โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฝืนชะตาฟ้า ท้าลิขิตสวรรค์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 มี.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • Kawebook
มีทั้งพลังปราณและความสามารถจากอดีตกาล การเกิดใหม่ครั้งที่สองนี้ จะทำให้‘หลินเฟย’พลิกปฐพีที่มืดดำได้หรือไม่’ !

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Guangzhou AlibabaLiteraturelnformationTechnologYCo.,Ltd

ประพันธ์โดย:庄毕凡 (Zhuāng bì fán)

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลและเรียบเรียงโดย:พรายเลขา เลิศวณิชโรจน์

พิสูจน์อักษร:ณัฐณิชา ศรีเพชร
อัญชุลีพร ณ บางช้าง

ชาติก่อนแม้จะมีความสามารถระดับปรมาจารย์ แต่ด้วยลมปราณที่บกพร่อง

ทำให้ชีวิต ‘หลินเฟย’ ทำได้เพียงเฝ้าหอกระบี่ไปวันๆ

ทว่าในพิภพหลัวฟูแห่งนี้ ชีวิตที่สองของหลินเฟยคนใหม่ มีทั้งความสามารถจากอดีตกาล และลมปราณที่แข็งแกร่ง

แม้เขาจะต้องพบเจอกับปริศนาที่ยิ่งใหญ่ ความลับที่ดำมืด อีกทั้งภัยพิบัติที่เกินคาดการณ์

แต่ในเมื่อได้มีชีวิตอีกครั้ง เรื่องที่ทำไม่สำเร็จในชาติก่อนมาจบมันในชาตินี้ก็แล้วกัน!!

ขั้นบำเพ็ญมนุษย์

จู้จี ย่างชี่ ย่างหยวน มิ่งหุน จิงตัน ฟ่าเซี่ยง เจินเซิน ฟ่าเซิน

ขั้นบำเพ็ญปีศาจ

เยาปิง เยาเจี้ยง เยาหวัง เยาตี้

ขั้นบำเพ็ญอสุรกาย

กุ่ยปิง กุ่ยจู๋ กุ่ยเจี้ยง กุ่ยหวัง กุ่ยตี้

ขั้นผีดิบ

ผีดิบร่างทองแดง ผีดิบร่างเหล็ก ผีดิบร่างเงิน ผีดิบร่างทอง

ขั้นอาวุธ

หยินฝู หยางฝู ศาสตราวุธ

------------------------------------------

แนะนำนิยายที่คุณไม่ควรพลาด กดที่รูปเพื่ออ่านได้เลยนะคะ

บทที่ 1 หนังสือลาตาย

เล่มที่ 1 บทที่ 1 หนังสือลาตาย

ข้าชื่อหลินเฟย เป็นผู้ที่ทะลุมิติมา

ทว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่ทะลุมิติมากอบกู้โลก หรือไม่ก็ทะลุมิติมาผจญกับสงครามวังหลวงแล้ว เรื่องของข้านั้นมิอาจเทียบเทียมได้เลย…

กว่าสิบปีที่ทะลุมิติมายังพิภพหลัวฝูแห่งนี้ เรื่องที่ข้าทำมีเพียงสองอย่างเท่านั้น…

อย่างแรก เมื่ออายุได้แปดปี ข้าสามารถแต่งกลอนมากกว่าสิบบทในอึดใจเดียว เดิมทีก็แค่คิดจะแก้เผ็ดฟูจื่อ* ที่ชอบตีข้าเท่านั้น แต่ผู้อาวุโสแห่งสำนักเวิ่นเจี้ยนดันผ่านมาเห็นเข้า ก็ตกใจแทบสิ้นสติ ได้แต่อ้อนวอนขอให้ข้าเข้าร่วมเป็นศิษย์สำนัก
(* ฟูจื่อ หมายถึง อาจารย์)

อย่างที่สองก็คือ วันที่ข้าถูกพบว่ามีเส้นปราณบกพร่อง ซึ่งชั่วชีวิตนี้ไม่อาจบำเพ็ญได้ และในคืนนั้นเองข้าก็ถูกผู้อาวุโสของสำนักไล่ให้ไปหอดาบ

ผ่านไปแค่พริบตาเดียวก็อยู่ที่นั่นมาเป็นสิบปีแล้ว…

จะว่าไป สิบกว่าปีที่ผ่านมาก็ไม่เลวไปเสียทีเดียว กินดีอยู่ดีทุกวัน อะไรที่ควรได้ก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ไปที่ใดก็มีแต่คนให้ความเคารพ แม้แต่ศิษย์สายตรงเจอหน้าข้า ยังต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่อย่างนอบน้อม

งานประจำวันก็มีเพียงทำความสะอาดง่ายๆ หากมีเวลาว่างก็รื้อเอาคัมภีร์เคล็ดวิชาดาบมาอ่านเล่น เพราะถึงอย่างไรเส้นปราณของข้าก็บกพร่องอยู่ดี ชีวิตนี้อย่าหวังจะฝึกได้ถึงขั้นย่างชี่เลย และการแอบฝึกวิชาด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

‘น่าเสียดายที่ชีวิตอันแสนสุขเช่นนี้ ดูเหมือนกำลังจะจบสิ้นแล้ว…’

