ย้อนสู่ยุค 90 เพื่อร่ำรวย
ข้อมูลเบื้องต้น
ยุค 90 ที่เป็นความทรงจำดีๆของใครหลายๆคน รอยต่อระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัยและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม จุดเปลี่ยนชีวิตของผู้คนในสังคม
หญิงสาวตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของเด็กหญิงลูกจันทร์ ลูกสาวชาวนาในยุคปี 2538 ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากจน
ภาคหนึ่ง กำเนิดเด็กหญิงลูกจันทร์
ตอนที่ 1-158
ภาคสอง
ตอนที่ 159-?
***ฝากนิยายเรื่องย้อนสู่ยุค 90 เพื่อร่ำรวยด้วยค่ะ
ติดตามนิยายเรื่องอื่นๆของไรท์
เหนือสมรภูมิราชัน
คำโปรย
'เธอ' ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในนิยายต่อสู้กำลังภายในที่โด่งดังบนอินเทอร์เน็ต กลายมาเป็นคู่หมั่นของตัวเอก รับบทว่าที่สตรีในฮาเร็มของชายที่จะเป็นดั่งเทพเจ้าในโลกผู้ฝึกตนแห่งนี้ บัดซบอันใด! ใครต้องการเป็นเมียน้อยของตัวเอกพวกนี้กัน
>>จิ้มลิงค์ตรงนี้ https://writer.dek-d.com/jintanajane4455/writer/view.php?id=2254018
ย้อนชะตาฝ่าวิกฤตวันสิ้นโลก
คำโปรย
เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า
>>จิ้มลิงค์ตรงนี้ https://writer.dek-d.com/jintanajane4455/writer/view.php?id=2277776
เด็กหญิงลูกจันทร์ในปี 2538
เด็กหญิงลูกจันทร์ในปี 2538
“ลูกจันทร์ตื่นเถอะ"
น้ำเสียงนุ่มละมุนที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้เธอค่อยๆตื่นขึ้น ความหนาวเย็นรอบๆ ดึงสติสัมปชัญญะเธอกลับคืนมา
"รีบตื่นนะ ไม่อย่างนั้นหนูจะไปโรงเรียนสาย"
หญิงสาวลืมตาขึ้นพร้อมกับมองไปที่ต้นเสียงด้วยความมึนงงเล็กน้อย เท่าที่จำได้คอนโดของเธอไม่มีแม่บ้าน นอกจากเธอก็ไม่มีใครอื่นอีก แล้วคนที่กำลังกำลังร้องเรียกให้เธอตื่นอยู่ในขณะนี้เป็นใคร?
แสงสีส้มจากตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่างเป็นดวงท่ามกลางความมืด กลิ่นความชื้นของหญ้าแห้งชุ่มน้ำลอยอ้อยอิ่งติดปลายจมูก ความหนาวเย็นที่กำลังไล่ตามแขนขาทำให้เธอหดกายน้อยๆ
หญิงสาวสะลึมสะลือยันตัวลุกขึ้นก่อนจะมองฝ่าความมืดไปรอบๆ
"ลุกแล้วใช่ไหม ง่วงละสิ รีบมาล้างหน้าล้างตาเร็วเข้า พ่อกำลังอุ่นปลาย่างให้หนูกินก่อนไปโรงเรียน"
เสียงของผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกรอบ เงาดำที่เคลื่อนไหวมองจากตรงนี้ไม่ชัดเจนนัก
คนที่ถูกเรียกขยี้ดวงตาที่ตาพร่ามัว หญิงสาวอ้าปากหาวเบาๆตามกลไกของร่างกาย
ตรงหน้าของเธอคือมุ้งสี่ขาสีฟ้าซีด ร่องรอยของการปะเย็บบ่งบอกว่ามันถูกใช้งานมายาวนานแค่ไหน แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้องทำให้หญิงสาวรับรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่คอนโดของเธออีกต่อไป
หญิงสาวเบิกตากว้างและหันซ้ายหันขวาเพื่อมองรอบข้างอย่างละเอียดอีกครั้ง
ไม่…ไม่ใช่ห้องของเธอจริงๆ
มือเล็กเลิกผ้าห่มผืนบางออกจากลำตัวอย่างรวดเร็ว เธอมองแขนและขาที่หดสั้นลงราวกับเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบด้วยความสับสน แม้แต่เส้นผมที่ยาวจรดบั้นเอวก็เหลือสั้นแค่ติ่งหู
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมรูปลักษณ์ของเธอเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่ตัวเธอแบบนี้!
หญิงสาวนวดขมับที่กำลังปวดตุบๆ เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องในปัจจุบันอยู่เลย เธอจำได้แค่ว่ากำลังนอนอยู่ที่คอนโดมิเนียมสูงชั้น 20 ใจกลางกรุงเทพฯ เพราะเพิ่งกลับมาจากการประชุมอันยาวนานที่ต่างประเทศอย่างเหน็ดเหนื่อย
แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงมาโผล่ที่นี่ได้?
"ลูกจันทร์ ทำไมหนูยังไม่ลุกอีก วันนี้วันหนูมีสอบไม่ใช่เหรอ"
หญิงสาวผวาลุกตามเสียงเรียก เธอยกชายมุ้งขึ้นก่อนจะค่อยๆคลานออกมา
ลมหนาวยามเช้าตรู่ทำให้เธอต้องยกมือลูบแขน ห้องที่เธอนอนเป็นห้องกว้างตีด้วยแผ่นไม้ทั้ง 4 ด้าน ใช้หญ้าคามุงแทนสังกะสี ภายในห้องนอกจากที่นอนเรียบง่ายก็มีราวไม้แขวนเสื้ออยู่อีกด้าน
ตะเกียงที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองจากกระป๋องอลูมิเนียมสีเงินตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง กลิ่นน้ำมันทำให้เธอย่นจมูก ตะเกียงแบบนี้เธอไม่เคยใช้มาก่อน มันไม่ใช่ตะเกียงเจ้าพายุแบบที่เธอเคยเห็น น่าจะเป็นตะเกียงที่คนที่นี่ทำขึ้นมาง่ายๆ เพื่อใช้งานเอง
แสงสว่างทำให้เธอสามารถมองเห็นปฏิทินเก่าๆ ที่แขวนบนเสาไม้กลางห้อง ตัวเลขของปีพ.ศ ทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักนิ่ง
เดือนตุลาคม 2538
เดี๋ยวนะ เธออยู่ในปี 2538 เหรอ!
หญิงสาวส่ายหัวอย่างมึนงงขณะมองที่ปฏิทินบนเสาไม้กลางห้อง เธอค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกมาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ในหัวสมองตอนนี้ขาวโพลนจนไม่รู้จะทำอย่างไร
จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าพลันพร่าเบลอและหมุนเป็นคลื่นด้วยความเร็วสูง หญิงสาวกัดริมฝีปาก ในลำคอมีเสียงอึกอัก เธอรู้สึกวิงเวียนจนเสียหลักล้มลงไปบนพื้น
ตอนนั้นเองพื้นที่ว่างเปล่าก็ปรากฏขึ้น
มันคือมิติว่างเปล่าขนาดสิบตารางกิโลเมตร ภายในมิติมีพื้นดินที่รกร้างปราศจากสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ
ร่างบอบของเธอยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางพื้นที่กว้างใหญ่ มองเห็นเพียงความว่างเปล่าที่ชวนหวาดผวายิ่งกว่าเดิม ขณะกำลังตั้งพยายามสติอยู่นั้น หน้าจอโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาจากอากาศ
มันเป็นหน้าจอรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง ตามขอบกระพริบไฟ บนหน้าจอแสดงข้อความภาษาไทยที่เธอสามารถเข้าใจสองบรรทัด
'โปรแกรมติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ ต้องการเชื่อมต่อใช่หรือไม่'
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก เธออ่านทวนข้อความที่ปรากฏตรงหน้าถึงสามรอบเพื่อเน้นย้ำว่าตนเองไม่ได้กำลังตาฝาดหรือเกิดภาวะป่วยทางสมอง
ด้านล่างข้อความมีปุ่มสีแดงและสีเขียวที่เขียนคำว่าใช่และไม่ใช่เอาไว้
มือเล็กเอื้อมไปแตะปุ่มสีเขียวที่เขียนคำว่า 'ใช่ ' อย่างลังเลใจ เธอกลัวว่าหากแตะลงไป อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงขึ้น
โชคดีที่เธอที่คิดมากไปเอง นอกจากหน้าจอเริ่มประมวลผล และเปลี่ยนเป็นหน้าจอที่มีตารางข้อความเหมือนเกมในสมาร์ทโฟนปี2025ที่คุ้นเคยแล้ว สิ่งที่เธอคิดก็ไม่มีอะไรที่ส่อแววร้ายแรงอีก
บนหน้าจอที่โปร่งแสงประกอบไปด้วยปุ่มโปรไฟล์ ปุ่มเมนูและปุ่มตั้งค่าอื่นๆทั้งหมดสามปุ่ม
หญิงสาวมองมันชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจแตะไปที่ปุ่มโปรไฟล์ด้านซ้ายบนสุด ทันใดนั้นข้อความจำนวนหนึ่งเด้งขึ้นมา
ชื่อ: ลูกจันทร์
อายุ: 10 ปี
เพศ: หญิง
คลัง: 5 รายการ
การผลิต: 0 รายการ
ร้านค้า: เปิดทำการ
เหรียญทอง: 100 เหรียญ
อื่นๆ : 0 รายการรายการ
หญิงสาวไล่สายตาอ่านข้อความที่กำลังปรากฏอยู่บนหน้าจอโปร่งแสงอย่างรวดเร็ว ค่าสเตตัสที่เด้งขึ้นมาไม่ต่างจากเกมที่เธอเคยดาวน์โหลดมาเล่นเลย มันบอกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานและรายการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เมื่อฟังก์ชั่นการใช้งานไม่ได้ซับซ้อน เธอจึงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้
นิ้วเล็กแตะไปที่ฟังก์ชั่นบนหน้าจอเพื่อเข้าสู่รายการอื่นๆ
ปุ่มเมนูแสดงรายการร้านค้าขึ้นมา มันโชว์ผลเป็นรูปร้านค้าสองรูป
รูปแรกมีลูกศรชี้เข้า ด้านข้างมีคำอธิบายเล็กๆ บอกให้รู้ว่านี่เป็นร้านค้าในระบบที่รับซื้อสินค้าจากผู้ใช้งาน
ส่วนรูปถัดลงมาเป็นรูปร้านค้ามีลูกศรชี้ออก คำอธิบายแสดงให้รู้ว่าเป็นร้านค้าในระบบที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ใช้งาน
หญิงสาวขบคิดเล็กน้อย ก่อนจะแตะไปที่ไอคอนร้านค้าลูกศรชี้ออกเบาๆหนึ่งที รายการสินค้าที่ระบบเปิดขายให้ผู้ใช้งานเด้งขึ้นมามากกว่าสามหมวดหมู่
พวกมันคือแบบแปลนต่างๆ ของสิ่งก่อสร้าง เมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ สัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมหนัก การแปรรูปอาหาร ร่วมไปถึงสินค้าอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าเธอไม่สามารถสำรวจให้ครบจนหมดได้ในเวลาสั้นๆ
เพื่อตอกย้ำความมั่นใจ เธอแตะไปที่ไอคอนรูปคลังสินค้าที่อยู่ตรงกลางหน้าจอ
เมื่อเข้ามาในหน้าจอของคลังเก็บสินค้า รูปไอคอนถุงผักสามชนิดก็ปรากฏขึ้นบนชั้นวาง มันเป็นเมล็ดผักบุ้ง ผักคะน้าและแตงโม ส่วนอีกสองไอคอนที่เหลือเป็นปุ๋ยเร่งโตใช้กับพืชและพลั่วสำหรับพรวนดิน
หญิงสาวขมวดคิ้วและครุ่นคิดเล็กน้อยขณะมองรูปไอคอนผักบนชั้นวาง เธอตัดสินใจกลับไปยังรายการซื้อขายในเมนูร้านค้าอีกครั้ง
หน้าจอด้านบนสุดบอกว่าตอนนี้เธอมีเหรียญทองที่สามารถใช้จ่ายอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยเหรียญ หญิงสาวแตะไปที่หมวดอื่นๆ ก่อนจะเลือกแปลงเพาะปลูกที่มีราคาเขียนกำกับอยู่ด้านล่างว่าสิบเหรียญทอง
เธอกดซื้อมาทั้งหมดที่ระบบปลดล็อคให้
พื้นที่ว่างเปล่าในตอนแรกพลันปรากฏแปลงเพาะปลูกจำนวนสองแปลงขึ้น ขนาดของแปลงเพาะปลูกนี้ กว้างหนึ่งเมตร ยาวเกือบห้าเมตร ตรงกลางระหว่างแปลงเพาะปลูกทั้งสองมีร่องเดินประมาณห้าสิบเซนติเมตร
หญิงสาวไม่รอช้าที่จะทดสอบว่าการคาดเดาของตนนั้นถูกต้องหรือไม่ เธอกดไปที่ไอคอนรูปผักในคลังเก็บของเพื่อแตะใช้งาน
แปลงเพาะปลูกถูกหว่านเมล็ดผักบุ้งลงบนดินทันที
เมื่อเห็นว่าการทำงานเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ เธอจึงแตะไอคอนรูปแตงโมเพื่อปลูกลงแปลงอีกครั้ง หลังจากกดใช้งานเมล็ดพันธุ์ในคลังแล้ว พวกมันจะหายไปตามจำนวนที่ใช้ทันที
หน้าต่างเล็กๆ เด้งซ้อนทับขึ้นมาบนหน้าจอโปร่งแสงเพื่อถามว่าเธอต้องการใช้ปุ๋ยเพื่อเร่งโตหรือไม่
จำนวนปุ๋ยเร่งโตที่อยู่ในคลังเก็บของมีทั้งหมดสิบถุง ปริมาณการใช้งานหนึ่งแปลงเพาะปลูกต่อหนึ่งถุง
หญิงสาวไม่ลังเลที่จะลองใช้ปุ๋ยเร่งโตบนแปลงเพาะปลูกที่ตนเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ไป เมื่อกดใช้ปุ๋ยเร่งโตพื้นที่เพาะปลูก เมล็ดพันธุ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เมล็ดพันธุ์ผักและแตงโมค่อยๆ แตกหน่อก่อนจะงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผักบุ้งจีนสีเขียวก้านสูงยาวงอกขึ้นมาในขนาดโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับแตงโมลูกขนาดใหญ่ที่อยู่อีกแปลงข้างๆ
