โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วยไบเซ็กซ์ชวลและสิทธิของการ Come Out ใน Heartstopper และ Red, White & Royal Blue

The MATTER

อัพเดต 18 ส.ค. 2566 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 17 ส.ค. 2566 เวลา 09.44 น. • Entertainment

“I’m bi, actually. And so what?”

คือประโยคซึ่งตัวละคร 'นิก เนลสัน' ที่รับบทโดยคิต คอนเนอร์ (Kit Connor) ในซีรีส์ Heartstopper พยายามอธิบายทุกครั้งเมื่อใครสักคนเหมารวมไปแล้วว่าเขาเป็นเกย์

อันที่จริง ตัวนิกเองก็ไม่ถึงกับขุ่นเคืองอะไรหากคนอื่นจะเข้าใจอัตลักษณ์ทางเพศของเขาไม่ถูกต้อง แต่เจ้าตัวคงคิดว่า อย่างน้อยที่สุด ถ้าได้ลองบอกออกไปสักหน่อยก็คงจะดี ส่วนอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ เข้าใจหรือเปล่า คงเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ ทว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญดังคำต่อท้ายที่ว่า “And so what? (แต่แล้วไงล่ะ)” เพราะจนแล้วจนรอด นิกก็พอใจในชีวิตของตัวเอง มีความรักที่ดีร่วมกับแฟนอย่าง 'ชาร์ลี สปริงก์' ที่รับบทโดยโจ ล็อค (Joe Locke) และเขาก็รู้ดีว่าคงไม่สามารถเปลี่ยนความคิดที่คนบางกลุ่มมีต่อไบเซ็กซ์ชวลหรือกลุ่ม LGBTQ+ ได้

ถอยออกมามองยังโลกความจริง คงต้องบอกว่าระดับความเข้าใจที่คนทั่วไปมีต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่ใช่ทุกคนที่เปิดรับ แต่การที่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมีคอนเทนต์ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาวเควียร์เป็นที่นิยมทั่วโลกถึง 2 เรื่องก็นับเป็นแนวโน้มที่สร้างรอยยิ้มได้ไม่น้อย

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ Heartstopper ซีซั่น 2 และภาพยนตร์ Red, White & Royal Blue*

เรื่องแรกคือซีรีส์ที่เรากล่าวไปก่อนหน้า ในซีซั่นที่ 2 นี้ สายใยระหว่างชาร์ลีและนิกกำลังพัฒนาสู่จุดที่ทั้งคู่ต้องการเปิดเผยสถานะให้คนรอบข้างรับรู้ ทว่านั่นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายในโรงเรียนชายล้วนซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการบูลลี่

เรื่องถัดมาคือภาพยนตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์อันว้าวุ่นระหว่างเจ้าชายแห่งสหราชอาณาจักรกับลูกชายของประธานาธิบดีสหรัฐในชื่อ Red, White & Royal Blue ที่หน้าหนังอาจปูมาเป็นแนวโรแมนติก-คอเมดีทั่วไป แต่เรื่องราวภายในกลับแฝงสารพัดแง่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดทับของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่อาจมากเป็นพิเศษเมื่อคุณเป็นผู้มีชื่อเสียงเหมือนอย่าง 'อเล็กซ์' ลูกชายประธานาธิบดีที่รับบทโดยเทเลอร์ ซาคาร์ เปเรซ (Taylor Zakhar Perez) และ 'เฮนรี่' เจ้าชายผู้เป็นหน้าเป็นตาของสถาบันกษัตริย์ที่รับบทโดยนิโคลัส กาลิตซีน (Nicholas Galitzine)

**จุดร่วมที่พาให้ทั้ง Heartstopper และ Red, White & Royal Blue เข้าไปอยู่ในใจของผู้ชมคงหนีไม่พ้นท่าทีในการบอกเล่าความรักของกลุ่ม LGBTQ+ ที่แม้จะมีอุปสรรค แต่ก็ไม่จำเป็นต้องโศกเศร้า ฟูมฟาย หรือลงเอยด้วยความผิดหวังเสมอไป นอกจากนี้ การที่ทั้งสองเรื่องเลือกสอดส่องไปยังความกดดันในการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและมิติของตัวละครไบเซ็กซ์ชวล ก็ส่งให้เรื่องราวชวนถูกพูดถึงยิ่งขึ้นไปอีก

‘B’ ของนิกกับอเล็กซ์

“แล้วลูกเป็นเกย์ ไบ เพศลื่นไหล แพน หรือเควียร์ล่ะ” ประธานาธิบดีถาม

“เย็นไว้แม่ ผมเป็นไบ” อเล็กซ์ตอบ

“โอ้ เยี่ยมเลย ลูกรู้ใช่มั้ยว่าตัว B ใน LGBTQ+ ไม่ใช่ตัวอักษรที่ถูกมองข้ามแล้วนะ”