สามปีก่อน พิภพหลัวฝูเริ่มเกิดความไม่สงบขึ้น เทพเซียนถือกำเนิดขึ้น ขณะที่เหล่ามารก็ฟื้นคืนชีพ เขตดินแดนหวงห้ามต่างๆ ดูเหมือนจะนัดแนะกันจนมีสำนักมากมายกำเนิดขึ้นมา ทั้งวังฉุนหยาง สำนักฉางเซิง รวมถึงหุบเขาปู้เหล่า ความอาฆาตที่สั่งสมมานับหมื่นปีปะทุออกมาราวกับภูเขาไฟระเบิด เกิดการเข่นฆ่าจนเลือดหลั่งไหลดั่งสายน้ำ สามปีมานี้พิภพหลัวฝูกว่าครึ่งได้ถูกทำลายจนสิ้นไปหมดแล้ว

หลายวันก่อนอาจารย์ที่สมควรตายของข้าซึ่งก็คือท่านเจ้าสำนัก คงจะเกิดมโนธรรมในใจกระมัง ถึงขนาดลอบย่องมาที่หอดาบ แล้วยัดยันต์สวีคงให้ข้าเสียตั้งหลายใบ บอกว่าหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันให้ใช้มันเพื่อหนีเอาตัวรอดเสีย…

‘ตาเฒ่านั่นดูท่าจะเลอะเลือน’ หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ คนที่เส้นปราณบกพร่องเช่นข้าจะหนีรอดเพราะเพียงยันต์ไม่กี่ใบได้อย่างไร…

ช่างเถอะ ในตอนนี้ที่ยังพอมีเวลาอยู่ รีบเขียนหนังสือลาตายไว้จะดีกว่า อย่างน้อยข้าก็เป็นผู้ทะลุมิติมา จะตายจากไปเงียบๆ ได้อย่างไร…

‘หนังสือลาตายของผู้ทะลุมิติ’

…………………………

“ที่แห่งนี้คือหอดาบอย่างนั้นหรือ? ข้าตายไปแล้วนี่นา แล้วมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรล่ะ?”

หลินเฟยพยายามลืมตา หากแต่พบว่าสิ่งแรกที่เห็นกลับเป็นหอดาบ ในขณะที่หลินเฟยยังมึนงง ภาพความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว กินเวลาไปถึงหนึ่งก้านธูป* เต็มๆ หลินเฟยถึงได้สติ
(*หนึ่งก้านธูป หมายถึง การนับเวลา คือเวลาที่ก้านธูปหนึ่งได้เผาไหม้จนหมด)

“บ้าเอ๊ย ทะลุมิติอีกแล้วหรือ?”

‘ใช่ ทะลุมิติอีกแล้ว’

แต่ยังดี ครั้งนี้ไม่ถือว่าประหลาดเกิน ยังคงเป็นพิภพหลัวฝูและสำนักเวิ่นเจี้ยนเหมือนเดิม แค่ห้วงเวลาต่างกันนับหมื่นปี อีกทั้งยังคงทะลุมิติมาอยู่ในร่างชายหนุ่มที่ชื่อหลินเฟยเหมือนกัน แต่หลินเฟยคนนี้กลับเป็นศิษย์สำนักในของหุบเขาอวี้เหิง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองหุบเขาของสำนักเวิ่นเจี้ยน

“แปลกจัง ตอนนั้นศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนทุกคนตายในสงครามเหวทมิฬหมดแล้วนี่ แม้แต่ข้าที่รอดมาได้ สุดท้ายก็ยังตายไปพร้อมกับยวนหวงเจ้าแห่งเหวทมิฬเลย แต่ทำไมพอผ่านมาหมื่นปี สำนักเวิ่นเจี้ยนยังคงอยู่ล่ะ ใครกันเป็นผู้รับสืบทอด?”

‘หรือตอนนั้นตาเฒ่าจะแอบซ่อนแผนอื่นไว้?’

ไม่สิ ก่อนที่ตาเฒ่าจะมุ่งสู่เหวก็เตรียมใจตายไว้แล้วแถมยังจับมือลาตายกับข้าอยู่เลย ตอนที่คุยกันยังบอกตำแหน่งที่ตั้งขุมทรัพย์ลับทั้งเจ็ดแห่ง เรียกได้ว่าฝากฝังทุกอย่างของสำนักเวิ่นเจี้ยนไว้หมดแล้ว หากมีแผนอื่นจริงๆ ไม่มีทางที่ตาเฒ่าจะไม่บอก…

แต่ว่าถ้าไม่ใช่แผนของตาเฒ่า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับสำนักเวิ่นเจี้ยนตอนนี้มันคืออะไรกันแน่?