ร่างบางที่เห็นดังนั้นก็แทบร้องไชโยกับความโชคดีของตนเอง ที่แท้เธอมีโปรแกรมโกงที่เป็นเสมือนฟาร์มในมิติส่วนตัว
แต่เธอไม่แน่ใจนักว่าผักและผลไม้ที่อยู่ในมิติส่วนตัวนี้จะสามารถนำออกไปในโลกจริงได้หรือไม่ หญิงสาวเดินวนเวียนรอบแปลงผัก ในใจขบคิดถึงแผนการขั้นต่อไป
ผักบุ้งและแตงโมพวกนี้พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว หากทิ้งไว้นานเธอไม่รู้ว่าพวกมันจะเหี่ยวเฉาหรือเน่าเสียตามธรรมชาติไหม
หญิงสาวตัดสินใจเก็บผักทั้งหมดบนแปลงลงในตะกร้าแบบอัตโนมัติ ก่อนที่ผักทั้งหมดจะถูกนำไปไว้ในคลังเก็บของ จำนวนผักบุ้งที่เก็บเกี่ยวได้ในครั้งนี้มากถึง 100 กิโลกรัม
ดวงตากลมสว่างวาบเมื่อเห็นปุ่มขายสินค้าที่เด้งขึ้นมา
เธอแตะปุ่มขายสินค้าและระบุจำนวนที่ต้องการขาย ร้านค้าในระบบรับซื้อผักบุ้งในราคากิโลกรัมละห้าเหรียญทอง หญิงสาวตัดสินใจขายผักบุ้งที่อยู่ในคลังเก็บของเกือบทั้งหมดเพื่อแลกกับจำนวนเหรียญทองสี่ร้อยกว่าเหรียญ
ส่วนที่เหลืออีกไม่กี่กิโลกรัม เธอต้องการเก็บไว้เพื่อนำออกไปด้านนอกและทิ้งไว้บางส่วนในคลังเพื่อทดสอบว่าสินค้าระยะเวลาของผัก
หลังจากขายผักบุ้งที่อยู่ในคลังเก็บของไป จำนวนเหรียญทองก็เพิ่มขึ้นมา เธอไม่รอช้าที่จะไปเก็บเกี่ยวแตงโตและนำไปขายอีกครั้ง
แตงโมหนึ่งลูกหนักถึงห้ากิโลกรัม ร้านค้าในระบบรับซื้อแตงโมลูกละสิบเหรียญทอง ซึ่งเธอก็ตัดสินใจเหลือแตงโมไว้เพียงสามลูก นอกนั้นก็ขายให้ร้านค้าในระบบทั้งหมด
มองเหรียญทองที่เพิ่มขึ้นมาก็ใจชื้น ในอนาคตเธออาจจะต้องใช้ประโยชน์จากเหรียญทองพวกนี้ในการดำเนินสิ่งต่างๆ ภายในมิติฟาร์มมากขึ้น
เมื่อทดลองจนเป็นที่พอใจแล้ว หญิงสาวก็ไม่อาจปล่อยให้แปลงเพาะปลูกทั้งสองแปลงว่างเปล่าไร้ประโยชน์เฉยๆ
เธอกดไอคอนผักคะน้าลงบนแปลงอย่างไม่รีรอ ส่วนอีกแปลงที่ยังว่างเปล่าก็กลับไปที่เมนูร้านค้าในระบบเพื่อกดซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่ม เธอกดซื้อแตงโมจำนวนห้าถุง ราคาถุงละยี่สิบเหรียญทอง เงินร้อยเหรียญทองที่เพิ่งได้มาหายวับไปในพริบตา
แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เธอสามารถทำเงินจากการขายแตงโมได้มากกว่าจำนวนเหรียญที่เสียไป
เมื่อได้เมล็ดพันธุ์แตงโมมาก็กดหว่านลงบนแปลงดิน คราวนี้เธอไม่ได้ใช้ปุ๋ยเร่งโตเหมือนครั้งที่แล้ว เธออยากทดสอบว่าเมล็ดพันธุ์พวกนี้กว่าจะงอกจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวใช้เวลานานเท่าไหร่
ดำเนินการตามสิ่งที่คิดจนเสร็จสิ้น ร่างบางจึงทิ้งแปลงผักที่ลงเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยเพื่อกลับมายังโลกเดิม ส่วนผักบุ้งและแตงโมอีกสามผลเธอยังไม่กล้านำออกมา รอให้สถานการณ์แน่ชัดกว่านี้เสียก่อน
หญิงสาวกลับมายังช่วงเวลาเดิมก่อนที่เธอจะเข้าไปยังมิติฟาร์ม ร่างเล็กของเธอยังคงทรุดนั่งอยู่กับพื้น เธอไม่แน่ใจนักว่าเวลาที่อยู่ในมิติฟาร์มผ่านไปนานเท่าไร แต่จากเสียงปลูกทำให้เธอคาดเดาได้ว่าเวลาที่เธอเข้าไปไม่นานนัก
ร่างเล็กที่ผอมบางค่อยๆลุกยืนขึ้น เธอสูดลมหายใจก่อนจะเดินไปที่บันไดไม้ด้านข้าง
เวลานี้หญิงสาวแน่ใจแล้วว่าตนเองย้อนเวลากลับมายังปี 2538 มาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่าลูกจันทร์
แม้เธอจะไม่มีความทรงจำของเด็กผู้หญิงคนนี้อยู่เลย แต่เธอก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องลำบากอะไรนัก ในเมื่อมาแล้วก็อยู่ไปเถอะ
บันไดที่ใช้เป็นบันไดลิงห้าขั้นถูกตีขึ้นด้วยท่อนไม้ง่ายๆเพื่อใช้สอย หญิงสาวที่กลายเป็นเด็กหญิงลูกจันทร์ปีนลงมาอย่างคล่องแคล่ว แม้แขนและขาของเธอจะหดสั้นตามอายุก็ตาม
ด้านล่างใต้ถุนเป็นพื้นที่โล่งไม่มีแผ่นไม้ตีเป็นผนังล้อมรอบ
บริเวณกลางใต้ถุนมีแคร่ไม้ยกสูงขึ้นมาจากระดับพื้นไว้เป็นพื้นที่ใช้งานของคนในครอบครัว ด้านซ้ายมือเป็นที่ครัวเล็กๆ สำหรับประกอบอาหาร แม้ไม่ใช่เตาอังโล่ที่เธอรู้จัก แต่ก็เดาได้ว่าเหล็กสีดำที่มีสามขาขนาดเท่าตั่งนั่งซักผ้าของคนชนบทนั้น สามารถวางหม้อเพื่อประกอบอาหารแทนเตาดินอังโล่ได้
เหนือจากเตาไฟขึ้นไปเป็นขื่อไม้สำหรับวางอุปกรณ์ครัวและเครื่องปรุง มีปลาแห้งสองสามตัวห้อยไว้พร้อมกับถุงผักบางอย่าง
เสียงไก่ที่ขันดังแว่วมาท่ามกลางความมืดบ่งบอกรุ่งอรุณกำลังมาเยือนในไม่ช้า แม้จะยังไม่เช้านักแต่เธอก็คิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาตีห้ากว่าๆ
เด็กหญิงลูกจันทร์ที่ยืนมึนงงอยู่กลางใต้ถุนทำให้มารดาที่กำลังคดข้าวเหนียวร้อนๆใส่กระติบต้องเอ่ยเร่งเธออีกครั้ง
"ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าเถอะ แม่วางปลาย่างของหนูไว้ให้แล้ว กินเสร็จจะได้แต่งตัวไปโรงเรียน"
แม่หวานมองลูกสาวคนเดียวที่เดินงัวเงียลงมาจากบนบ้าน เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ลูกสาวของเธอต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อไปโรงเรียนให้ทัน
เธอเป็นมารดาของเด็กหญิงลูกจันทร์
แม้จะอายุเพิ่งยี่สิบเก้าปีเท่านั้นแต่เพราะต้องทำงานหนักอยู่ท่ามกลางแสงแดด ร่างกายของเธอจึงเหมือนคนอายุสี่สิบปี
"จ้ะแม่"ลูกจันทร์รับคำโดยไม่แสดงท่าทีแปลกประหลาดแต่อย่างใด
เธอเดินไปที่ตุ่มน้ำข้างๆ เพื่อล้างหน้าแปลงฟันตามคำสั่ง ขันน้ำที่ใช้ยังเป็นกะลาที่ถูกขัดอย่างดี มีด้ามจับจากไม้เพื่อใช้งานอย่างสะดวก น้ำจากโอ่งค่อนข้างเย็น เด็กสาวทำใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เทน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
เมื่อล้างหน้าเสร็จก็เดินกลับเข้ามายังใต้ถุน มีร่างของแม่หวานกำลังง่วนอยู่กับการทำงานอย่างอื่น
เธอกวาดสายตาเพื่อสังเกตรอบด้านท่ามกลางแสงตะเกียงสีส้ม แม่ของเธอมีรูปร่างค่อนข้างผอม ใบหน้ามีฝ้ากระเป็นหย่อมๆ อาจจะเป็นเพราะต้องตากแดดทำงานเป็นเวลานาน แสงแดดและมลภาวะจึงทำร้ายผิวหนังจนทำให้เธอแก่เกินอายุจริงไปมาก
แม่หวานสวมผ้าถุงและเสื้อคอกลมกลางเก่ากลางใหม่ ดูลักษณะใจดีและค่อนข้างขี้อายเหมือนหญิงสาวในหมู่บ้านชนบททั่วไป
ลูกจันทร์ขยับตัวนั่งลงบนแคร่ไม้ ด้านหน้าของเธอมีจานปลาช่อนย่างเกลือวางเอาไว้ในถาด นี่คงเป็นปลาย่างที่พ่อของเธออุ่นไว้ให้ตามที่แม่หวานบอก
มือเล็กหยิบเนื้อปลาที่อุ่นกำลังดี ปลาช่อนค่อนข้างสดแม้จะค้างคืนและถูกนำมาอุ่นอีกครั้ง เด็กสาวจึงกินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่เธอจะถูกแม่หวานเอ็ดเสียงเบา
"ปั้นข้าวด้วยสิลูก กินแต่กับจะเป็นพยาธิ"
ลูกจันทร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันมึนงงอีกรอบ ปลาย่างตัวนี้ถูกย่างด้วยไฟจนสุกอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ปลาที่ยังดิบ กินไปเธอจะเป็นพยาธิได้อย่างไรM
ที่แท้นี่เป็นกลยุทธ์ของคนชนบทเพื่อหลอกให้เด็กๆ ที่ชอบกินแต่เนื้อไม่ชอบกินข้าวหวาดกลัว หากปล่อยให้เด็กๆ กินแต่กับไม่กินข้าว พลังงานที่ได้รับก็จะไม่เพียงพอและหิวเร็วขึ้น
เด็กสาวไม่อยากทำตัวแปลกแยกจึงพยักหน้าและเอื้อมมือเปิดกระติบข้าวเหนียวที่วางข้างๆ ข้าวเหนียวร้อนๆ หอมกรุ่นกับปลาย่างในตอนเช้าตรู่ก่อนไปโรงเรียนทำให้เด็กสาวคิดถึงสมัยที่ตนเองยังเป็นเด็ก
ตอนนั้นเธอจำได้ว่าอาหารเช้าเป็นเพียงน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ง่ายๆ แบ่งกันกินพี่น้องในระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน แถมบางวันตื่นสายจนต้องไปกินเบรกฟาสต์ที่โรงเรียนก็มี
ข้าวเหนียวที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ค่อนข้างร้อนและอ่อนนุ่ม เธอหยิบขึ้นมาอย่างไม่ค่อยชำนาญนัก
เด็กสาวกินข้าวเหนียวกับปลาย่างขณะขบคิดไปด้วย อาหารการกินและสำเนียงภาษาของคนที่นี่ทำให้เธอสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน
"พ่อไปไหนเหรอจ๊ะ"
ตั้งแต่ที่เธอลงมาจากด้านบน ก็มีเพียงแค่แม่ของเธอเท่านั้นที่นั่งทำงานอยู่ใต้ถุน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นมีใครอีก เธอจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
"พ่อไปเก็บปลาที่ดักไว้น่ะ วันนี้คงได้ปลาช่อนตัวใหญ่ ไว้แม่จะต้มให้กินหลังหนูเลิกเรียนนะ"
"ได้จ้ะ"
ที่แท้พ่อของเธอก็ออกไปเก็บปลาที่ดักไว้ แม้ไม่รู้ว่าพ่อไปดักปลาที่ไหนแต่เธอก็พยักหน้ารับเป็นเชิงรับทราบ
หลังจากกินข้าวเสร็จ เธอไปล้างมือและขึ้นไปแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนตามที่แม่สั่ง ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เงาดำที่เห็นเป็นตะคุ่มๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ดูไม่น่ากลัวอีกต่อไป
เด็กหญิงลูกจันทร์อายุสิบปี เธอเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าของโรงเรียนในหมู่บ้าน ชุดนักเรียนที่ใส่เป็นเสื้อสีขาวกระโปรงสีกรมท่าตามปกติ แต่ไม่ว่าจะมองหาถุงเท้าและรองเท้านักเรียนอย่างไร เธอก็หาไม่เจอ
เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามแม่หวานที่กำลังนั่งทำงานอยู่อีกด้าน
"หนูลืมไปแล้วเหรอว่าแม่ยังไม่ได้ซื้อรองเท้านักเรียนให้ เอาไว้ปีหน้าพ่อขายข้าวได้ แม่จะซื้อให้นะจ๊ะ ปีนี้หนูใส่รองเท้าแตะไปก่อนนะลูก"
น้ำเสียงที่แผ่วเบาเจือความรู้สึกผิดลงเรื่อยๆ ของแม่ทำให้เธอเงียบและนิ่งไป
ครอบครัวของเธอค่อนข้างยากจน พ่อกับแม่ของเธอเป็นชาวนาที่มีรายได้จากการขายข้าวในแต่ละปีเท่านั้น ดังนั้นการใช้จ่ายจึงเป็นไปอย่างกระเบียดกระเสียร
เด็กสาวถอนหายใจเฮือกพลางก้มมองรองเท้าแตะสีแดงที่เป็นแบบสวมคู่เล็กของตน
"แม่ ไม่เป็นไร หนูใส่อะไรไปเรียนก็ได้ เอาไว้เรามีเงินค่อยซื้อก็ได้จ้ะ"
ลูกจันทร์ฉีกยิ้มไร้เดียงสาเพื่อปลอบใจแม่หวานที่มีสีหน้าหม่นหมอง เด็กสาวเหน็บผมที่สั้นอย่างไม่คุ้นชิน ชีวิตของเธอไว้ผมยาวมาตลอด ครั้งมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงที่ต้องตัดผมสั้นตามกฏระเบียบของโรงเรียนก็จนใจเล็กน้อย
"แม่ขอโทษนะ หนูอยู่ปอห้าแล้ว แต่ยังไม่เคยมีรองเท้านักเรียนเหมือนเพื่อนเลย แม่สัญญาว่าขายข้าวรอบนี้จะซื้อให้หนูแน่นอน"แม่หวานยิ้มน้อยๆ แววตาเศร้าสร้อยที่ตนเองไม่สามารถซื้อของให้ลูกสาวเหมือนอย่างคนอื่นๆได้
เธอกับสามีไม่ค่อยมีเงินนัก รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำนา ต้องประหยัดไว้จุนเจือครอบครัวทั้งปี ทั้งซื้อปุ๋ยใส่นาข้าวและใช้จ่ายในแต่ละวันก็แทบไม่เหลือเก็บแล้ว