บทสนทนาระหว่างแม่ลูกในทำเนียบขาวจาก Red, White & Royal Blue บอกกับผู้ชมว่า สังคมเริ่มเปิดรับผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ผู้เป็นแม่พอจะทราบถึงความต่างของแต่ละเพศ ที่แน่ๆ คือรู้จักคำว่า ‘ไบเซ็กซ์ชวล (Bisexual)’ อันหมายถึง บุคคลที่ดึงดูดทั้งทางเพศและเชิงโรแมนติกต่อคนในอัตลักษณ์ทางเพศเดียวกัน และอัตลักษณ์ทางเพศอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น ฉากนี้ยังอธิบายกับคนดูได้เป็นอย่างดีว่า การคุยกันเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเพียงอีกหัวข้อพูดคุยทั่วไปที่ทุกคนควรเอ่ยออกมาอย่างเปิดเผยได้ทุกครั้งที่ต้องการ**

**อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกที่ที่เข้าใจและยอมรับซึ่งความแตกต่างหลากหลาย คนอีกมากมายก็ยังเข้าใจว่าไบไม่ต่างอะไรกับเกย์ ทั้งยังเหมารวมว่าคนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันหมด

“โอ๊ยแม่! มันบอกว่ามันเป็นไบ โคตรจะตอแหลทั้งเพ มันไม่กล้ายอมรับด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นเกย์” พี่ชายของนิกใน Heartstopper ตะหวาดเสียงดัง สะท้อนอย่างบ้าคลั่งว่าเขาไม่มีความเข้าใจในเรื่องเพศแม้แต่น้อย และจากท่าทางที่แสดงออก เขาก็ไม่มีกระทั่งความตั้งใจในการเริ่มพูดคุยกับน้องของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

คำพูดของเนลสันคนพี่อาจพาให้ผู้ชมรู้สึกเดือดดาล แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าตัวละครนี้คือภาพแทนของคนอีกกลุ่มในสังคมที่ฉุดกระชากให้ความเท่าเทียมทางเพศยังไม่ปรากฏอย่างแท้จริง อีกทั้งตัวละครนี้ยังกล่าวหาชาร์ลีอีกด้วยว่า “ฉันแค่อยากจะรู้จักคนที่เปลี่ยนน้องชายฉันให้กลายเป็นเกย์” ตอกย้ำอย่างดีว่ามนุษย์คนนี้มีสภาวะเกลียดกลัวผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ Homophobia**

**การมีอยู่ของผู้คนซึ่งไม่ยอมรับเพศสภาพที่ขัดแย้งกับค่านิยมในอดีตทำให้แรงสนับสนุนของผู้ที่เข้าใจสำคัญกว่าที่เคย เมื่อโลกใบนี้ยังมีคนที่พร้อมโจมตีเป็นจำนวนมาก การมีเพื่อนที่คอยโอบอุ้มปลอบใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งความโชคดีของนิกกับอเล็กซ์คือพวกเขามีเพื่อนและครอบครัวที่พร้อมรับฟังและนั่งกอดในวันที่โลกทั้งใบใจร้ายจนเกินไป

แต่ถ้าให้ว่าอย่างเป็นกลาง จริงๆ แล้วในสังคมก็มีคนอีกมากที่ไม่ได้เกลียดกลัว เพียงแต่ยังไม่เข้าใจในความหลากหลายของเพศวิถี ทางที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การผลักคนกลุ่มนี้ออกไป หากแต่เป็นการให้ความรู้โดยหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเข้าใจไม่มากก็น้อย

“พ่อดีใจที่ได้เจอแฟนของลูก (Boyfriend) พ่อไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก แต่เขาดูเป็นเด็กที่นิสัยดีนะ”

หากดู Heartstopper ซีซั่น 2 จนจบ เราคงรู้ว่าผู้เป็นพ่อทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีนัก แต่กระนั้น คำพูดสุดท้ายของเขาก่อนออกจากบ้านก็บอกเป็นกรายๆ ว่า แม้ยังไม่เข้าใจ แต่เขาก็พร้อมจะยอมรับและเรียนรู้ต่อไป**

Coming out of the Closet**

เป็นวลีที่หมายถึงการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง อันเป็นสิ่งซึ่งกลุ่ม LGBTQ+ จำนวนมากมองว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ หลายคนวิตกกังวลกับการบอกความจริงนี้กับเพื่อนสนิท บ้างมีอาการเครียดเรื้อรังเพราะไม่รู้ว่าหากพูดออกไป คนที่บ้านจะรับได้รึเปล่า เกิดเป็นความสับสนภายในจิตใจและการสู้กันในหัวของตัวเอง เพราะใจหนึ่งก็อยากเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ แต่อีกใจก็เกรงกลัวต่อผลลัพธ์ที่จะตามมา เป็นจุดที่ชวนให้รู้สึกราวกับว่า เพศของเราต้องได้รับการอนุญาตจากคนอื่น