“จับได้สักทีนะ หลินเฟย เจ้าช่างกล้านัก แอบฝึกเคล็ดวิชาดาบที่หอดาบจริงๆ ด้วย” ขณะที่หลินเฟยกำลังครุ่นคิดอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งลอยมาจากด้านหลัง

“หื้อ?” หลินเฟยมีท่าทีไม่พอใจนักดูไม่ค่อยพอใจ เจ้านี่มันศิษย์ของผู้อาวุโสคนใดกัน ช่างไร้มารยาทเสียจริง เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกในหอดาบแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน หากมีเวลาจะต้องให้อาจารย์ของเจ้านี่สั่งสอนเสียหน่อยแล้ว

‘ไม่ใช่สิ…’

ลืมไปสนิทเลยว่าข้าทะลุมิติมา ตอนนี้มันหมื่นกว่าปีให้หลังแล้ว ตอนนี้ข้าไม่ใช่หัวโจกของหอดาบที่ใครๆ ต่างต้องยำเกรงอีกแล้ว

“คิดว่าข้าไม่รู้เหรอ ครั้งก่อนที่แพ้กระบี่พิฆาตเซียนมารของข้า เจ้าคงจะแอบหนีมาศึกษาวิชาดาบอีกล่ะสิเป็นไง ฝึกอยู่ครึ่งวัน คิดวิธีเอาชนะข้าได้หรือยัง” คนที่เข้ามาอายุประมาณยี่สิบกว่าได้ หน้าตาถือว่าไม่เลว แต่รอยยิ้มค่อนข้างน่ารำคาญ ดูหลงตัวเองไปหน่อย

“กระบี่พิฆาตเซียนมาร” เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเฟยถึงได้สังเกตเห็นว่าจุดที่ฟนขึ้นมามีของสองสิ่งอยู่ด้วยจริงๆ

สิ่งแรกคือหนังสือลาตายที่ตัวเองเขียนไว้เมื่อหมื่นปีก่อน อีกสิ่งคือคัมภีร์กระบี่พิฆาตเซียนมาร

หนังสือลาตายยังไม่เท่าไรนัก สำหรับอักษรจีนแบบย่อของจีนแห่งพิภพหลัวฝูแล้ว ก็เหมือนอักษรสวรรค์ ต่อให้เก็บไว้ที่หอดาบเป็นหมื่นปี ก็คงไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร

แต่ว่ากระบี่พิฆาตเซียนมาร…

จากความทรงจำจากเจ้าของร่าง ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในห้าสุดยอดวิชาสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชาของสำนักเวิ่นเจี้ยน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าสำนัก แค่เหลือบตาดูแม้เศษเสี้ยวก็ถือว่าผิดแล้ว โทษสถานเบาคือถูกกักบริเวณสำนึกผิดเป็นเวลาสิบปี ส่วนสถานหนักคือถูกขับออกจากสำนัก

“…” ชั่วขณะนั้นหลินเฟยรู้สึกอยากจะร้องไห้ก็ไม่ใช่ จะหัวเราะก็ไม่เชิง หลินเฟยคนก่อนช่างขยันทิ้งปัญหาไว้ให้จริงๆ อยู่ดีไม่ว่าดี ดันแอบมาฝึกเคล็ดวิชาดาบ ถ้าแอบฝึกวิชาทั่วไปก็ยังไม่เท่าไร แต่ดันเลือกกระบี่พิฆาตเซียนมารเสียได้ เจ้าวิชานี่ถ้าเป็นสำนักเวิ่นเจี้ยนเมื่อหมื่นปีก่อน มันก็แค่วิชาของพวกที่เพิ่งเข้าสำนักแค่แอบฝึกวิชาพื้นๆ เท่านั้น แต่ดันต้องมาแบกหม้อดำ*ให้แบบนี้ เจ้านั่นก็จริงๆ เลย…
(*หม้อดำ หมายถึง ความผิดของผู้อื่นที่ต้องแบกรับแทน)

“ขอดูหน่อยว่าครั้งนี้จะแก้ตัวอย่างไร แอบเข้ามาฝึกเคล็ดวิชากระบี่พิฆาตเซียนมารแบบนี้ ได้เตรียมอาหารแห้งไว้เก็บตัวสำนึกผิดหรือยัง”

คนพูดมีใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจ จากความทรงจำของหลินเฟยคนก่อน ถึงรู้ว่าคนตรงหน้านั้นคือใคร คนคนนี้มีชื่อว่าซ่งเทียนสิง เป็นศิษย์สายนอกเหมือนกับเขา แต่ทั้งคู่ผิดใจกันเพราะภารกิจของสำนัก มีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยๆตั้งแต่ตอนอยู่สำนักนอกจนมาถึงสำนักใน คนหนึ่งฝากตัวเข้าหุบเขาอวี้เหิง ส่วนอีกคนก็ฝากตัวเข้าหุบเขาเทียนสิง

ซ่งเทียนสิงโชคดีกว่าที่สามารถสร้างคุณความดีให้หุบเขาเทียนสิง ทำให้ได้รับสืบทอดวิชาหนึ่งในสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชา ซึ่งก็คือกระบี่พิฆาตเซียนมาร พอฝึกวิชาสำเร็จก็ชอบมาหาเรื่องเขา กระบวนท่าเดียวก็เอาชนะหลินเฟยได้ แถมยังประกาศกร้าวอีกว่าทุกครั้งที่เจอจะอัดเขาให้ได้…

ที่แท้ก็รออยู่ที่นี่เอง…

น่าเสียดาย ถึงแม้จะชื่อหลินเฟยเหมือนกันแต่จะอัดข้าทุกครั้งที่เจอ ฟังดูเหมือนจะยากไปหน่อยนะ…

“ใครบอกว่าข้าแอบฝึก ?”

ซ่งเทียนสิงชะงัก ‘บ้าน่า ทำไมไม่เป็นเหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมากันนะ?’