รองเท้านักเรียนของลูกสาวราคาคู่ละร้อยกว่าบาท แต่เธอกับสามีไม่สามารถจ่ายได้ ลูกสาวจึงได้เเต่สวมรองเท้าแตะคู่ละสิบบาทไปโรงเรียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โชคดีที่ทางโรงเรียนไม่ได้บังคับให้นักเรียนทุกคนต้องสวมรองเท้านักเรียน เนื่องจากทราบดีว่าผู้ปกครองหลายคนมีค่าใช้จ่ายที่เกินกำลังอยู่แล้ว เด็กๆ ส่วนมากมาจากครอบครัวชาวนายากจน การสวมรองเท้าแตะไปโรงเรียนจึงเป็นเรื่องพบเห็นปกติในหมู่บ้าน
ลูกจันทร์ที่ต้องไปโรงเรียนอีกครั้งในรอบหลายปีอดเบื่อหน่ายไม่ได้ เธอเลยวัยที่จะหิ้วกระเป๋าไปโรงเรียนแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อร่างนี้อายุแค่สิบขวบ การไปโรงเรียนยังจำเป็นอยู่ หากเธองอแงไม่ยอมไป คงถูกไม้เรียวฟาดแน่ๆ
แต่งตัวนั่งรอพ่อกลับมาจากเก็บดักปลาไม่ถึงสิบนาที ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยาวที่แถมมากับปุ๋ยสีน้ำเงินหม่นก็เดินเข้ามาพร้อมกับถังปลา ใบหน้าคมเข้มจากการทำงานกลางแจ้งยิ้มร่ามาแต่ไกล ดูท่าว่าวันนี้จะได้ปลาตัวใหญ่
"แม่จ๋า ดูสิวันนี้ได้ปลาช่อนตัวใหญ่ตั้งสามสี่ตัวแน่ะ แม่ขังไว้ทำต้มปลาให้ลูกกินตอนเย็นนะ มีปูนาอีก จี่ไว้กินกับน้ำพริกอร่อยๆ"พ่อแสนเดินถือถังปลาเข้ามาวางใต้ถุน ในถังมีปลาช่อนขนาดเท่าแขนกับปูนาจำนวนหนึ่ง แม่หวานที่เห็นดังนั้นก็พยักหน้ายิ้มรับ
"ได้ เพิ่งพูดกับลูกจันทร์ไปเองว่าวันนี้พ่อน่าจะได้ปลาช่อนตัวใหญ่ โชคดีจริงๆ พี่ไปผลัดผ้าเถอะจะได้ไปส่งลูกที่โรงเรียน"
"ได้จ้ะ ลูกจันทร์หนูรอพ่อผลัดผ้าก่อนนะลูก เพิ่งหกโมงเองยังทันอยู่"
ลูกจันทร์พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย พ่อแสนจึงเดินไปล้างเนื้อล้างตัวที่ตุ่มน้ำ เมื่อเช็ดใบหน้าด้วยผ้าขาวม้าผืนบางและเปลี่ยนเสื้อที่เปียกชื้นออก พ่อแสนก็เดินไปหาลูกสาวที่กำลังนั่งแกว่งขารอ
โรงเรียนอยู่ไกลออกไปจากบ้านของเธอพอสมควร หากจะไปให้ทันโรงเรียนต้องตื่นแต่เช้า
เธอจึงไม่แปลกใจที่แม่หวานปลุกตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อเตรียมตัว แม้ลูกจันทร์จะอายุสิบปี โตพอสมควรในยุคนี้ แต่พ่อกับแม่ก็ไม่วางใจให้เธอเดินไปโรงเรียนคนเดียว สมัยนี้บ้านเรือนอยู่ห่างกัน ถนนลูกรังสีแดงเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนาสูงท่วมหัว อีกทั้งยังเป็นเวลาเช้ามาก ตามถนนจึงไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมา บ้านของเธอปลูกอยู่ไกลจากบ้านคนอื่น ค่อนข้างอันตรายหากปล่อยให้เด็กสาวไปคนเดียว
ทุกวันจะมีพ่อของเธอเดินไปส่ง พอพ้นเขตทางเปลี่ยว มีคนผ่านไปมาก็ให้เธอเดินต่อไปเอง ตกเย็นเลิกเรียนก็จะผลัดกับแม่หวานมาคอยรอรับเหมือนเดิม
สองพ่อลูกเดินออกจากบ้านไปตามถนนดินแดง เสียงพูดโทนสูงต่ำของพ่อแสนทำให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาจนเกินไป เด็กสาวที่สะพายกระเป๋านักเรียนตอบรับเป็นบ้างครั้ง กลัวว่าพ่อพูดจนน้ำลายแตกฟอดคนเดียว
โรงเรียนในหมู่บ้านมีถึงแค่ประถมหก หากจะศึกษาต่อต้องเข้าไปที่ตัวอำเภอเท่านั้น การเดินทางเข้าตัวอำเภอจะมีรถโดยสารวิ่งรับส่งช่วงเช้าและช่วงเย็น นักเรียนในหมู่บ้านเลือกเข้าไปเรียนต่อในอำเภอก็หลายคน
"ตอนเย็นพ่อจะไปดูข้าวในนา จะให้แม่มารอรับหนูนะลูก"
บ้านของเธอไม่มีรถจักรยาน การเดินทางจึงอาศัยเท้าเปล่า เดินแรกๆเหนื่อยหน่อย แต่ไม่นานก็เริ่มคุ้นชิน เมื่อถึงเส้นทางหลักของหมู่บ้านมีคนพลุกพล่าน พ่อแสนจึงปล่อยให้เธอเดินต่อไปเอง แม้ลูกจันทร์จะไม่รู้ทางไปโรงเรียนแต่เห็นผู้ปกครองหลายคนพาลูกหลานไปส่งก็พอจะเดาได้ เธอแค่เดินตามๆ ไปไม่ได้ยากเย็นอะไร
เด็กสาวพนมมือไหว้ผู้เป็นพ่อก่อนจะโบกมือไหวๆ พร้อมหันหลังเดินต่อ ส่วนพ่อแสนก็เดินกลับบ้านเพื่อกินข้าวเช้า วันนี้ต้องไปซ่อมกล้าในนา ยังมีงานหลายอย่างรอให้เขาทำอีกมาก
ถนนหลักที่ใช้ในหมู่บ้านเปลี่ยนเป็นแบบปูนซีเมนต์แล้ว ตามถนนหนทางมีชาวบ้านเดินขวักไขว่ผ่านไปมา บางคนใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกฟาง รองเท้าบูทสีดำครึ่งแข้ง บนหลังมีย่ามที่ใส่กล่องข้าวเหนียวไล่ต้อนวัวควายออกไปท้องนา ภาพแบบนี้พบเห็นเป็นเรื่องปกติ
โรงเรียนในหมู่บ้านอยู่ติดกับวัด มีอาคารไม้สองชั้นแบ่งแยกชั้นปี โรงอาหารอยู่ทางด้านหลังติดกับสวนผักของเด็กนักเรียน ลูกจันทร์ที่เดินตามเด็กคนอื่นมาถึงโรงเรียนมองรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น ตรงประตูทางเข้าออกมีร้านค้าเป็นเพิงเล็กๆ
เด็กหลายคนยืนรุมล้อมอยู่ด้านหน้า ของที่ขายเป็นขนมซองละบาท ลูกอม ทอดมัน ทอดไก่เป็นชิ้นๆ น้ำหวานและผลไม้ทั่วไป
ลูกจันทร์อยู่ปอห้าแล้วก็จริง แต่เธอยังได้ค่าขนมมาโรงเรียนวันละบาท แม้โดยปกติแล้วเด็กส่วนใหญ่ก็จะได้ค่าขนมประมาณนี้ แต่เธอก็มองว่าค่อนข้างน้อยจนไม่พอกินอยู่ดี
มองเหรียญบาทในมือที่พ่อแสนส่งให้เมื่อเช้าก็พลันถอนหายใจ เธอเดินเลยร้านค้าขึ้นไปยังอาคารเรียน สมัยนี้นักเรียนไม่มากอีกทั้งยังเป็นโรงเรียนชนบทห่างไกล นักเรียนแต่ละห้องมีแค่สิบกว่าคน รวมทั้งโรงเรียนก็ประมาณร้อยกว่าคนเท่านั้น
เด็กสาวขึ้นบันไดไม้ เดินตามระเบียงชั้นสองมาเรื่อยๆ เธออ่านป้ายที่ห้อยอยู่เหนือประตูเพื่อหาห้องเรียนของตนเองอย่างมึนงง
โชคดีมีเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเสียก่อน
"ลูกจันทร์มาเร็ว วันนี้มีสอบวิชาเลขตอนเช้า ครูไพรบูลย์บอกว่าให้ช่วยกันจัดเก้าอี้เป็นแถวห่างกัน เธอเอาเก้าอี้ของเธอขยับมาใกล้ฉันนะ"
ภายในห้องมีนักเรียนมาถึงบ้างแล้วสองสามคน เด็กหญิงที่ร้องทักมีชื่อว่าใบเตย เธอตัวเล็กเท่ากับลูกจันทร์ที่สูงเพียงร้อยยี่สิบเซนติเมตร ตัดผมสั้นติดกิ๊บสีดำอันใหญ่สองข้าง ตรงชายเสื้อนักเรียนมัดเหรียญบาทด้วยหนังยางสีแดงเพื่อป้องกันการหล่นหาย
ลูกจันทร์เดินเข้าไปหาเพื่อนๆ เธอไม่แน่ใจนักว่าเด็กๆ มักสนทนากันเรื่องอะไร เธอผ่านช่วงเวลานั้นมานานจนจำไม่ได้แล้ว
"เอ่อ…กิ๊บสวยดีนะใบเตย ซื้อที่ไหนเหรอ"
"เอ๊ะ เธอก็คิดว่าสวยเหมือนกันใช่ไหมล่ะ แม่ฉันซื้อมาจากในเมือง ลูกจันทร์ชอบไหม ฉันให้ยืมติดสักอัน"ว่าพรางจะถอดกิ๊บบนหัวส่งให้
"ไม่เอาๆ เดี๋ยวทำหาย"
ลูกจันทร์รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธน้ำใจอันเปี่ยมล้น เธอแค่พูดชมหาเรื่องคุยไปอย่างนั้นเอง ไม่รู้ว่าเด็กๆ ในห้องเป็นเหาไหม หากเธอติดขึ้นมาท่าจะดูไม่จืดแน่ๆ
ใบเตยทำหน้าเซ็งนิดหน่อยที่เห็นเพื่อนไม่ลองติดกิ๊บแต่ก็ไม่พูดอะไร
เด็กๆ ช่วยกันจัดเก้าอี้เป็นแถวยาวห่างกันตามที่ครูสั่ง วันนี้ปอห้ามีสอบวิชาคณิตศาสตร์ช่วงเช้าเพื่อเก็บคะแนน ลูกจันทร์ที่เลยวัยนักเรียนมานานก็เริ่มไม่แน่ใจกับความรู้ของตน หากว่าเธอสอบตกขึ้นมาจะเป็นที่น่าขบขันปานใด
แปดโมงเช้าเป็นเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ นักเรียนทุกชั้นปีในโรงเรียนต้องไปเข้าแถวรวมกันที่หน้าเสาธง หลังจากทำพิธีเสร็จก็เดินแถวขึ้นห้องเรียนตามปกติ
ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กประถมไม่ได้ยากอย่างที่เธอคิด เธอสามารถทำถูกต้องทั้งหมด แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผลการเรียนของเด็กหญิงลูกจันทร์อยู่ในเกณฑ์ใด เธอจึงกามั่วให้มีข้อผิดบ้างเพื่อความแนบเนียน ประเดี๋ยวจะถูกหาว่าโกงข้อสอบให้วุ่นวายอีก
สอบเสร็จครูไพบูลย์ที่เป็นครูประจำวิชาควบครูประจำชั้นก็ให้นักเรียนสลับกระดาษคำตอบกันตรวจ ลูกจันทร์ได้ของเพื่อนอีกคน ดูจากใบคำตอบแล้วเธอก็สามารถบอกได้เลยว่าเขาจะผ่านหรือไม่
เล่นกาดิ่งกอไก่ทั้งหมดขนาดนี้
"ของเธอได้หกคะแนนนะไม้"เด็กสาวส่งกระดาษคำตอบคืนเจ้าของ เด็กชายไม้ที่นั่งข้างๆ เกาศีรษะพร้อมหัวเราะแห้งๆ เหมือนรู้ชะตากรรมอยู่แล้ว
"ตั้งหกคะแนนเชียว คิดว่าจะได้น้อยกว่านี้เสียอีก"เด็กชายไม้รับกระดาษคำตอบคืนก่อนจะพูดเสียงดัง และนั่นนำมาซึ่งกำปั้นอภินันทนาการทีหนึ่งจากครูไพบูลย์
"เธอนี่น้า บอกให้ตั้งใจเรียนเหมือนลูกจันทร์บ้าง ขนาดให้นั่งเรียนใกล้กันแท้ๆ ยังจะกาข้อสอบมั่วอีก สอบตกขึ้นมาครูไม่ให้พ่อเธอเอาไก่น้อยมาแลกเกรดแล้วนะ อีกสักทีดีไหม"
"โอ๊ยครูครับ ก็มันยากนิครับ ครูออกข้อสอบง่ายๆบ้างไม่ได้หรือ"
เสียงโอดครวญของนักเรียนหลายคนในห้องดังขึ้น ตามด้วยเสียงบ่นของครูประจำวิชา
ฝากน้องลูกจันทร์ด้วยนะคะ
แตงโมจากมิติฟาร์ม
แตงโมจากมิติฟาร์ม
เสียงกริ่งพักเที่ยงดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกหมดคาบเรียนช่วงเช้า ครูไพบูลย์เดินออกไปพร้อมกับกระดาษข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนเด็กนักเรียนสิบสี่คนในห้องก็แตกฮื่อเหมือนมดออกจากรัง ต่างเร่งมือเก็บดินสอปากกาลงกระเป๋าพร้อมกับหยิบกระติบข้าวเหนียวน้อยๆและชามใส่แกงออกมา
โรงเรียนวัดท่าน้ำใสมีโครงการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนทุกวัน โดยมีบรรดาแม่ๆแต่ละคุ้มในหมู่บ้านมาช่วยลงแรงกับคุณครูผู้หญิง เมนูในแต่ละวันก็เป็นแกงง่ายๆตามงบประมาณ เช่นวันจันทร์เป็นไข่พะโล้ วันอังคารผัดกะกล่ำปลีใส่หมู วันพุธต้มฟักใส่ไก่ หมุนเวียนกันไปตามแต่ละสัปดาห์หรือวัตถุดิบที่มี
เด็กนักเรียนทุกชั้นปีจะต้องห่อข้าวพร้อมกับถือชามมาเอง พอกริ่งดังก็ไปต่อแถวรับแกงนั่งกินที่โรงอาหาร กินเสร็จก็ล้างชามของใครของมันเก็บใส่กระเป๋า จากนั้นก็เป็นเวลาพักของเด็กๆ บ้างก็จับกลุ่มนั่งคุยกันอยู่ตามหน้าห้อง บ้างก็ลงไปเล่นอยู่ใต้ถุนอาคาร กลางสนามฟุตบอลมีเด็กชายสิบกว่าคนกำลังวิ่งรุมลูกบอลอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยแม้แดดตอนกลางวันจะร้อนจัด ส่วนลูกจันทร์และเพื่อนอีกสองคนเดินลงไปที่ร้านขายขนม วันนี้ใบเตยบอกว่ามีของเล่นมาใหม่ เป็นตุ๊กตากระดาษแผ่นละบาท มีชุดสวยๆให้เปลี่ยนถึงสามสี่ชุด เด็กผู้หญิงได้ยินก็ร้องกริ๊ดกร๊าดตื่นเต้น
แม้เด็กสาวจะขี้เกียจฝ่าแดดยามเที่ยงวันลงไปแต่ก็สู้แรงตื้อของใบเตยไม่ได้ เธอจึงได้แต่เดินตามลงไปอย่างไม่มีทางเลือก
หลังจากได้ของเล่นที่ตนชอบ เด็กสาวก็ชวนกันกลับขึ้นห้องเรียนเพื่อหลบร้อน
ใบเตยและเพื่อนอีกสองคนต่างซื้อตุ๊กตากระดาษกันมาคนละแผ่น แม้จะพยายามเชียร์ให้ลูกจันทร์ซื้อบ้างแต่ก็ไม่เป็นผล เด็กสาวส่ายหน้าไม่ต้องการ เด็กๆคนอื่นจึงทำอะไรไม่ได้ ใบเตยเห็นเพื่อนไม่มีของเล่นก็ตบหน้าอกออกปากจะแบ่งให้เล่นด้วยอย่างใจป้ำ