“ฉันก็อยากบอกคนอื่นนะ ก็แค่หาจังหวะเหมาะยากๆ” นิก เนลสันว่า

“นายไม่จำเป็นต้องบอกทุกคน หรือจริงๆ นายไม่ต้องบอกใครเลยก็ได้ถ้าไม่อยาก” ชาร์ลีปลอบ

ทั้งคู่นิ่งไปก่อนที่ชาร์ลีจะทิ้งท้ายว่า

“คนชอบคิดว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นสเตรต เราต้องรีบบอกครอบครัวและเพื่อนๆ ทันที เหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ แต่มันไม่ใช่…ฉันอยากให้นายคัมเอาต์ในตอนที่นายอยากและในแบบที่นายต้องการ”

หากทุกคนบนโลกคิดได้แบบชาร์ลี ความกดดันซึ่งชาว LGBTQ+ มีก็คงน้อยลงหลายเท่าตัว เพราะจริงๆ แล้วตัวตนของเราไม่ใช่สิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากใคร และเราเลือกได้ว่าอยากบอกตอนไหนและอย่างไร**


หันมามองที่ Red, White & Royal Blue แม้ในทางหนึ่ง เรื่องราวซึ่งว่าด้วยความรักระหว่างเจ้าชายและคนในแวดวงการเมืองจะโรแมนติกชวนฝัน ทว่าอีกทาง มันก็คือการเปรียบเปรยถึงแรงกดดันที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ เพราะลึกๆ แล้ว การบอกเรื่องนี้กับใครสักคนก็ลำบากไม่ต่างจากการเป็นเจ้าชายที่ต้องประกาศรสนิยมแหวกขนบให้สาธารณะชนรับรู้


หลังจากความสัมพันธ์ของเฮนรีกับอเล็กซ์ถูกเปิดเผยโดยผู้ไม่หวังดี ในฐานะลูกของประธานาธิบดีที่แม่กำลังจะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้สมัยที่ 2 จึงต้องออกมาแถลงข่าว

“แม้เราทั้งคู่จะรู้ดีว่าการเป็นบุคคลสาธารณะนั้นมีความหมายอย่างไร เราก็ไม่เคยคาดคิดว่า ความคิด ความกลัว และความจริงที่เป็นส่วนตัวและลึกซึ้งที่สุดของเราจะกลายเป็นเป้าที่สาธารณชนตรวจสอบ”

“สิ่งที่ถูกพรากไปจากเราในสัปดาห์นี้คือสิทธิในการกำหนดว่า เราควรเปิดเผยความสัมพันธ์และตัวตนเควียร์ของเราให้โลกรู้แบบไหนและอย่างไร เพราะความเป็นจริงคือผู้มีความหลากหลายทางเพศทุกคนมีสิทธิที่จะเปิดเผยเพศวิถีตามเงื่อนไขและเวลาของตัวเอง และอันที่จริง พวกเขามีสิทธิเลือกที่จะไม่เปิดเผยเลยก็ได้"


“การบังคับให้เราเปิดเผยเพศวิถีไม่ใช่ทางออกของขนบที่บีบให้เราปิดบังตัวเองมาตลอด มันไม่ใช่ความอับอาย แต่เป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวและสิทธิขั้นพื้นฐานในการตัดสินใจด้วยตัวเอง เป็นหลักการพื้นฐานของการปลดแอกที่ชาวเควียร์ดิ้นรนต่อสู้มาตลอด…”

"ผมหวังว่าสักวัน เราจะมีโอกาสเปิดเผยความสัมพันธ์ต่อหน้าสาธารณะตามเงื่อนไขของเราเอง"

**โดยสรุป ทั้ง Heartstopper และ Red, White & Royal Blue กำลังบอกกับเราคนดูว่า ความเข้าใจในเรื่องเพศเป็นสิ่งสำคัญ สุดท้ายทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์ที่สุขได้ เจ็บเป็น และอยากมีความรักที่สวยงามไม่ต่างกัน ดังนั้น แทนที่จะแบ่งแยกหรือผลักไส เราควรเปิดใจและทำความเข้าใจมากกว่า

ไม่เพียงเท่านั้น หนังและซีรีส์ทั้งสองยังสื่อสารไปยังกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างหนักแน่นแต่อ่อนโยนอีกด้วยว่า พวกเราสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศได้ตามความสบายใจ กระทำในโอกาสที่เราเลือกเอง หรือหากเราไม่ต้องการป่าวประกาศให้ใครทราบก็ไม่ใช่เรื่องผิด

เพราะหากมองกันจริงๆ เพศอื่นๆ ก็ไม่เห็นต้องแสดงตนว่าตัวเองเป็นเพศไหนด้วยซ้ำไป

อ้างอิงข้อมูล

primevideo.com

imdb.com

netflix.com

mirrorthailand.com

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Proofreader: Paranee Srikham**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...