ตอนนี้เจ้านี่ควรจะคุกเข่าขอร้องไม่ให้ไปรายงานสิ? จากนั้นข้าค่อยปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้กอดขาร้องห่มร้องไห้สารภาพว่าจะปรับปรุงตัวใหม่ก่อนจะอบรมไปยกหนึ่ง จากนั้นเจ้าหลินเฟยก็ต้องโขกหัวสำนึกบุญคุณ สุดท้ายข้าค่อยไปรายงาน แบบนี้สิถึงจะถูก…

‘แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เล่นเองเออเองแบบนี้ล่ะ?’

‘ไม่ได้ ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว’

---------------------------------------------------------------

บทที่2 กระบี่ระลึกตน

เล่มที่ 1 บทที่ 2 กระบี่ระลึกตน

“ ยังจะมาโกหกอีก ”

“ ในฐานะที่เป็นศิษย์ของหุบเขาเทียนสิง คงจะรู้ว่าการทำอะไรก็ต้องมีหลักฐาน ท่านหาว่าข้าแอบฝึกกระบี่พิฆาตเซียนมารอย่างนั้นหรือ พอดีเลย ไหนท่านลองบอกมาสิ ว่าเห็นกับตาจริงหรือไม่ ”

“ ก็ตอนที่เข้ามา ข้าเห็นเจ้าถือคัมภีร์กระบี่พิฆาตเซียนมารอยู่ชัดๆ ”

“ อ๋อ ” หลินเฟยเข้าใจทันที

“ ที่แท้แค่ถือคัมภีร์ไว้ในมือก็ถือว่าแอบดูเสียแล้ว เพราะฉะนั้นเดือนที่แล้วตอนข้าไปเมืองเย่โจว การถือป้ายคำสั่ง ก็แปลว่ามีใจคิดละโมบในตำแหน่งผู้อาวุโสของหุบเขาอวี้เหิงอย่างนั้นหรือ ”

“ แก้ตัว แก้ตัวชัดๆ ”

“ ความจริงก็คือ เดือนที่แล้วข้าทำภารกิจสำนักลุล่วงไปเจ็ดอย่าง ทำให้มีสิทธิ์เข้าหอดาบมาเลือกคัมภีร์สักเล่ม นอกจากสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชาแล้ว ข้าจะเลือกเล่มไหนก็ได้ ดังนั้นข้าไม่ได้แอบเข้ามาโดยพลการ จุดนี้คาดว่าศิษย์พี่คงจะเข้าใจผิด ส่วนเรื่องแอบฝึกเคล็ดวิชาอะไรนั่น ข้าแค่บังเอิญทำคัมภีร์ร่วง จึงเก็บขึ้นมาเท่านั้น หรือว่าปกติเวลาศิษย์พี่เดิน ไม่เคยพลาดชนอะไรเลย ”

“ เจ้า… ” ซ่งเทียนสิงพูดไม่ออก

“ อีกอย่าง การจะเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมารก็ไม่ใช่เรื่องยาก ”

“ ว่าอย่างไรนะ ” ซ่งเทียนสิงรู้สึกไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ ทำไม หรือว่าศิษย์พี่ไม่เชื่อ ”

“ ก็ต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว ”

“ ถ้าอย่างนั้นจะลองดูหน่อยไหม ”

“ อ๊า ” ซ่งเทียนสิงชะงัก ‘ ลองดูนี่มันหมายความว่าอย่างไร ’

“ ศิษย์พี่หาว่าข้าแอบฝึกวิชา ก็เพื่อหาจุดอ่อนของวิชากระบี่พิฆาตเซียนมาร เช่นนั้นแล้ว หากข้าใช้เพียงวิชากระบี่ระลึกตนเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมาร ก็ถือว่าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้แล้วสินะ ”

“ กระบี่ระลึกตน? ”

นั่นมันวิชาพื้นฐานของพวกเพิ่งเข้าสำนักไม่ใช่หรือ? จู่ๆซ่งเทียนสิงก็คิดว่าตัวเองหูฟาด แต่พอลองคิดอีกที ก็พบว่าไม่ผิด ฉับพลันในหัวก็มีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมา ‘บ้าเอ๊ย เจ้านี่กำลังล้อข้าเล่นหรืออย่างไร’

ซ่งเทียนสิงไม่ได้ตื่นตระหนกไปเอง เพราะไม่ว่าใครก็ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนล้วนแต่จะคิดเหมือนกันทั้งนั้น

กระบี่ระลึกตนเอาชนะสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชา ช่างน่าขำสิ้นดี หากมีคนทำได้จริงๆ แล้วศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนจะพยายามแย่งชิงเข้าเป็นศิษย์สำนักในเพื่ออะไร แค่ไปซื้อคัมภีร์กระบี่ระลึกตนที่ตลาดมาก็ไร้เทียมทานแล้ว!