วิชาต่อไปเป็นคาบภาษาอังกฤษ สอนโดยคุณครูปราณี ครูบรรจุใหม่ที่เพิ่งย้ายมาสอนได้ไม่กี่เดือน ครูปราณีเป็นขวัญใจเด็กๆทุกชั้นปีเพราะหน้าตาสะสวย มักยิ้มแย้มแจ่มใส แม้นักเรียนจะดื้อก็ไม่เคยดุด่าให้เสียใจโดยไม่มีเหตุผล
ลูกจันทร์ที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษผ่านวิชานี้ไปอย่างชิวๆ ได้รับคำชมจากครูปราณีและเพื่อนในห้องล้นหลาม สถานะเด็กเก่งภาษาลูกรักของครูปราณีจึงตกลงหัวเธออย่างช่วยไม่ได้
หลังเลิกเรียนครูปราณีจึงเรียกให้เธอไปพบที่ห้องพักครู แม้ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ลูกจันทร์ก็รับคำแข็งขัน
เวลาเลิกเรียนของโรงเรียนวัดท่าน้ำใสคือบ่ายสามโมงครึ่ง เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กนักเรียนที่เลิกพร้อมกันดังออออกไปที่หน้าประตูโรงเรียน ลูกจันทร์เองก็เก็บสมุดการบ้านลงกระเป๋า โดยมีใบเตยที่นั่งข้างๆยืนรอเป็นเพื่อน
“ครูปราณีเรียกลูกจันทร์ไปพบก่อนกลับบ้าน ฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอเอง เราจะได้ไปรอแม่มารับที่หน้าโรงเรียนพร้อมกัน”
“ได้สิ งั้นใบเตยนั่งรอเราที่หน้าห้องก็ได้ คงไม่นานหรอก”เด็กสาวสองคนไม่ใช่เวรทำความสะอาดห้องวันนี้ พวกเธอจึงสามารถหิ้วกระเป๋ากลับบ้านได้เลย
ห้องพักครูอยู่ถัดออกไปสองห้อง แม้จะเลิกเรียนแล้วแต่คุณครูทุกคนก็ยังคงนั่งทำงานไม่ยอมกลับในทันที ลูกจันทร์เห็นครูปราณีนั่งอยู่แถวหลังสุดก็เดินเข้าไปพร้อมกับขออนุญาตเสียงดัง
เห็นเด็กสาวตัวน้อยเดินเข้ามาคุณครูที่กำลังก้มหน้าทำงานก็ทักทายยิ้มๆ
“อ้าว ลูกจันทร์มาแล้วหรือ มาตรงนี้สิ ครูจะได้บอกเธอเรื่องแข่งขันวิชาการ”
ครูปราณีกวักมือเรียกให้เด็กหญิงเข้าไปหา บนโต๊ะนอกจากมีกองสมุดการบ้านของนักเรียนห้องอื่นแล้ว ยังมีกระดาษประทับตราเนื้อหาเกี่ยวกับการแจ้งให้โรงเรียนส่งตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะด้านภาษาที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า สถานที่จัดการแข่งขันนั้นเป็นโรงเรียนในตัวอำเภอ นักเรียนที่เป็นตัวแทนจะต้องเดินทางเข้าร่วมตามวันและเวลาที่กำหนด
“หนูก็ยุ่งยากใจอยู่ตั้งนานค่ะพี่เหมียว นักเรียนโรงเรียนเราไม่ค่อยเอาวิชาภาษาอังกฤษเท่าไร ไปหาเด็กปอหกก็ไม่มีใครยอมเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งให้เลย วันนี้เห็นเจ้าลูกจันทร์ค่อนข้างคล่องเลยเรียกมาถามความสมัครใจ”
ครูปราณีหยิบกระดาษรายละเอียดบนโต๊ะทางหนึ่งก็หันไปคุยกับครูเหมียวที่อยู่มานาน ครูเหมียวได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย นักเรียนวัดท่าน้ำใสไม่ค่อยชอบวิชาภาษาอังกฤษจริงๆนั้นแหละ หากไม่บังคับขู่เข็ญก็ไม่ยอมพูดเลย ครั้งจะให้ไปเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน ไหนเลยจะยอมไปให้
“จริงนั้นแหละน้องปราณี แล้วนี้เจ้าลูกจันทร์จะไหวหรือ”
“กำลังเรียกมาถามนี่ละจ๊ะพี่ หากตกลงไปแข่งจะได้ส่งรายชื่อแต่เนิ่นๆแล้วค่อยๆฝึกให้ เดือนหน้าคงพอพูดได้บ้าง”
ครูปราณีกับครูเหมียวเออออกันสองคน พอเห็นว่าเด็กสาวเข้ามาแล้วก็เริ่มอธิบายจุดประสงค์ให้ลูกจันทร์รู้
“ไหวไหมเจ้าลูกจันทร์ ไม่ต้องห่วงนะ ครูจะช่วยติวให้ ครูเห็นว่าเธอคล่องอยากให้หาประสบการณ์ไว้เยอะๆ ในอนาคตต้องได้ใช้”
ครูปราณีสอบถามความสมัครใจของลูกศิษย์ ก็จริงอย่างที่ครูปราณีพูด ในอนาคตข้างหน้าภาษาอังกฤษมีความจำเป็นมากขึ้นในชีวิตการทำงาน ในยุคนั้นคนที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาจะมีโอกาสในการเลือกมากกว่า ได้รับภาระหน้าที่หลากหลายสร้างเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย
ลูกจันทร์ขบคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่เธอให้ความสนใจจริงๆ
“ครูปราณีคะ คนที่ชนะการแข่งขันจะได้รางวัลอะไรบ้างคะ”
อะไรคือสิ่งที่เธอขาดแคลนที่สุดถ้าไม่ใช่เงิน!
“เด็กคนนี้ ยังไม่ทันชนะเลยถามถึงรางวัลชะเเล้ว จริงๆเลยเชียว แต่ก็นั้นแหละ รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งจะได้รับเกียรติบัตรพร้อมกับเงินรางวัลสามร้อยบาท แต่ครูไม่อยากให้เธอสนใจแต่รางวัลจนลืมเก็บเกี่ยวประสบการณ์หรอกนะ ไม่ชนะก็ไม่เป็นไรเลย ฝึกฝนไปเลยๆ ครูเชื่อว่าวันหนึ่งเธอจะสำเร็จได้”ครูปราณีหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงมีแววเชื่อมั่นอยู่หลายส่วน ในคาบเรียนที่ผ่านมาเธอสังเกตว่าลูกศิษย์คนนี้ค่อนข้างรู้คำศัพท์หลายคำ สำเนียงเวลาออกเสียงก็ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาแบบไม่ต้องดัด ราวกับเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของเธอจริงๆ หากฝึกฝนให้หนักกว่านี้สักหน่อย เด็กสาวต้องเป็นคนหนึ่งที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีแน่นอน
“ในเมื่อครูเห็นว่าหนูมีความสามารถในการเข้าร่วมแข่งขัน หนูก็จะไม่ทำให้ครูผิดหวังค่ะ หนูจะลองเข้าร่วมตามที่ครูแนะนำ แล้วหนูต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างคะ”
ลูกจันทร์ตกลงเข้าร่วมการแข่งขันตามที่ครูปราณีแนะนำ เงินรางวัลสามร้อยบาทในสมัยนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากเธอสามารถนำกลับมาได้ ครอบครัวของเธอก็จะมีสภาพการเงินคล่องขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง
ครูปราณีได้ยินลูกศิษย์ตกลงพร้อมกับแสดงท่าทีกะตือรือร้นก็ยินดี ทั้งสองคนจึงพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดที่จำเป็นต้องรู้กันอยู่สักพัก ไม่นานลูกจันทร์ก็เดินออกมาหาใบเตยที่นั่งเล่นหมากเก็บรออยู่หน้าห้อง สองสาวจูงมือกันลงบันไดเพื่อไปรอผู้ปกครองมารับ
บ่าวสามโมงครึ่งยังมีแดดร้อน เด็กนักเรียนที่ยังไม่กลับบ้านบางส่วนจึงนั่งเล่นตามร่มไม้ ลูกจันทร์กับใบเตยเองก็นั่งรอแม่มารับที่ริมถนนใกล้ๆกับพ่อของเด็กสาวมาส่งเมื่อเช้า นั่งร้อนกันอยู่สักพักลูกจันทร์ก็เห็นน้าพุดซ้อนแม่ของใบเตยเดินเข้ามา
“ถ้าอย่างนั้นน้าไปแล้วนะเจ้าลูกจันทร์ แม่หนูคงกำลังมานั้นแหละ ฝากบอกแม่เราด้วยว่าพรุ่งนี้เช้าๆจะเข้าไปหาที่บ้าน”
น้าพุดซ้อนอายุไล่เรี่ยกับแม่หวานของเธอ เป็นเพื่อนไปหาเห็ดบนภูด้วยกันบ่อยๆ เวลามีงานก็ชอบชวนแม่หวานไปทำด้วยกัน ครอบครัวของเธอจึงถือว่าสนิทกันพอสมควร
“ได้จ้ะน้าพุดซ้อน หนูจะบอกแม่ให้”
เด็กสาวรับคำพร้อมกับโบกมือร่ำลาน้าพุดซ้อนและใบเตยเล็กน้อย
เมื่อเห็นคนทยอยเดินผ่านไปจนหมดเธอก็ฉวยโอกาสเข้าสู่มิติฟาร์มอีกครั้ง กลับเข้ามาครั้งนี้ผักคะน้าและแตงโมที่เธอปลูกตอนเช้าโตพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว เธอจึงกดไปที่ไอคอนตะกร้าเพื่อทำการเก็บเกี่ยวอัตโนมัต ผักคะน้าในมิติฟาร์มต้นใหญ่ใบเขียว สำคัญที่สุดคือปลอดสารพิษกรุบกรอบเป็นพิเศษ รอบนี้เธอขายผักคะน้าที่ได้ทั้งหมด แตงโมเองก็เช่นกัน เธอต้องรวบรวมเหรียญทองให้มากขึ้นเพื่อปลดล็อคสิ่งก่อสร้างอื่นๆในมิติฟาร์มเพิ่ม
เมื่อขายผักและผลไม้รอบสองของวันเสร็จ ในคลังเก็บของก็ไม่มีเมล็ดพันธุ์เหลืออีก เธอจึงเข้าไปที่ร้านค้าระบบเพื่อสั่งซื้อผักและผลไม้เพิ่ม รอบนี้เธอจะปลูกผักกะหล่ำปลีบ้าง อีกแปลงจะปลูกข้าวโพดน้ำนม ดูจากจำนวนเหรียญทองที่ต้องจ่ายมากขึ้น เธอก็คาดเดาว่าผลผลิตครั้งนี้น่าจะใช้เวลานานกว่ารอบที่แล้ว
มิติฟาร์มของเธอยังมีเลเวลค่อนข้างต่ำ การปลดล็อคแปลงผักเพื่อปลูกจึงจำกัดได้เพียงแค่สองแปลงเท่านั้น หากเธอสามารถสะสมเหรียญทองได้ถึงจำนวน 5,000 เหรียญ แปลงเพาะปลูกก็จะปลดล็อคเพิ่ม นี่ก็เป็นอีกสาเหตุใหญ่ที่เธอต้องเร่งเก็บเหรียญให้ครบ
ออกจากมิติฟาร์มก็เห็นร่างผอมในชุดทำงานมอซอของแม่เดินมา เด็กสาวลุกขึ้นพร้อมกับวิ่งออกไป น้ำเสียงร่าเริงของเธอทำให้แม่หวานอดยิ้มตามไม่ได้
“เหนื่อยไหมลูก ดูสิเหงื่อออกเต็มหน้าเลย”
“ไม่เหนื่อยเลยจ้ะแม่จ๋า จริงสิหนูมีอะไรจะให้แม่ดูด้วยละ นี่ แตงโมค่ะ”
ลูกจันทร์ส่ายหน้าก่อนแสร้งทำทีเปิดกระเป๋านักเรียนแล้วหยิบผลแตงโมในมิติฟาร์มออกมา แตงโมลูกใหญ่หนักห้ากิโลกรัมถูกเธออุ้มขึ้นท่ามกลางความแปลกใจของแม่
“ลูกจันทร์ หนูไปเอาแตงโมมาจากไหนลูก หนูคงไม่ได้ไปขโมยใครใช่ไหม”
แม่หวานที่เข้ามาช่วยเด็กสาวอุ้มแตงโมรีบถาม แตงโมนี่ค่อนข้างหนักขั้วเขียวลายชัดเจน เป็นแตงโมพันธุ์ดีราคาแพงในเมือง เธอเคยเห็นตอนเข้าไปทำธุระแต่ไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้
“ขโมยอะไรกันจ๊ะแม่ นี่เป็นแตงโมที่พวกหนูช่วยกันปลูกที่แปลงหลังโรงเรียน เป็นแตงโมพันธุ์นำเข้าจากนอก ครูสมหมายให้นักเรียนปลูกในคาบเรียนวิชาเกษตรตั้งแต่เทอมที่แล้ว หนูเพิ่งเก็บมาจ้ะ”ลูกจันทร์ไม่กังวลว่าแม่ของเธอจะไปถามเด็กคนอื่นหรือไม่ ที่แปลงหลังโรงเรียนมีปลูกแตงโมไว้จริงๆ เพียงแต่ลูกไม่ใหญ่เท่านี้
“แตงโมลูกใหญ่สมกับเป็นพันธุ์นอกจริงๆ”
แม่หวานเป็นผู้หญิงชนบทจบแค่ปอสี่ เธอไม่มีความรู้มากนัก แค่อ่านเขียนชื่อตัวเองได้เท่านั้น ในเมื่อลูกสาวยืนยันว่าเป็นแตงโมจากแปลงหลังโรงเรียน เธอก็ไม่เซ้าซี้ให้มากความอีก ลูกสาวว่าอย่างไรเธอก็ว่าอย่างนั้น ขอแค่ไม่ได้ขโมยของใครมาก็พอ แม้ครอบครัวจะยากจนแต่เธอก็ไม่เคยสอนให้ลูกอยากได้อยากมีจนต้องลักขโมยคนอื่น
“ใช่จ๊ะแม่ ครูยังบอกอีกนะจ๊ะว่ากินแล้วเมล็ดสามารถนำมาปลูกได้ เราปลูกแตงโมที่หลังบ้านดีไหมจ๊ะ หนูอยากกินอีก”
เห็นลูกสาวชอบแตงโมจนอยากปลูกไว้กินเองก็อดใจอ่อนไม่ได้ แม่หวานมองแตงโมหนักห้ากิโลกรัมในแขนเล็กน้อยก็พยักหน้า
“เอาสิ แม่จะปลูกไว้ให้นะ พอดีฝนตกรอบนี้คงขึ้น”
“หนูอยากทำแปลงผักที่บ้านเราเพิ่มด้วยจ้ะ แม่แบ่งพื้นที่ปลูกในสวนให้หนูหน่อยได้ไหมจ๊ะ”
เด็กสาวร้องขอเสียงใส ที่บ้านของเธอมีสวนปลูกผักเล็กๆ ผักที่ปลูกไว้ก็เป็นผักที่กินในครัวเรือนของชาวบ้าน เมื่อเช้าเธอมองแปลงผักที่ล้อมรั้วไม้ไผ่สานสูงเท่าเอวแล้วก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น
“เอ๊ะ หนูจะปลูกผักเพิ่มหรือ จะไม่เหนื่อยเกินไปหรือลูก หนูต้องไปโรงเรียนทุกวัน ปลูกผักต้องดูแลรดน้ำนะ”
แม่หวานกังวลว่าลูกสาวจะเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป
“ไม่หรอกจ้ะแม่ หนูจะค่อยรดน้ำตอนเย็นหลังเลิกเรียนเอา หนูทำไหว แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
ลูกจันทร์เอ่ยอย่างมั่นใจ เธอเป็นคนกล้าคิดกล้าทำ ไม่ค่อยนั่งกังวลว่าจะเหนื่อยหรือลำบาก
ในเมื่อลูกสาวยืนยันมั่นเหมาะว่าอย่างไรก็จะทำให้ได้ แม่หวานก็ได้แต่พยักหน้าตกลง
“งั้นแม่จะขนปุ๋ยขี้ไก่มาไว้ให้ หนูจะได้ใส่ผักที่ปลูก”
“ขอบคุณค่ะแม่ แม่ใจดีที่สุด!”
