรับปรุงแล้ว คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญคณะที่ 2 ได้พิจารณาและคำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองบริษัทดังกล่าวในอัตราสูงสุด เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7 ล้านบาท โดยบริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีขนาดธุรกิจวงเงินนับหมื่นล้านบาท

"ผลจากการดำเนินการในครั้งนี้ จะสร้างความตื่นตัวในภาครัฐและเอกชนในเรื่องของการเคร่งครัดและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 อยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการปราบปรามด้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้น เอาข้อมูลไปขายทำให้เกิดความเสียหายต่างๆ และยังช่วยเยียวผู้เสียหาย การดำเนินการครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และสร้างความมั่นคงทางด้านไซเบอร์"

พล.อ.ภุชพงศ์ พงษ์ศิริ ประธานกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีประชาชนที่ถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่า 100,000 ราย แต่มีผู้ที่มาร้องเรียนจริง 21 ราย โดยบริษัทแห่งนี้ได้กระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2563

ทั้งนี้ สามารถสรุปประเด็นความผิดได้เป็น 3 เรื่อง ดังนี้

  • บริษัทที่ถูกร้องเรียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจำนวนมากกว่า 100,000 ราย และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประกอบธุรกิจหลักของบริษัท แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด จึงทำให้เกิดข้อมูลรั่วไหล และบริษัทดังกล่าวไม่สามารถเยียวยา แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ ซึ่งเป็นกรณีที่ดำเนินการขัดต่อมาตรา 41 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 สรุปคือแม้บริษัทรู้เรื่องแล้ว แต่ก็ไม่เยียวยาให้ประชาชนที่เดือดร้อน ในประเด็นนี้ลงโทษปรับ 1 ล้านบาท
  • ผู้ถูกร้องเรียนดังกล่าว ไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ตามที่พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 กำหนด ทำให้ข้อมูลรั่วไหลจากบริษัทดังกล่าวไปยังกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซนเตอร์ และก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง การกระทำดังกล่าวขัดต่อมาตรา 37 (1) แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ในประเด็นนี้ลงโทษปรับ 3 ล้านบาท
  • เมื่อเกิดเหตุข้อขัดข้อง และการร้องเรียนจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจำนวน 21 ราย บริษัทกลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแก้ไข และแจ้งเหตุให้สคส. ล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเยียวยาได้ เป็นความผิดตามมาตรา 37 (4) พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ในประเด็นนี้ลงโทษปรับ 3 ล้านบาท

📌 อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...