“ เจ้า…เจ้าไม่ได้เพี้ยนใช่ไหม ” ไม่ทันขาดคำ แม้แต่ซ่งเทียนสิงยังรู้สึกน้ำเสียงที่เขาพูดมานั้น ดูไม่น่าเกรงขามเท่าไรนัก รู้สึกประหลาดเหลือเกิน วันนี้หลินเฟยมีท่าทีราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งเข้าไม่ถึงแล้วก็ดูไม่ออก

“ หากไม่ลอง ข้าไปแล้วนะ ”

“ เดี๋ยวก่อน! ” ซ่งเทียนสิงไม่ยอม โอกาสทองลอยมาทั้งที หากไม่ทำให้เจ้านี้ไปต้องโทษกักบริเวณแล้วล่ะก็ ที่ทำมาคงเสียแรงเปล่า

ต่อให้จะเพี้ยนก็ตาม ไม่มีทางที่กระบี่ระลึกตนจะเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมารได้หรอก ขอแค่ทำเหมือนครั้งก่อน ก็สามารถจบทุกอย่างในกระบวนท่าเดียว ต่อให้มีแผนชั่วอะไรก็หยิบมาใช้ไม่ทัน แต่เมื่อคิดอีกที ซ่งเทียนสิงกลับไม่วางใจ จึงได้เอ่ยขึ้น

“ อย่าหาว่าข้าหารังแกเจ้าแล้วกัน ”

“ ไม่หรอกๆ ” หลินเฟยรอไม่ไหวแล้ว ชักกระบี่ออกมา หันปลายกระบี่ลงพื้น ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ซ่งเทียนสิงเพื่อเป็นการส่งสัญญาณ

“ เข้ามา ”

“ โอหัง! ” การหันปลายกระบี่ลงพื้น ถือเป็นท่วงท่าของผู้อาวุโสชี้แนะผู้อ่อนวัย ดูท่าเจ้านี่คงไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาจริงๆ

ในหอดาบค่อนข้างมืด ไม่ทันใดก็มีแสงสว่างของกระบี่วาบขึ้น และนี่ก็คือกระบวนท่าพิฆาตยมบาล

ครั้งก่อน ตอนซ่งเทียนสิงสำเร็จวิชากระบี่พิฆาตเซียนมาร กระบวนท่าที่เอาชนะหลินเฟยก็คือกระบวนท่านี้ เขาใช้มันอีกครั้ง ทว่าพลังทำลายล้างของมันดูเหมือนจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน แสงของกระบี่แฝงไปด้วยสีเลือด ซึ่งสิ่งนี้ก็คือสัญลักษณ์ที่แสดงว่าผู้ฝึกได้เข้าถึงแก่นวิชากระบี่พิฆาตเซียนมารโดยแท้จริง…

ในความเป็นจริง ซ่งเทียนสิงเองก็รู้สึกพอใจกระบวนท่าที่ฟันออกไป เพราะในสิบสามกระบวนท่านั้น เขาใช้ได้คล่องเพียงแค่สามกระบวนท่าเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือท่าพิฆาตยมบาล ต่อให้อยู่ในสภาพเยี่ยมยอดที่สุด ในการสะบั้นกระบี่ออกไปสิบครั้ง จะมีเพียงสามครั้งที่มีแสงสีแดงเช่นนี้แฝงอยู่

หลังจากกระบวนท่าพิฆาตยมบาลถูกส่งออกไป ซ่งเทียนสิงมั่นใจว่าตนเองต้องชนะแน่

หลินเฟยไม่แม้แต่โคจรพลังปราณ เขาทำแค่เพียงวาดกระบี่ออกไป

กระบวนท่านี้ในสายตาของซ่งเทียนสิง มันไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย กระบี่พิฆาตยมบาลของเขา แม้แต่ศิษย์พี่ขั้นย่างหยวนยังไม่กล้าต้านรับตรงๆ แต่เจ้านี่กลับกล้าดีนัก คงไม่รู้คำว่าตายเขียนอย่างไรกระมัง

ในตอนนั้นเอง ซ่งเทียนสิงเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา
‘หรือควรหยุดเท่านี้ดี ที่นี่คือหอดาบ ถึงแม้จะมีหน้าที่เฝ้าเวร แต่หากมีคนตายขึ้นมาคงจะไม่ดี ’

หลังจากพินิจชั่วครู่ ซ่งเทียนสิงก็ตัดสินใจไม่หยุด พลางคิดว่าจะหยุดทำไม เจ้านี่มันน่ารังเกียจ ถือโอกาสนี้สั่งสอนเสียหน่อย วันหน้าจะได้ไม่กล้าเหิมเกริม เอาแบบนี้ ข้าจะไม่ส่งพลังปราณเข้าไปแล้วกัน จะได้ไม่ถึงตาย ส่วนเรื่องบาดเจ็บน่ะ คนในสำนักงานประลองกัน พลาดพลั้งไปบ้าง จะโทษข้าได้อย่างไร

‘ช้าก่อน นั่นอะไรน่ะ!’

ตอนที่ซ่งเทียนสิงกำลังครุ่นคิด จู่ๆ ก็พบว่าแสงกระบี่ของตัวเองเริ่มแปรปรวน ขณะอยู่กลางอากาศนั้น รู้ตนเองรู้สึกตาลายไปหมด

‘เกิดอะไรขึ้น?’