ร่างผ่ายผอมของเด็กสาวกระโดดโลดเต้นอย่างยินดี เธอฉีกยิ้มให้แม่ก่อนจะเข้าไปเกาะแขนออดอ้อนจนแม่หวานต้องหัวเราะอย่างเอ็นดู
บ้านของเธอค่อนข้างไกลจากตัวหมู่บ้าน ทางเข้าบ้านเป็นถนนลูกรังสีแดงตามชนบททั่วไป หน้าบ้านล้อมรั้วไม้ไผ่ ปลูกชะอมไว้หลายต้น ข้างๆมีต้นลำไยปลูกไว้เอาร่มเงา เดินเข้ามามองเห็นหลังคาไพรหญ้าและใต้ถุนเปิดโล่ง สมัยนี้แม้จะอยู่ในชนบทแต่ชาวบ้านก็นิยมปลูกบ้านมุงหลังคาด้วยสังกะสีกันหมดแล้ว น้อยมากที่จะใช้หญ้าคาอยู่ แต่พ่อกับแม่ของเธอยากจน แม้แต่เงินซื้อสังกะสีก็ไม่มี อาศัยขายข้าวมาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทำบ้านไปก่อน
“หนูกินแตงโมรองท้องไปก่อนนะ แม่จะไปรดน้ำพริกที่สวนสักหนาอย ตอนเย็นแม่จะต้มปลาให้กิน”
แม่หวานวางแตงโมบนแคร่ไม้แล้วสั่งความผู้เป็นลูก พริกของเธอแห้งน้ำมาหลายวันแล้ว วันนี้จะไปตักน้ำรดเสียหน่อย อีกสองสามวันอาจจะได้เก็บมาไว้กิน
“แม่ เอาแตงโมไปกินด้วยสิจ๊ะ เอาไปฝากพ่อในแปลงนาด้วย หนูหั่นให้จ้ะ”ลูกจันทร์เรียกแม่ที่กำลังหาบไม้คานออกไปสวนพริก เธอวิ่งไปหยิบมีดก่อนจะผ่าครึ่งอย่างคล่องแคล่ว แตงโมลูกใหญ่เผยเนื้อสีแดงฉ่ำออกมา เด็กสาวกลัวแม่ปฏิเสธจึงรีบหั่นเป็นเสี้ยวใส่ถุงให้ถือสะดวก
“เปลือกบางเนื้อเยอะ แตงโมพันธุ์ดีจริงๆ”
แม่หวานรับถุงแตงโมที่ลูกสาวฝากไปให้พ่อที่แปลงนาใส่ถังไว้ อีกมือก็รับแตงโมที่หั่นเป็นซีกขึ้นมาชิม
“เอ๊ะ หวานมาก กรอบอร่อยไม่เหมือนที่เคยกินมาก่อน”
เสียงอุทานของหญิงสาวที่เพิ่งชิมเเตงโมดังขึ้น แตงโมในสมัยนี้ราคาแพงเอาเรื่อง แต่ไม่หวานเท่านี้เลย เธอเคยได้ชิมตอนไปวัดในวันพระ เป็นพ่อกำนันนำมาถวายพระแต่เหลือมาถึงญาติโยม
“แม่กินเยอะๆนะจ๊ะ ยังมีอีกเพียบเลย”
ลูกจันทร์ที่ถือแตงโมซีกหนึ่งในมือยิ้มแย้ม ของในมิติฟาร์มไม่ใช่ธรรมดาจริงๆด้วย
“แม่กินซีกเดียวก็พอแล้วลูก หนูกินเถอะ แม่จะเอาไปให้พ่อลองชิมหน่อย”
เห็นร่างผอมของแม่เดินจากไปพร้อมกับถังน้ำและถุงแตงโม ลูกจันทร์ก็ไม่เอ่ยอะไรอีก เธอขึ้นไปผลัดเสื้อผ้าเป็นชุดเล่นธรรมดา กางเกงเจเจลายดอกสีส้มกับเสื้อยืดคอกลม
เด็กสาวเดินตรงไปที่สวนผักข้างบ้านที่แม่ปลูกไว้พร้อมกับจอมและเสียม ในแปลงผักมีต้นหอม ผักซีใบเลื่อย ผักบุ้งที่กำลังจะเหลืองตายอยู่จำนวนหนึ่ง เด็กสาวหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะลงมือเด็ดผักบุ้งที่สารอาหารไม่พอออกจนหมด เหลือแค่แปลงต้นหอมผักชีที่แม่ปลูกไว้เท่านั้น
เธอจะถอนผักในแปลงเพื่อพรวนดินเตรียมลงเมล็ดผักใหม่
แผนการของเธอคือปลูกผักขายโดยใช้เมล็ดพันธุ์จากมิติฟาร์ม เธอมีปุ๋ยเร่งโตอยู่ในคลังอีกแปดถุงที่ยังไม่ได้ใช้ เด็กสาวจึงมีความคิดอยากลองนำมาใช้กับผักด้านนอกดู
ทำแปลงผักไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร ไม่ถึงยี่สิบนาทีเธอก็สามารถทำเสร็จถึงสองแปลง รวมกับแปลงเก่าที่มีก็เป็นสามแปลง เมื่อพรวนดินให้ละเอียดไว้ก็เป็นอันเสร็จภาระกิจในวันนี้ พรุ่งนี้เธอถึงจะลงเมล็ดผักและโรยปุ๋ย
ในชนบทจะเริ่มหุงหาอาหารช่วงย่ำค่ำ ข้าวเหนียวที่เหลืออยู่ในกระติบเมื่อเช้าสามารถนำมาอุ่นกินอีกมื้อได้ ลูกจันทร์ที่ล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาดเริ่มจุดไฟเพื่ออุ่นข้าวรอพ่อกับแม่กลับมา
เธอมองเตาสามขาเล็กน้อย ด้านข้างมีกองฟืนที่พ่อตัดเป็นท่อนขนาดเท่าข้อศอกไว้ เชื้อไฟในสมัยนี้เรียกว่าขี้ไต้ห่อเป็นมัดยาวด้วยใบตอง มีส่วนผสมของน้ำมันยางจากขุมขี้ยางที่ถูกเจาะเป็นโพลงลึกผสมกับต้นพอกที่นำมาทุบหรือตำให้เป็นชิ้นเล็กๆ เวลาใช้ก็จะค่อยๆฉีกใบตองออก แล้วแกะเนื้อยางออกมาจุดไฟในปริมาณเล็กน้อย
เมื่อไฟติดก็ยกหม้อขึ้นเตา นำหวดไปชุบน้ำเพื่อป้องกันเปลวไฟเล็มปลายหวดจนไหม้ พัดไฟให้ลุกอีกหน่อยจนน้ำเริ่มร้อนก็ค่อยๆควักข้าวเหนียวในกระติบเป็นก้อนเล็กๆใส่หวด หมดแล้วก็ใช้ฝาหม้อปิด รอสิบห้านาทีข้าวเหนียวด้านล่างจะร้อนและจับตัวเป็นก้อนเดียวกันเหมือนข้าวนึ่งใหม่ เด็กสาวต้องคอยยกหวดขึ้นมากระท้อนเพื่อกลับข้าวด้านบนให้ลงไปใต้ก้นหวด รอสักครู่ข้าวเหนียวร้อนๆก็ได้ที่พร้อมกินแล้ว
เด็กสมัยนี้ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านตั้งแต่เด็ก เรื่องงานในครัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเด็กในชนบท ตัวลูกจันทร์คนเก่าเองก็เช่นเดียวกัน
อุปกรณในการทำให้ข้าวเหนียวเย็นจนสามารถนำใส่กระติบได้คือกระด้งส่ายข้าวกับไม้พาย เด็กสาวหยิบกระด้งที่เย็บกระสอบสีขาวไว้ด้านในออกมา เธอพรมน้ำลงบนกระด้งเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวติด แต่เพราะเป็นครั้งแรกจึงกะปริมาณน้ำเยอะไปหน่อย ข้าวเหนียวจึงแฉะติดมือจนปั้นไม่ได้
เด็กสาวไม่ท้อใจแต่อย่างใด เธอใช้ไม้พายพลิกข้าวที่จับเป็นก้อนใหญ่ไปมาเพื่อแผ่ออกให้เย็น เมื่อเย็นพอใช้มือกอบเป็นปั้นใส่กระติบข้าวได้แล้วก็ล้างมือให้ชุ่ม ข้าวเหนียวร้อนๆจากฝีมือเด็กสาวจึงสำเร็จลุล่วงด้วยดี แม้จะแฉะและหกเลอะเทอะไปบ้างก็ตาม
ลูกจันทร์มองกระติบข้าวสองกล่องอย่างภาคภูมิใจ เธอยิ้มกับผลงานของตนอยู่ชั่วครู่ก็เริ่มเตรียมกับข้าวอย่างอื่นเพิ่ม แน่นอนว่าเธอต้มปลาไม่เป็นและแม่ก็บอกแล้วว่าจะกลับมาทำด้วยตัวเอง เมนูต้มปลาจึงตกไป
ในมิติของเธอมีผักบุ้งเหลืออยู่ เธอสามารถนำมาทำอาหารได้โดยไม่ผิดสังเกตเพราะวันนี้เธอถอนผักบุ้งในแปลงจนหมด พ่อกับแม่จึงไม่น่าแปลกใจว่าผักบุ้งมาจากไหน
เมนูผัดผักบุ้งจึงถูกเพิ่มเข้ามาอีกอย่าง
เด็กสาวเข้าไปยังมิติฟาร์มส่วนตัวเพื่อนำผักบุ้งออกมาล้างทำความสะอาด จากนั้นก็หั่นเป็นท่อน ทุบกระเทียม ตักน้ำมันเจียวกากหมูลงกะทะให้ร้อน ครั้งน้ำมันหมูส่งกลิ่นหอมก็โยนกระเทียมทุบลงไปผัดให้เหลือง ตามด้วยผักบุ้งที่หั่นเป็นท่อน เติมเครื่องปรุงให้ได้รสชาติที่ชอบ ช่วงเวลานี้เพิ่มไฟแรงอีกหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม ไม่นานผักบุ้งของเธอก็สุกได้ทีพร้อมส่งกลิ่นอบอวลชวนน้ำลายไหล
ผักจากมิติฟาร์มชุ่มฉ่ำด้วยน้ำ ก้านกรุบกรอบ อร่อยกว่าผักบุ้งธรรมดาทั่วไป
เด็กสาวชิมผัดผักที่ตนเองตั้งใจทำก็ต้องตาโต ไม่ต้องใช้เครื่องปรุงอะไรมากมายราวกับผักมีรสอร่อยในตัวของมันเองอยู่แล้ว บอกตรงๆว่าเธอไม่เคยกินผักบุ้งที่ไหนอร่อยเท่ากับจานนี้เลย
นี่ต้องยกความดีความชอบให้กับมิติฟาร์มของเธอ
เด็กสาวตักผัดผักที่เสร็จแล้วใส่จานก่อนจะนำวางบนขื่อรอยกลงมามื้อเย็น
แดดร่มลมตกไม่นานแม่หวานที่หาบถังน้ำเหล็กสองถังก็เดินกลับมา กลิ่นหอมของผัดผักทำให้เธอถูกร้องทักทายมาแต่ไกล
ภาระหน้าที่ในครัวของเด็กสาวก็เป็นอันเรียบร้อย จากนี้ปล่อยให้แม่ของเธอจัดการไป
ลูกจันทร์กลับมานั่งทำการบ้านบนแคร่ไม้ตามลำพังเงียบๆ พอมืดก็ไปจุดตะเกียงเพิ่มความสว่าง หกโมงเย็นในชนบทมืดเร็วกว่าในเมือง ไม่นานพ่อของเธอก็แบกจอบกลับมาจากท้องนา ช่วงนี้ต้องดูข้าวในแปลงนาบ่อยหน่อยเพราะข้าวเริ่มตั้งท้องแล้ว พวกแมลงมักมาเจาะรวงข้าวจนเสียหายอยู่เสมอ การใช้ปุ๋ยบางครั้งก็ไม่ได้ผลอีกทั้งยังสิ้นเปลืองเงินเป็นจำนวนมาก พ่อแสนปวดหัวมาหลายวันกับปัญหาดังกล่าว
เมื่อสมาชิกในบ้านมาพร้อมหน้า สามคนพ่อแม่ลูกก็นั่งล้อมวงกินข้าวบนแคร่ไม้ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียง ลมเย็นในช่วงหัวค่ำช่วยคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหนัก ข้าวเย็นวันนี้มีต้มปลาร้อนๆใส่ยอดมะขามอ่อนของแม่หวาน ผัดผักบุ้งของลูกจันทร์ น้ำพริกผักสดที่พ่อเก็บมา แม้เป็นอาหารพื้นๆทั่วไปแต่พวกเธอก็กินอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะผัดผักบุ้งที่ได้รับคำชมจากพ่อและแม่ไม่ขาดปาก
ตบท้ายด้วยแตงโมหวานฉ่ำที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ สามคนพ่อแม่ลูกลูบพุงป่องๆอย่างพออกพอใจ
“พ่อจ๊ะแม่จ๊ะ หนูได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันภาษาอังกฤษที่อำเภอจ้ะ คนที่ชนะเลิศจะได้เงินรางวัลถึงสามร้อยบาท ถ้าหนูได้มาหนูจะให้พ่อกับแม่เก็บไว้”
เด็กสาวเล่าเรื่องที่ตนเข้าร่วมการแข่งขันภาษาให้พ่อกับแม่ฟังหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ พ่อแสนที่นั่งเหลาไม้ไผ่อยู่บนแคร่ได้ยินลูกสาวบอกดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าคนไปแข่ง
“หนูได้เป็นตัวแทนไปแข่งภาษาอังกฤษเลยหรือ เก่งเหมือนพ่อสมัยเรียนไม่มีผิด แบบนี้แหละแม่ถึงมาชอบพ่อ”
ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องของพ่อแสนทำให้เด็กสาวพูดไม่ออก เด็กสาวมองแววตาภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อก็อมยิ้ม การที่เธอได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันน่าตื่นเต้นกว่าเงินรางวัลที่ได้ สิ่งพ่อแสดงออกทำให้หัวใจของเธอฟูฟ่อง
“จริงจ้ะพ่อ สมัยเรียนพ่อก็เก่งวิชาภาษาอังกฤษหรือจ๊ะ แหม สมกับที่แม่เลือกจริงๆ”
“อะไรกัน พ่อเรานี่นะเก่ง อย่าให้แม่พูดเลย สมัยเรียนน่ะเกเรจะตาย หนีเรียนไปจับแย้บ้างแหละ ตกปลาบ้างแหละ นี่ถ้าไม่ใช่ครูใหญ่เหม็นขี้หน้านะคงไม่จบปอสี่หรอก”
เสียงไม่เห็นด้วยของแม่หวานที่เพิ่งทำงานในครัวเสร็จเดินเข้ามาพร้อมกับเมล็ดแตงโมสีดำในมือ คนที่ทำให้แม่หวานแสนอ่อนโยนพูดเสียงดังขึ้นมาได้นี่ไม่ธรรมดา พ่อของเธอสุดยอดจริงๆ
เห็นเมียตัวเองทำตาเขียวใส่ก็ลูบหัวฉีกยิ้มประจบประแจงก่อนจะพูดเสียงอ่อย
“แม่จ๋าทำไมพูดแบบนี้ละ ลูกรู้กันหมด”