นาทีต่อมา ซ่งเทียนสิงถึงได้ปรับสายตาได้ ลำแสงกระบี่จากที่ใดไม่รู้ สอดแทรกเข้ามาในลำแสงกระบี่พิฆาตยมบาล แสงกระบี่นั้นทั้งคดงอและเชื่องช้า แต่กลับค่อยๆผสานเข้าไปรวมกับลำแสงของกระบี่พิฆาตยมบาล เพียงสะกิดเบาๆ ลำแสงกระบี่พิฆาตยมบาลก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

“ บ้าน่า! ” ซ่งเทียนสิงรู้สึกถึงลางไม่ดี แต่จะเปลี่ยนกระบวนท่าอื่นก็ไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่ยืนมองลำแสงประหลาดนั้นทำลายลำแสงกระบี่พิฆาตยมบาล ทันใดนั้นมือก็เกิดกระตุก ทำให้กระบี่ร่วงหลุดออกไป

“ เคร้ง ” เสียงกระบี่ร่วงลงกับพื้น

ครานั้นภายในหอดาบก็เงียบสงบลง

“ นั่น…นั่นไม่ใช่กระบี่ระลึกตน! ” ผ่านไปหนึ่งเค่อ*เต็มๆ ซ่งเทียนสิงค่อยเอ่ยออกด้วยใบหน้าแดงก่ำ
(*หนึ่งเค่อ หมายถึง 15 นาที)

“ ธรรมะยืนยง นี่คือหนึ่งในสามสิบหกกระบวนท่าของกระบี่ระลึกตน หากศิษย์พี่ไม่รู้ ก็มาศึกษาที่หอดาบ วิชานี้ไม่อยู่ในสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชา ไม่ถือว่าแอบฝึกหรอก ”

เมื่อสิ้นเสียง หลินเฟยก็เก็บดาบเข้าฝัก ก่อนจะหันหลังเดินออกจากชั้นสามของหอดาบไป

“ เป็นไปได้อย่างไร กระบี่ระลึกตนน่ะหรือ ไปหลอกผีเสียเถอะ ธรรมะยืนยงอย่างนั้นหรือ รอข้าหาคำตอบให้ได้ก่อนเถอะ ข้าจะเปิดโปงคำโกหกของเจ้าเอง ” ในหอดาบที่กว้างใหญ่ เหลือเพียงซ่งเทียนสิง กำลังขบเขี้ยวลุกขึ้นจากกองคัมภีร์

หลังจากที่ออกจากหอดาบ หลินเฟยก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทันที สำหรับเขาแล้ว การใช้กระบี่ระลึกตนเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมารถือว่าเป็นเรื่องเล็ก

ในอดีต ตอนที่อาศัยอยู่ที่หอดาบ ได้พบเจอศิษย์พี่ที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถใช้วิชากระบี่ระลึกตนทำเรื่องสะท้านฟ้าดินมากมาย การเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมารไม่ใช่เรื่องยาก พวกนั้นเหมือนคนวิปลาส ถึงขนาดคิดใช้กระบี่ระลึกตนเอาชนะทัณฑ์สวรรค์ ทว่าสุดท้าย พวกเขาก็สูญสลายไปพร้อมเหวทมิฬ…

------------------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กดติดตามตรงนี้ไว้ได้เลย

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

บทที่3 วารีลืมเลือน

เล่มที่ 1 บทที่ 3 วารีลืมเลือน

ในขณะที่ระลึกความหลังเมื่อหมื่นปีก่อน หลินเฟยก็เดินมาถึงชั้นแรกของหอดาบ เขาไม่ได้เดินออกไปทันที แต่กลับเลี้ยวไปทางสายหนึ่งอย่างคุ้นเคย ก่อนหยุดลงที่ห้องเล็กที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ

ใช่จริงๆ ที่แห่งนี้ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้มีเฉพาะคัมภีร์ แต่กลับเป็นแหล่งรวมบันทึกมากมายที่วางกองอยู่ด้วยกัน

หลินเฟยเหลือบตามอง แต่ก็ไม่พบสิ่งที่คิด อาจเพราะภัยพิบัติเมื่อหมื่นปีก่อน สิ่งที่ตกทอดมาจึงมีไม่มาก เหมือนเมื่อตอนอยู่ชั้นสาม วิชาพื้นฐานอย่างกระบี่พิฆาตเซียนมาร ยังถูกยกขึ้นเป็นสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชาได้

เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็หมายความว่า คัมภีร์ดาบชั้นสูงที่แท้จริงสูญหายไปพร้อมกับภัยพิบัติหมดแล้ว สิ่งที่ตกทอดมา จึงเหลือเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น

พอคิดถึงตรงนี้ หลินเฟยก็สงสัยว่าในอดีต หลังจากที่เขาตายไปพร้อมกับเจ้าแห่งเหวทมิฬแล้ว พิภพหลัวฝูเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ภัยพิบัตินั่นสงบลงได้อย่างไร และใครเป็นผู้สืบทอดสำนักเวิ่นเจี้ยน ข้อสงสัยมากมายเหล่านี้ บางทีอาจจะหาคำตอบได้จากที่นี่

เริ่มจากชั้นวางแรก หลินเฟยค่อยๆมองไล่ไป ไม่นานก็เลือกตำราออกมาได้ส่วนหนึ่ง มีทั้งพงศาวดาร บันทึกการเดินทาง ตำนานเรื่องลี้ลับ รวมทั้งเรื่องเล่าอิงประวัติศาสตร์ ตำราพวกนี้ไม่เป็นที่สนใจเท่าไรนัก แค่ดูจากปกที่ใหม่เอี่ยมก็รู้แล้วว่าวางทิ้งไว้หลายปี กคงไม่มีใครหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน

สองชั่วยามถัดมา หลินเฟยปิดบันทึกการเดินทางเล่มสุดท้ายลง สีหน้าย่ำแย่ลง สถานการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายกว่าที่คิด หลายหมื่นปีที่ผ่านมา สรรพสิ่งได้สูญสิ้น แตในขณะเดียวกันก็มีสิ่งใหม่กำเนิดขึ้น

สิ่งแรก เหมือนว่าพิภพหลัวฝูจะเล็กลง ตามบันทึกเล่มนี้ตอนที่กล่าวถึงทะเลน้ำแข็งฝูปิง ผู้เขียนใช้คำว่า “ สุดเขตแดนเหนือ ” แต่ความจริงแล้ว หลินเฟยรู้ว่าทะเลน้ำแข็งฝูปิงยังไม่ใช่สถานที่สุดเขตแดนเหนือ โดยถัดจากทะเลน้ำแข็งฝูปิงจะเจอทุ่งหญ้าหย่งเย่ที่กว้างใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าเย่

หลายหมื่นปีก่อน มีธรรมเนียมว่าทุกร้อยปีเผ่าเย่จะส่งคนที่มีพรสวรรค์ที่สุด มาฝากตัวเป็นศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยน สิบปีให้หลังค่อยกลับคืนเผ่า ในอดีต ตอนที่หลินเฟยอาศัยอยู่ที่หอดาบ ก็เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับชาวเผ่าเย่เช่นกัน ได้ยินว่าคนคนนี้หากกลับเผ่าไปจะได้ครองตำแหน่งผู้นำ กลายเป็นราชาเผ่าเย่คนใหม่

ถัดขึ้นไปทางเหนือของทุ่งหญ้าหย่งเย่ ยังมีเมืองอูตงที่เลื่องชื่อ ในอดีตก่อนที่สำนักเวิ่นเจี้ยนจะเผชิญกับภัยพิบัติเหวทมิฬ เมืองอูตงเคยส่งข่าวมาว่า หมิงจวินบาดเจ็บเพราะถูกกระบี่ของเซียนกระบี่ชิงเหลียนสะบั้นใส่
ไม่รู้ว่าตอนหลังท่านเซียนจะเป็นอย่างไรบ้างนะ

สรุปก็คือเท่าที่หลินเฟยจำได้ ทางเหนือของทะเลน้ำแข็งฝูปิงยังมีพื้นที่อีกกว้างใหญ่ไพศาล แต่ในบันทึกเล่มนี้ กลับกลายเป็นสุดเขตแดนเหนือเสียได้ ไม่เพียงแค่ทะเลน้ำแข็งฝูปิงเท่านั้น จากบันทึกนี้ พิภพหลัวฝูเองก็ดูจะเล็กลงเช่นกัน หลินเฟยคาดคะเนว่าประมาณสามในสองของพิภพหลัวฝูได้หายไปเสียแล้ว…

‘นี่มันอะไรกัน?’

หลินเฟยค้นบันทึกตำราเล่มแล้วเล่มเล่าไปด้วยความสงสัยมากมาย สุดท้ายก็พบสิ่งที่น่าสนใจในตำราเซียนปีศาจเล่มหนึ่ง…

เนื้อหาของตำราเล่มนี้ไม่น่าสนใจเลยสักนิด ล้วนเป็นสิ่งไม่มีมูลทั้งนั้น ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจ นั่นคือข้อความที่บันทึกไว้ว่า ไม่รู้ว่ากี่หมื่นปีก่อน มีสงครามที่ยื้อเยื้อนับพันปี โลหิตหลั่งไหลดั่งสายธาร ชีวิตมากมายล้วนดับสูญ แม้แต่เซียนเก้าชั้นฟ้าและมารขุมที่สิบจากใต้พิภพล้วนแตกดับ ท้ายสุดพิภพหลัวฝูก็แตกออกไปเป็นเสี่ยงๆ พิภพหลัวฝูที่อาศัยอยู่ตอนนี้ก็แค่เสี้ยวหนึ่งของเดิมเท่านั้น…

หลังจากวางตำราลง หลินเฟยสงบนิ่งอยู่พักใหญ่

“พิภพหลัวฝูหมื่นปีให้หลังนี้ จะเป็นอย่างไรกันแน่นะ…”

ตอนที่หลินเฟยออกมาจากหอดาบก็ค่อนข้างมืดแล้ว เขาเดินย่ำไปบนทางเดินหินที่เคยผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่นานก็กลับถึงหุบเขาอวี้เหิงด้วยความทรงจำของร่างเดิม ไม่นานก็มาถึงที่พักอาศัยของตนเอง หลังจากปิดประตูก็นั่งลงก่อนจะต้มชาอย่างเหม่อลอย…

จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไป เรื่องที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความลี้ลับ ทั้งทะลุมิติ ทั้งตายแล้วเกิดใหม่ในหมื่นปีให้หลัง แถมยังเป็นศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนเหมือนเดิม ราวกับถูกลิขิตเอาไว้