“อย่าไปสนใจพ่อเลย หนูได้เป็นตัวแทนก็ให้ตั้งใจ ขยันฝึกซ้อมตามที่ครูแนะนำ เงินรางวัลอะไรนั้นถ้าหนูได้มา พ่อกับแม่ไม่เอาหรอก จะเก็บไว้ให้หนูนั้นแหละ”
แม่หวานขยับตัวนั่งลงใกล้กับเด็กสาวพร้อมกับให้กำลังใจ คนเป็นพ่อเป็นแม่เห็นลูกทำอะไรได้ดีก็ยินดีด้วย เงินทองที่ลูกหามาได้ย่อมไม่อยากใช้ มีแต่อยากเก็บออมไว้ให้ลูกเรียนต่อสูงๆ
Enjoy reading ^^
เก็บผักกูดและหน่อหวายป่า
เก็บผักกูดและหน่อหวายป่า
“หนูเข้าใจจ้ะแม่ หนูจะตั้งใจไม่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวัง”
ลูกจันทร์ขยับตัวเข้าไปกอดเอวของแม่พลางสูดกลิ่นตัวที่เป็นเอกลักษณ์ เธอถูไถใบหน้ากับหน้าท้องบางๆ ของแม่เหมือนลูกแมวตัวน้อย
“ผิดหวังอะไรกัน ไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไร อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป”
พ่อแสนกลัวว่าเด็กสาวจะตั้งความหวังเอาไว้สูง พอไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้จะเสียใจจนพาลอับอาย แม้ลูกสาวของเขาจะไม่เคยมีนิสัยแบบนั้นก็ตาม
“แน่นอนจ้ะพ่อ หนูจะทำให้เต็มที ไม่ได้รางวัลอะไรก็จะไม่เสียใจเลย”
ลูกจันทร์สวมบทบาทลูกสาวตัวน้อยออดอ้อนพ่ออีกคน แน่นอนว่าพ่อแสนที่มีลูกสาวเพียงคนเดียวย่อมต้องยิ้มร่าอยู่แล้ว เขาไหนเลยจะกล้าขัดใจเธอ หากลูกอยากได้อะไรเขาก็พร้อมหามาให้เสมอ แต่ลูกจันทร์เป็นเด็กดีมาก ที่ผ่านมาเธอไม่เคยออกปากร้องขอสิ่งใดให้พ่อกับแม่ลำบากใจเลย
“โตเป็นสาวแล้วยังอ้อนพ่อกับแม่เหมือนเด็กอีก เอ้า นี่เมล็ดแตงโมที่เราอยากปลูก ดูสิแค่นี้พอไหม”
แม่หวานส่งเมล็ดแตงโตสีดำให้เธอดู เมื่อเห็นจำนวนมากพอสมควรก็พยักหน้า
“แม่จะปลูกให้พรุ่งนี้เช้า แต่แม่ไม่เคยปลูกแตงโมพวกนี้มาก่อน หากไม่ขึ้นจริงๆ แม่จะหาซื้อมาให้หนูใหม่”
เด็กสาวพยักหน้ารับรู้ หลังจากแม่หว่านเมล็ดลงดินเธอจะแอบเอาเมล็ดพันธุ์จากมิติฟาร์มมาหว่านซ้ำ การดูแลก็ไม่มีอะไรมาก เธอวางแผนจะใช้ปุ๋ยเร่งโตแบบเจือจางมาบำรุงพวกมัน เพราะรู้ว่าปุ๋ยเร่งโตมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน เธอไม่กล้าเอามันมาใช้ในปริมาณมากจนกลายเป็นที่ผิดสังเกตของคนอื่น
“จ้ะ แม่ว่าอย่างไรหนูก็ว่าอย่างนั้น เพราะแม่ใหญ่ที่สุดในบ้านยกให้แม่ตัดสินใจเลย”
ลูกจันทร์ยิ้มน้อยๆ พร้อมวางแผนการไว้ในใจเงียบๆ
“จริงสิจ๊ะแม่ น้าพุดซ้อนบอกว่าจะเข้ามาหาแม่พรุ่งนี้เช้าๆ แก่ฝากมาบอกน่ะจ้ะ พวกแม่จะไปไหนกันหรือ”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย การที่น้าพุดซ้อนแวะมาหาแม่ของเธอก็แปลว่าจะต้องมีงานอะไรให้ทำ
“อื้ม น่าจะชวนไปเก็บผักกูดที่ริมครองบ้านสวง บอกแม่ไว้หลายวันแล้ว”
แม่หวานคิดถึงเรื่องที่เพื่อนบอกเอาไว้เมื่อสามวันก่อน ริมครองบ้านสวงมักมีผักกูดน้ำขึ้นเยอะในช่วงหน้าฝน แต่ติดว่าไกลและค่อนข้างเข้าป่าลึกชาวบ้านคนอื่นจึงไม่ค่อยไปเก็บผักกันนัก มีข่าวลือว่าคนที่ไปเก็บผักก่อนหน้าถูกงูกัดตาย ชาวบ้านก็ยิ่งหวาดกลัวไปใหญ่ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย แค่มีคนเห็นงูเหลือมลอยผ่านน้ำเท่านั้น งูพวกนี้ไม่ทำอันตรายคนถ้าไม่ไปยุ่งกับมัน
ปกติแล้วแม่หวานจะไม่ค่อยเข้าป่าหาเก็บผักแบบนี้นักนอกจากหน้าเห็ดออก เธอมักจะช่วยสามีทำงานในท้องนาเงียบๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครมาก ใครว่าอะไรก็ยิ้มน้อยๆ ไม่มีปากมีเสียง
แต่อีกไม่นานลูกจันทร์ก็จะจบปอหก ลูกสาวของเธอเป็นเด็กหัวดี เธอกับสามีจึงอยากส่งให้ลูกเรียนจบสูงๆ เป็นเจ้าคนนายคน ไม่อยากให้มาลำบากเหมือนพวกเธอ แม่หวานที่จึงกัดฟันตกปากรับคำไปเก็บผักกูดกับน้าพุดซ้อนเป็นครั้งแรก ตอนนี้เพื่อให้ลูกอยู่อย่างสบาย อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องลองทำ
ผักกูดเป็นผักป่าหายากจะขายได้ราคาดี คนเฒ่าคนแก่ทุกบ้านชอบนำไปทำอ่อมหรือลวกกินกับน้ำพริก นอกจากเป็นอาหารอร่อยแล้ว ยังเป็นยาระงับไข้พิษดีนักแล สมัยเด็กๆ เธอยังเคยกินน้ำต้มผักกูดตามตำราโบราณจนหายไข้ ที่ราคาแพงก็เพราะผักกูดจะออกช่วงหน้าฝนและขึ้นในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่จะขึ้นทั่วไปเหมือนผักบางชนิด
“ริมครองบ้านสวงอยู่ไกลมาก แม่จะไปกันอย่างไร”
พ่อแสนที่นั่งเหลาตอกถามอย่างเป็นห่วง ในบ้านไม่มีจักรยาน บ้านพุดซ้อนเองก็ไม่ต่างกัน หากพูดกันตามจริงในหมู่บ้านมีเเค่ไม่กี่หลังคาเรือนที่จะสามารถซื้อจักรยานมาใช้ได้ มอเตอร์ไซค์กับรถยนต์ยิ่งแล้วใหญ่ มีแค่ผู้ใหญ่บ้านดำเกิง พ่อกำนันชดกับครูใหญ่เท่านั้นที่สามารถขับรถแบบนั้นได้
“คงได้เดินไปนั่นแหละพ่อ ออกแต่เช้าเอา ไปถึงโน่นจะได้ไม่สายมาก”
เมื่อเห็นแม่วางแผนไว้อย่างนั้นพ่อแสนกับลูกจันทร์ก็ไม่ขัดอะไร เพียงแต่บอกให้เธอระมัดระวังตัวยามเข้าป่า งูเงี้ยวสัตว์มีพิษค่อนข้างเยอะ อาจจะเป็นอันตรายได้
สองทุ่มที่บ้านนอกเป็นเวลาดึกแล้ว ลูกจันทร์ที่ถูกแม่ไล่ให้ไปอาบน้ำเข้านอนเตรียมกางมุ้ง มุ้งบ้านเธอยาวเป็นเมตรนอนสามคนได้สบาย แต่เด็กสาวก็รู้สึกไม่สะดวกนัก เธอโตพอจะแยกห้องนอนแล้ว การทำบ้านใหม่จึงแวบเข้ามาในหัว ทุกคนในบ้านควรมีห้องเป็นสัดส่วน พ่อกับแม่จะได้มีเวลาหวานกันบ้าง เธอคิดว่าเเม่ยังสามารถมีน้องได้อีก
แต่เอาไว้ให้เป็นเรื่องของอนาคตเถอะ ตอนนี้ต้องเร่งหาเงินมาใช้จ่ายให้มากขึ้น พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องลำบาก
เด็กสาวตบหมอนก่อนจะล้มตัวลงนอน เพราะพรุ่งนี้เธอยังต้องไปโรงเรียนแต่เช้า การนอนดึกอาจทำให้ตื่นสายได้
ลูกจันทร์พลิกตัวไปมาอย่างไม่คุ้นชิน เธอนอนฟูกหนามาตลอดหลายปี พอเปลี่ยนมานอนผ้าบางๆ ปูทับด้วยเสื่อกกก็พาลเจ็บเนื้อเจ็บตัว โรคคุณนายกำเริบขึ้นมาทันที
เห็นพ่อกับแม่ยังไม่ขึ้นนอนก็ใช้โอกาสนี้เข้าไปมิติฟาร์มอีกรอบเพื่อตรวจดูผักสองแปลงที่ปลูกไว้ เป็นไปตามที่คาดผักกะหล่ำปลีกับข้าวโพดน้ำนมใช้เวลาโตนานกว่าผักบุ้งและแตงโม พวกมันกำลังอยู่ในช่วงแตกยอดอ่อน ทุกแปลงงอกสม่ำเสมอดูแข็งแรงพร้อมให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เด็กสาวที่ไม่มีอะไรทำเริ่มสำรวจร้านค้าในระบบทีละหมวดหมู่จนครบ เธอเห็นคอกวัวนมและโรงงานแปรรูปก็ตาลุกวาว รอให้เธอเก็บเหรียญครบก่อนเถอะ เธอจะปลดล็อกมาใช้งานให้หนำใจ
เธอสาวออกจากมิติฟาร์มและพยายามข่มตานอนให้หลับ อาจจะยากเสียหน่อยกับคนที่เคยทำงานหามรุ่งหามค่ำจนชิน ไม่นานเสียงจิ้งหรีดที่ร้องแว่วมาไกลๆ ก็กล่อมให้เด็กสาวผล็อยหลับไป
วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ที่เหล่านักเรียนต่างรอคอยเพื่อจะได้เล่นสนุกอย่างเต็มที่ในวันหยุด แต่ไม่ใช่กับบรรดาผู้ปกครองแน่นอน แต่ละบ้านมักจะวุ่นวายดูแลเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนจนไม่เป็นอันทำอะไร โดยเฉพาะเด็กอนุบาลที่ยังดูแลตัวเองไม่ได้
ลูกจันทร์ตื่นเพราะเสียงปลุกของแม่ตามเคย เธอบิดตัวไปมาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นอย่างเต็มที่ก่อนจะเดินลงบันไดไปล้างหน้าแปรงฟัน พ่อกับแม่ของเธอตื่นตั้งแต่ตีสี่ ที่นอนข้างๆ ถูกพับเป็นระเบียบจนเย็นชืดนานแล้ว
แม่กำลังอุ่นต้มปลาที่เหลือเมื่อคืนไว้ให้กินก่อนไปโรงเรียน ส่วนพ่อก็ออกไปเก็บดักปลาที่ท้องนาตามปกติ กินข้าวแต่งตัวเสร็จฟ้าก็สว่าง พ่อเดินกลับมาพร้อมถังปลาในมือ วันนี้ได้ปลาไหลสองสามตัว แม่บอกว่าจะขังไว้ในโอ่งก่อน รอให้ได้เยอะจนพอกินจะได้แกงทีเดียว เธอกับพ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร ยกให้แม่ตัดสินใจได้เลย
วันนี้พ่อเดินไปส่งเช่นเคย เมื่อถึงโรงเรียนก็เห็นน้าพุดซ้อนกำลังส่งใบเตยที่หน้าประตูพอดี วันนี้น้าพุดซ้อนจะแวะเข้าไปหาแม่ที่บ้านเลยเดินมาส่งลูกสาวพร้อมด้วย
ลูกจันทร์กับใบเตยจึงเดินเข้าโรงเรียนในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากส่งการบ้านบนโต๊ะก็ลงไปเตรียมตัวเข้าแถวเคารพธงชาติ
วันนี้พิเศษหน่อยที่ผอ.ขึ้นมาพูดทักทายนักเรียนประมาณห้านาที
เรื่องที่พูดหลักๆ ก็เป็นการเเข่งขันทักษะวิชาการ นักเรียนที่เป็นตัวแทนในแต่ละวิชาขอให้ตั้งใจ นำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่โรงเรียนและไม่ต้องเสียใจหากไม่ชนะ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้มากๆ ปีหน้าจะแก้ตัวใหม่ก็ไม่สาย
แม้จะเป็นการตัดกำลังใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่ก็มีเจตนาดี ไม่ต้องการให้นักเรียนกดดันตัวเองจนเคร่งเครียด
ผอ.โรงเรียนเป็นชายวัยกลางคน เคยบวชเรียนแต่เล็กๆ กับหลวงตา ครั้งสึกออกมาก็สอบบรรจุเป็นครูทำผลงานจนได้เลื่อนเป็นผอ. จากลักษณะการพูดจาก็บอกได้ว่าเป็นคนใจดีมีศีลธรรม วันพระใหญ่ก็เข้าวัดทำบุญเป็นประจำ เด็กในโรงเรียนจะชอบผอ.บุญยิ่งมาก เพราะเป็นคนตลกเฮฮา มีขนมติดไม้ติดมือมาให้เด็กๆ ตลอด ผู้ปกครองก็มักเอาของมาฝากเสมอ เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจเด็กๆ และเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้านมาก
เพื่อไม่ให้กระทบกับคาบเรียนช่วงเช้าผอ.จึงพูดไม่นานก็ปล่อยให้เด็กนักเรียนขึ้นห้องเตรียมเรียนวิชาแรก
ลูกจันทร์ไม่กังวลเกี่ยวกับการเรียนของตนเองนัก เธอสามารถตอบคำถามของครูได้ทุกวิชา ไม่นานเด็กหญิงลูกจันทร์ก็กลายเป็นที่กล่าวขานชื่นชมของครูในโรงเรียน เป็นธรรมดาที่ใครก็จะชอบเด็กที่กระตือรือร้นให้ความสนใจกับสิ่งที่สอน