‘เอาเถอะ ในเมื่อได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เรื่องที่ทำไม่สำเร็จในชาติก่อน มาจบมันในชาตินี้แล้วกัน’ หลินเฟยไม่ใช่คนคิดมาก เรื่องที่ไม่เข้าใจก็ไม่คิดให้ปวดหัว ปล่อยวางความสงสัยไว้ในใจ ก่อนจะเริ่มสำรวจร่างกายใหม่ที่กำลังครอบครอง อย่างไรก็แล้วแต่การได้เกิดใหม่อีกครั้งนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี

อีกอย่างคนที่มีชื่อเดียวกันนี้ที่ทิ้งร่างไว้ให้ ถึงจะเป็นแค่กายเนื้อธรรมดา พรสวรรค์ก็น่าจะแค่กลางค่อนสูง แต่หากเทียบกับร่างตัวเองในชาติก่อน อย่างน้อยเส้นปราณก็ไม่บกพร่อง ขอแค่เส้นปราณไม่บกพร่องก็ฝึกฝนได้ ถ้าฝึกฝนได้ ทุกอย่างก็ง่ายลงแล้ว

อีกทั้งการที่หลินเฟยไม่สามารถรวมพลังปราณเข้าร่าง ก็แก้ได้ไม่ยากอีกต่อไป

ในอดีต ก่อนที่ตาเฒ่าจะเข้าสู่เหวทมิฬ เขาได้บอกที่ตั้งขุมทรัพย์ลับทั้งเจ็ดแห่งไว้ น่าเสียดายที่หลังจากนั้นอีกสามสิบปี ทั้งที่เขาวางแผนอย่างรอบคอบแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นแค่กายเนื้อทั่วไป ทำให้ตายตกไปพร้อมกับยวนหวง ผู้เป็นเจ้าแห่งเหวทมิฬ ด้วยแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไปโดยที่คนนอกอาจจะคิดไม่ถึง จนในที่สุดเขาก็ไม่มีโอกาสไปเยือนขุมทรัพย์เหล่านั้น แม้จะมีเวลาถึงสามสิบปีเต็มก็ตาม

‘คิดไม่ถึงว่าชาติที่แล้วไม่มีโอกาส แต่ชาตินี้กลับมีจนได้’

หลินเฟยจำได้ว่าในขุมทรัพย์ลับที่สาม มีขวดหยกใบหนึ่งที่บรรจุวารีลืมเลือนเอาไว้ ในอดีต ตาเฒ่าได้มันมาจากแดนมรณะน้ำพุเหลือง ซึ่งไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มันมา

ถึงตาเฒ่าจะไม่พูด แต่หลินเฟยก็รู้ว่า หากคิดจะใช้วารีลืมเลือนนี้ซ่อมแซมเส้นปราณที่บกพร่องของเขา บางทีอาจจะทะลวงเส้นปราณที่อุดตันของเขาได้ ทว่าผลคือเส้นปราณอุดตันไร้วิธีเยียวยาถึงแม้จะมีวารีลืมเลือนก็ตาม ท้ายที่สุดตาเฒ่าก็เลยนำวารีลืมเลือนไปเก็บในขุมทรัพย์ลับที่สาม

ถึงแม้จะรักษาเส้นปราณที่อุดตันไม่ได้ แต่การซ่อมแซมเส้นปราณกลับมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม วารีลืมเลือนเพียงขวดเดียว สามารถเปลี่ยนสภาพกายพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่ต้องการทั้งสิบแปดชนิด หากโชคดี ก็อาจจะได้หนึ่งในเก้ากายบรรพกาลตามตำนาน!

“ แต่ว่าตอนอยู่ในขั้นจู้จีดันเลือกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ เจ้านี้มันล้อข้าเล่นหรืออย่างไร… ” สำนักเวิ่นเจี้ยนมีการบำเพ็ญต่างจากสำนักอื่น มุ่งเน้นใช้กระบี่เอาชนะทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นนอกจากเคล็ดวิชากระบี่แรกเริ่มที่เลือกแล้ว ส่วนมากจะไม่ฝึกเคล็ดวิชาอื่นอีก ต่อให้ประมือกับคู่ต่อสู้ที่มีกระบวนท่าแพรวพราว ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนก็ใช้แค่กระบวนท่าเดียวเท่านั้น

แต่เจ้าของร่างเดิมไม่เหมือนคนทั่วไป ตอนอยู่ขั้นจู้จีดันเลือกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่

‘นี่มันล้อกันเล่นชัดๆ’ หัวใจของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่คือหนึ่งกระบี่เอาชนะหมื่นกระบี่ กระบวนท่าเดียวกลับแฝงไปด้วยหมื่นกระบวนท่า ซึ่งตรงข้ามกับหนึ่งกระบี่เอาชนะทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง เส้นทางบำเพ็ญทั้งสองสายนี้ต่างกันลิบลับ

ผู้บำเพ็ญขั้นจู้จีที่เลือกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จะต้องฝึกวิชากระบี่ทุกชนิด ยิ่งรู้วิชากระบี่มากเท่าไร พลังของเคล็ดวิชาก็ยิ่งกล้าแกร่ง จนสุดท้ายกายเนื้อก็เป็นดั่งเตาหลอม หลอมรวมหมื่นกระบี่ในร่างเดียว กลายเป็นกายกระบี่ฉุนหยาง ทุกครั้งที่กระบี่ฟาดฟันออกไป จะแฝงด้วยหมื่นเคล็ดวิชา

------------------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กดติดตามตรงนี้ไว้ได้เลย

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...