ตกเย็นหลังเลิกเรียนเป็นพ่อมารับเธอแทนเพราะเเม่ที่ติดพันการพรวนดินในสวนผัก แม่บอกว่าเห็นแปลงผักที่เธอทำไว้แล้ว ดูอย่างไรก็ไม่ถูกใจ แม่จึงลงมือทำเองเสียเลย
“วันนี้มีการบ้านเยอะไหมลูก” พ่อแสนลูบหัวลูกสาวพร้อมกับเอ่ยถามไถ่อย่างห่วงใย
“ไม่จ้ะพ่อ หนูทำเสร็จในคาบแล้วเลยไม่มีการบ้าน” ลูกจันทร์อาศัยความได้เปรียบเมื่อชาติก่อน เธอจึงสามารถทำงานที่ครูสั่งจนเสร็จทันก่อนหมดคาบ เด็กสาวจึงเป็นคนเดียวที่ไม่มีการบ้าน แน่นอนว่าเพื่อนๆ ต้องอยากลอกการบ้านวิชาเลข โดยเฉพาะเด็กชายไม้ที่นั่งข้างๆ เขาชะเง้อคอยืดคอยาวอยู่นานเธอจึงใจอ่อนยอมให้เขาลอกไปสามสี่ข้อ เด็กชายยิ้มแป้นบอกจะเอาปิ้งกะปอมมาฝากวันจันทร์เพื่อตอบแทน ทำเอาเด็กสาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ เธอไม่เคยกินกิ้งก่าปิ้งมาก่อน เอาเป็นว่ายังไม่พร้อมจะลองตอนนี้
“แล้ววันนี้หนูได้กินอะไรบ้าง เงินที่พ่อให้ หนูซื้อของเล่นบ้างหรือเปล่า”
ฟังจากเสียงของผู้เป็นพ่อฟังคล้ายจะมีความกังวลอยู่ เขากลัวว่าลูกสาวจะไม่มีของเล่นเหมือนเพื่อนหรือกินข้าวไม่อิ่ม
“วันนี้ที่โรงเรียนทำแกงปลาทูจ้ะ หนูกินข้าวที่แม่ห่อให้หมดเลย”
เด็กสาวตอบตามจริง เธอไม่อยากให้พ่อเป็นกังวลใจเกี่ยวกับเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ยอมให้ตัวเองทนหิว เพียงแต่ไม่ได้พูดออกไป ความเป็นห่วงของพ่อทำให้เธอหัวใจฟองโต อย่างไรคนในครอบครัวก็สำคัญกับชีวิตมากที่สุด เธอโชคดีมากที่มาอยู่ในครอบครัวอบอุ่น มีพ่อแม่ค่อยเป็นห่วงเป็นใย กลัวลูกจะลำบากกลัวลูกจะกินไม่อิ่มอยู่ตลอดเวลา
“พ่อไม่เห็นหนูมีของเล่นเลย เอาไว้พ่อขายข้าวได้ปีหน้าเราไปซื้อกันดีไหม หนูอยากได้อะไร ตุ๊กตาดีไหม? พ่อเคยเห็นที่อำเภอมีขาย ตอนนั้นจะให้หนูซื้อตัวใหญ่ๆ เลย”
พ่อแสนที่ช่วยแบกกระเป๋านักเรียนเดินไปก็พูดเสียงตื่นเต้นไป เขาคิดว่าเด็กผู้หญิงไม่เหมือนเด็กผู้ชาย ต้องทะนุถนอมเลี้ยงดูอย่างดีต่างจากเด็กผู้ชายที่ต้องให้ลำบากสักหน่อยถึงจะดี
โดยเฉพาะลูกจันทร์ที่เหมือนเขามาก ใบหน้าเรียว คิ้วเข้มเป็นทรงชัดเจน ดวงตากลมสดใส หากโตขึ้นลูกสาวของเขาจะต้องสวยมากแน่ๆ พ่อแสนที่คิดเป็นเรื่องเป็นราวขมวดคิ้วยุ่ง
“หนูไม่อยากได้ตุ๊กตาจ้ะ แต่หนูขอซื้ออย่างอื่นแทนได้ไหม”
เด็กสาวไม่อยากทำให้พ่อเสียความตั้งใจ เธอจึงรับคำแต่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน
จักรยาน บ้านเธอต้องการจักรยานมาก
สมัยนี้จักรยานไม่ใช่พลาสติกน้ำหนักเบาเหมือนสมัยของเธอ เป็นจักรยานที่ทำจากเหล็ก ยี่ห้อที่ดังก็จะเป็นตราจระเข้ การใช้งานถึกทนแบกน้ำหนักได้เยอะเหมาะสำหรับใช้ในถนนชนบท
แน่นอนว่าตอนนี้ยังซื้อไม่ได้ ต้องรอมีเงินก้อนจำนวนหนึ่งก่อน ไว้ถึงตอนนั้นเธอจะอ้อนพ่อให้ซื้อไว้ ทำไมต้องเป็นพ่อหรือ ก็พูดกับพ่อง่ายกว่าพูดกับแม่น่ะสิ
สองพ่อลูกเดินไม่นานก็ถึงบ้าน เธอเห็นร่างผอมของเเม่ก้มๆ เงยๆ อยู่ในสวนผัก ในมือมีจอบกำลังพรวนดินบนแปลงเพาะปลูกที่เธอทำอย่างมั่นใจเมื่อวาน ลูกจันทร์ยิ้มแห้ง ทั้งๆ ที่เธอมั่นใจในฝีมือการทำสวนของตนมากแต่ก็ยังไม่เข้าตาแม่อยู่ดี
“แม่จ๋า แม่พรวนดินให้หนูเหรอ” เด็กสาวผลัดผ้าเป็นชุดเล่นที่สามารถเปรอะเปื้อนได้ก็รีบวิ่งมาหาแม่หวานในสวนทันที
“ก็แปลงผักของหนูดินยังก้อนใหญ่เกินไป แบบนี้ผักคงไม่โตหรอก แม่โรยปุ๋ยกับแกลบให้หนูชั้นหนึ่ง ที่เหลือหนูก็เอาเมล็ดผักมาหว่านแล้วค่อยรดน้ำเอาฟางกลบ”
แม่หวานเห็นลูกสาววิ่งมาหาก็เงยหน้าขึ้น วันนี้เธอเอาเมล็ดแตงโตมาปลูกให้ลูกสาว มองเห็นแปลงผักที่เด็กสาวทำก็ส่ายหน้า ก้อนดินในแปลงยังใหญ่เท่ากำปั้น จะหว่านเมล็ดได้อย่างไร
เธอเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า หยิบจอบหยิบเสียมมาช่วยพรวนดินในแปลงเพาะปลูกให้ละเอียดอีกรอบ ทำไปทำมาก็เพลินจนลืมเวลาลูกสาวเลิกเรียน สามีกลับมาพอดีเธอจึงให้เขาเป็นคนไปรับลูกแทน
“ขอบคุณจ๊ะ งั้นเดี๋ยวหนูเอาเมล็ดมาหว่านเลยแล้วกัน”
เมล็ดผักที่จะหว่านลงดินเธอเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบมาใช้ เด็กสาวจึงนำออกจากมิติฟาร์มเก็บไว้บนแคร่ไม้ หากพ่อกับแม่ถามว่าเอามาจากไหนก็บอกว่าที่โรงเรียนแจก
“งั้นเดี๋ยวแม่จะไปเย็บกระสอบเตรียมตัวไปเก็บผักพรุ่งนี้ก่อน”
แม่หวานว่าพลางผละไปอีกด้าน พรุ่งนี้เธอจะไปเก็บผัก การเข้าป่าลึกจะต้องพกอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักเบาและง่ายต่อการใช้งานดีที่สุด แม่หวานไม่อยากเอาตะกร้าไปให้เกะกะ เธอจึงคิดจะตัดกระสอบปุ๋ยเป็นย่าม เย็บสายให้แข็งแรงหน่อยก็สามารถใส่ของได้แล้ว พกไปสองสามใบก็ไม่หนัก เป็นอุปกรณ์ในการไปเก็บผักกูดที่ชาวบ้านนิยมกันมาก
งานในสวนผักปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกจันทร์รับผิดชอบของเธอไป แม่หวานไม่ห่วงนัก ลูกสาวของเธอเป็นเด็กที่เรียนรู้เร็ว ขั้นตอนต่างๆ ของการเพาะปลูกเธอสามารถทำคนเดียวได้ไม่มีปัญหา
เมื่อแม่เดินจากไป เด็กสาวก็เริ่มลงมือหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ตนเตรียมไว้ มองซ้ายมองขวาไม่มีคนก็หยิบปุ๋ยเร่งโตออกมาเจือจางกับปุ๋ยมูลไก่ก่อนจะโรยลงบนแปลงผักทั้งสามจนทั่ว จากนั้นก็วิดน้ำในถังให้ชุ่มเป็นอันเรียบร้อย เธอวางแผนจะกลับมาดูวันพรุ่งนี้เช้า ผลของปุ๋ยเร่งโตทำให้ผักงอกในคืนเดียวแต่ไม่รู้ว่าจะงอกขึ้นสูงขนาดไหน เธอจึงต้องมาเตรียมตัวไว้ก่อน
พรุ่งนี้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ลูกจันทร์จึงไม่ต้องไปโรงเรียน งานในสวนผักก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้วนอกจากรดน้ำตอนเย็น เด็กสาวจึงว่างตลอดสองวัน
ตกเย็นตอนล้อมวงกินข้าว เด็กสาวที่อยากตามแม่ไปเก็บผักกูดด้วยเริ่มร้องขอเสียงอ่อนเสียงหวาน เธอไม่เคยไปเก็บผักในป่ามาก่อน เห็นแม่ไปกับน้าพุดซ้อนก็เกิดความคิดอยากไปเหมือนกัน
แม่หวานปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด การไปเก็บผักกูดต้องเดินทางเข้าป่าลึก เดินลุยน้ำเข้าไปจนถึงแหล่งของมัน แม้แต่ผู้ใหญ่ยังเหนื่อยแทบขาดใจ ลูกสาวของเธออายุแค่สิบปี ตัวเล็กนิดเดียว เธอจะยอมให้เด็กสาวไปลำบากได้อย่างไร
ลูกจันทร์ได้ยินคำปฏิเสธก็ไม่ยอมแพ้ สองแม่ลูกจึงโต้แย้งกันอยู่นานโดยมีพ่อแสนนั่งมองเงียบๆ บ้านนี้ไม่มีพื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็นมากนัก คนหนึ่งก็เมีย อีกคนก็ลูกสาว ไม่ว่าคนไหนเขาก็รักและตามใจ จะเข้าข้างเมียก็กลัวลูกเสียใจหาว่าพ่อไม่รัก จะเข้าข้างลูกก็เกรงว่าเมียจะหาว่าให้ลูกไปลำบาก เอาเป็นว่าเขาควรนั่งเงียบๆ เหลาตอกต่อไปดีกว่า
เมื่อลูกจันทร์คนใหม่แสดงความดื้อดึง แม่หวานที่อ่อนโยนจะสามารถหาคำพูดมาเอาชนะเธอได้อย่างไร ไม่นานแม่หวานก็ต้องยอมพยักหน้าให้เธอติดตามไปด้วยอย่างจำใจ ลูกสาวของเธอพูดเก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร
กลายเป็นว่าแม่ลูกสองคนจะไปเก็บผักกูดพรุ่งนี้ พ่อแสนจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว
เช้ามืดตีห้ากว่าๆ ลูกจันทร์ที่สวมเสื้อผ้ารัดกุมสะพานย่ามจากกระสอบปุ๋ยที่แม่เย็บเมื่อวานขึ้นบ่า ด้านในมีขวดน้ำกับห่อข้าวไว้กินยามหิว เธอกับแม่เหน็บมีดที่เอวเสร็จก็หยิบกระสอบที่มัดไว้ใส่ย่ามก่อนจะเดินออกไป
แม่หวานนัดเจอกับน้าพุดซ้อนที่ทางแยกอีกด้านจะได้ไม่ต้องกลับไปกลับมาเสียเวลา เมื่อน้าพุดซ้อนเห็นเจ้าตัวเล็กมาด้วยก็แปลกใจ แม่จึงได้แต่อธิบายด้วยน้ำเสียงทำอะไรไม่ได้
สามคนเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่มีพอให้มองเห็นเพื่อข้ามเขาไปที่คลองบ้านสวง การเดินในตอนเช้าตรู่ไม่ค่อยเหนื่อยอะไรมากเนื่องจากไม่มีแดดแผดเผาเหมือนเที่ยงวัน
มาถึงริมคลองบ้านสวงฟ้าก็สว่างโร่ สามคนจึงเลือกนั่งพักเอาแรงก่อนลงมือเก็บผักกูดขึ้นไปตามริมตลิ่ง แม่กลัวว่าลูกสาวจะปวดขาจึงเสนอให้เธอนั่งรออยู่ที่นี่แทน แต่เด็กสาวไม่เห็นด้วย แม่จึงไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่หยิบหมวกฟางขึ้นมาให้เธอสวมเท่านั้น
“ต้องเข้าไปลึกหน่อย เธอกลัวงูไหมหวาน” น้าพุดซ้อนที่รู้เส้นทางเอ่ยถาม ที่นี่เป็นป่าลึกไกลจากหมู่บ้าน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจนไม่มีทางเดิน บางครั้งต้องลุยน้ำที่ขังไปอีกฝั่ง สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ย่อมต้องเป็นสัตว์ที่อาศัยตามพื้นที่ชุ่มน้ำหรือคลองน้ำ
“ในเมื่อมาแล้วก็ไปเถอะพุด ฉันน่ะไม่กลัวหรอก จะห่วงก็แต่เจ้าลูกจันทร์นี่แหละ” เสียงของแม่ที่เป็นกังวลทำให้เด็กสาวรู้สึกผิดในใจ
“เอาอย่างนี้ เราเก็บขึ้นไปตามริมน้ำนี่เรื่อยๆ ก่อน ช่วงตรงโน้นมีร่มไม้ใหญ่ ให้เจ้าลูกจันทร์ไปนั่งรอได้”
น้าพุดซ้อนชี้ไปด้านหน้าเพื่อหาทางให้หลานสาวไม่ต้องลำบากลุยน้ำลึกเก็บผักกับพวกเธอ
“ก็ได้จ้ะ หนูจะไปนั่งรอแม่กับน้าพุดซ้อนตรงนั้น”
ในเมื่อเเม่กับน้าพุดซ้อนตัดสินใจแล้ว เธอก็ไม่อยากโต้แย้งอะไร จึงได้แต่พยักหน้าตกลงและเดินตามทั้งสองไป
เด็กสาวมองผู้ใหญ่สองคนที่ค่อยๆ เดินลุยน้ำไปตามตลิ่งเพื่อหาผักกูด โชคร้ายที่พวกเธอไม่เจอยอดอ่อนพอจะเก็บไปกินได้ ปลายฝนยอดอ่อนเริ่มแก่แล้ว ค่อนข้างหายากพอสมควร
ลูกจันทร์ที่เดินตามตลิ่งขมวดคิ้ว ถ้าไม่มีผักกูดพวกเธอก็มาเสียเที่ยว น้าพุดซ้อนกับแม่ที่ตั้งใจจะเก็บผักกูดไปขายก็อดได้เงินแถมยังเหนื่อยฟรี
“เอ๊ะ แม่จ๊ะ น้าพุดซ้อนจ๊ะ ดูตรงนั้นสิ ใช่ผักกูดไหม?”
เด็กสาวชี้ไปยังริมตลิ่งอีกฝั่งที่มีพุ่มผักกูดสีเขียวขึ้นสูง ยอดอ่อนของมันยัง สามารถเด็ดมากินได้
“จริงด้วย ยอดอ่อนเยอะจริงๆ เจ้าลูกจันทร์ตาดีนะเนี่ย” น้าพุดซ้อนชวนแม่เปลี่ยนฝั่งเพื่อไปเก็บยอดผักกูด ผู้ใหญ่สองคนต้องลุยน้ำในคลองที่สูงถึงหน้าอกข้ามไปโดยปล่อยให้ลูกจันทร์รออยู่ฝั่งเดิม
สองคนช่วยกันเก็บผักกูดที่ขึ้นตามริมตลิ่งไปเรื่อยๆ จากจุดที่ลูกจันทร์ชี้ไม่กี่ก้าวก็มีกอผักกูดขึ้นอีก
ยอดผักกูดถูกเด็ดใส่ย่ามจนเต็มก่อนจะเทใส่กระสอบใหญ่ที่นำมาด้วย สามคนค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามริมคลองบ้านสวงจนตะวันขึ้นกลางหัว น้าพุดซ้อนจึงชี้ไปที่ต้นไม้เพื่อให้ลูกจันทร์ไปนั่งรอ ส่วนเธอกับแม่หวานจะเดินขึ้นไปเก็บผักกูดเพิ่ม เมื่อได้เต็มกระสอบแล้วจะย้อนลงมารับแล้วกลับออกไปทางเดิม
ลูกจันทร์พยักหน้ารับคำของแม่ก่อนจะเดินไปทรุดนั่งใต้ร่มไม้ เธอปาดเหงื่ออย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็สุขใจยิ่ง แม่ของเธอกับน้าพุดซ้อนได้ผักกูดเต็มกระสอบเลย มาไม่เสียเที่ยวแล้ว
เด็กสาวหยิบน้ำขึ้นมาดื่มแก้กระหายก่อนจะมองรอบๆ กอหวายป่าที่อยู่อีกด้านทำให้เธอต้องลุกขึ้นเพื่อเข้าไปดูอย่างตื่นเต้น ได้ยินว่าคนชนบทชอบกินแกงอ่อมหน่อหวายอ่อนมาก รสชาติอร่อยจนต้องยกนิ้วให้โดยเฉพาะหวายป่าที่หายาก มันมีราคาแพงยิ่งกว่าผักกูดเสียอีก ดูจากกอหนาของต้นหวายแล้ว วันนี้เธออาจจะเก็บหน่อหวายอ่อนได้ถึงสิบกิโลกรัม
มือบางปลดมีดที่แม่ให้เหน็บเอวออกจากผ้า หวายป่ากอใหญ่หากไม่ระวังอาจจะบาดเจ็บจากการถูกใบของมันบาดได้ ลูกจันทร์ใช้มีดเล็กๆ ของตนฟันไปที่หน่ออ่อนอย่างระมัดระวัง แต่เพราะความไม่ชำนาญทำให้มีหลายครั้งถูกใบแหลมทิ่มแทงจนเป็นแผล หญิงสาวเจ็บจนน้ำตาไหลแต่ก็ต้องอดทน
ไม่นานเด็กสาวก็สามารถเก็บหน่อหวายป่าที่ต้องการถึงห้ากิโลกรัมแล้ว แม้ต้องแลกมากับความเจ็บปวดจากการถูกบาดจนเป็นแผล แต่เธอก็มีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้า
มือเล็กหยิบหน่อหวายอ่อนใส่ย่ามของตนก่อนจะค่อยๆ ขยับค้นหาหน่ออ่อนอื่นๆ ต่อ
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็ต้องยอมแพ้ให้กับท้องที่ร้องดังโกรกกราก เด็กสาวหยิบห่อข้าวออกมาปั้นกินเพื่อบรรเทาความหิว แม่ของเธอปั้นข้าวเหนียวกับปลาย่างใส่ถุงไว้ให้ เธอกินจนอิ่มก็เก็บหน่อหวายต่อจนตะวันบ่ายคล้อย แม่หวานกับน้าพุดซ้อนจึงแบกกระสอบกลับมา
เมื่อทั้งสองคนเห็นหน่อหวายอ่อนที่เด็กสาวเก็บจึงประหลาดใจมาก หน่อหวานป่าพวกนี้ไม่ใช่ของที่จะหาได้ง่ายๆ แม้แต่พุดซ้อนที่เคยมาแถวนี้หลายครั้งแล้วก็ยังไม่เคยเจอกอหวายป่าเลยสักต้น แต่ลูกจันทร์ที่เพิ่งมาได้วันเดียวโชคดีจนได้หน่อหวายป่าหลายโลซะแล้ว เด็กหญิงมีโชคจริงๆ
แม่หวานกับน้าพุดซ้อนที่เดิมทีต้องการกลับออกจากป่าก่อนบ่ายสามปรึกษากันอีกครั้ง หน่อหวายป่าขายได้ราคาดีมาก หากพวกเธอสามารถเก็บเพิ่มไปขายคงจะได้รับเงินมาไม่น้อยเลยทีเดียว
สามคนจึงตกลงช่วยกันค้นหาหน่อหวายป่าเพื่อนำไปขายอีกหน่อย โดยมีลูกจันทร์ค่อยชี้จุดที่มีกอหวายป่าขึ้นให้ การเก็บหน่อหวายอ่อนจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อสมควรแก่เวลาก็ชวนกันกลับ เข้าป่าลึกแบบนี้อย่าอยู่จนเย็นเกินไป
ขามานั้นค่อนข้างสบาย แต่ขากลับต้องแบกกระสอบผักที่เก็บไปด้วย การเดินทางจึงใช้เวลานานกว่าเดิมถึงชั่วโมงเพราะต้องหยุดพักเอาแรงตลอดสิบนาที
ผักพวกนี้จะขนกลับไปไว้ที่บ้านน้าพุดซ้อนเพราะอยู่ในตัวหมู่บ้าน ง่ายต่อการขายมากกว่า น้าพุดซ้อนช่างกิโลผักกูดและหน่อหวายอ่อนที่เก็บมาได้เพื่อคิดเงินให้สองฝ่ายรู้ชัดเจน มีผักกูดบางส่วนที่แม่ของเธอเก็บมาไว้ทำกับข้าวตอนเย็น พ่อของเธอชอบผักกูดลวกจิ้มกับน้ำพริกมาก
“แม่เจ้าใบเตย ผักกูดโลเท่าไร หูย มีแต่สวยๆ เอาให้ฉันสักสองโลสิ” เพื่อนบ้านที่ได้ข่าวทยอยเข้ามาซื้อผักทีละคนสองคน น้าพุดซ้อนแม้จะจบแค่ปอสี่แต่ก็คุ้นเคยกับการค้าขายพอสมควร การช่างน้ำหนักและการคิดเงินจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผักกูดนั้นขายกิโลกรัมละสี่สิบบาท ส่วนหน่อหวายอ่อนที่เหลือจากการแบ่งให้ลูกจันทร์แล้ว ขายกิโลกรัมละห้าสิบบาท ชาวบ้านมาช่วยกันซื้อเพราะพวกเธอขายไม่แพงเท่ากับในเมือง
“ตาย มีหน่อหวายอ่อนด้วย พอดีพรุ่งนี้แกงไปวัด แม่เจ้าภูผาเอาให้ฉันสักสามโลจ้ะ นี่เงิน”
หน่อหวายอ่อนเป็นหวายป่าที่หายากมาก การจะได้กินแกงหวายต้องเข้าไปตัดในป่าลึก แต่เข้าไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจะมีหน่ออ่อนให้ไหม เวลานี้หน่อหวายอ่อนจึงถูกบรรดาลุงป้าน้าอารุมแยงกันจนวุ่นวาย
หน่อหวายอ่อนยี่สิบกิโลกรัมขายหมดเป็นอย่างแรก ผักกูดแม้จะขายดีเหมือนกันแต่เพราะมีปริมาณเยอะกว่าจึงยังเหลืออีกหนึ่งกระสอบ
น้าพุดซ้อนหยิบของมือประวิงโดยมีลูกจันทร์และแม่หวานช่วยเป็นลูกมือ แม่ของเธอไม่คุ้นเคยกับการค้าขาย เวลาพูดก็เสียงแผ่วเบาเขินอายหน่อยๆ เพราะเป็นครั้งแรก ลูกจันทร์จึงต้องเป็นคนคิดเงินแทน ซึ่งนั้นก็ไม่เป็นปัญหากับเธอแต่อย่างใด ซ้ำยังคล่องกว่าน้าพุดซ้อนจนต้องยกหน้าที่คิดเงินให้เธอคนเดียว กลายเป็นว่าแม่หวานกับน้ำพุดซ้อนช่วยหยิบผักใส่ถุงยื่นให้ลูกค้าแทน
“ได้หน่อหวายป่ามาด้วย โชคดีจริงๆ นะ แถมให้ฉันเยอะๆ หน่อยสิ ให้น้อยจริงๆ จะไปพอแกงอะไร ว่าแต่พวกเธอไปเก็บตรงไหนละบอกฉันบ้างสิ”
หลายคนเห็นน้าพุดซ้อนกับแม่หวานขึ้นภูเก็บผักได้หน่อหว่ายอ่อนมาเยอะก็อยากไปเก็บบ้าง ผักป่าผักนี้ขายได้เงินดีทั้งนั้น
พุดซ้อนที่เห็นเพื่อนถูกถามจนอึกอักไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรก็ร้องขึ้น
“โอย พวกฉันก็ข้ามภูไปเก็บในป่าตามเรื่องตามราวนั่นแหละจ้ะยายสมาน จำไม่ได้หรอกว่าเก็บตรงไหนบ้าง ในป่าลึกไม่มีทางชัดเจน พวกฉันก็หาไปเรื่อยๆ ยายสมานลองเข้าไปหาดูสิจ๊ะ”
ลูกจันทร์มองน้าพุดซ้อนจัดการกับคนที่ต้องการผลประโยชน์ก็ลอบชื่นชม แม้ว่าของในป่าจะไม่ใช่ของส่วนตัว ทุกคนสามารถเก็บได้ แต่กับบางคนที่ค่อยจ้องแต่จะงาบผลประโยชน์จากคนอื่นโดยไม่ลงแรงก็ไม่จำเป็นต้องพูดมาก แม่ของเธอกับน้าพุดซ้อนเก็บผักเหนื่อยแทบตาย หน่อหวายป่าก็ไม่ใช่หาง่ายๆ พวกเธอจะปักจุดให้คนอื่นได้อย่างไร
แม่หวานของเธอไม่ค่อยกล้าปฏิเสธคนนัก อย่างไรก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อคนถามก็ลังเลไม่รู้ว่าควรบอกดีหรือไม่ หากน้าพุดซ้อนไม่พูดขึ้นก็คงถูกกดดันจนต้องยอมบอก
“แหม แม่เจ้าภูผา อย่าหวงนักสิ แบ่งๆ ฉันบ้าง เห็นเธอกอบโกยเงินไปเยอะแยะขนาดนี้ พวกฉันก็อยากได้บ้างนะ”
ป้าเฉลียงทำท่าไม่พอใจ ยายสมานกับป้าเฉลียงเป็นที่รู้กันดีว่าอยากได้อยากมีจนไม่สนใจคนอื่นๆ บางครั้งเห็นแก่ตัวจนชาวบ้านเอือมระอา เห็นใครก็เอาไปพูดอย่างนั้นอย่างนี้สนุกปาก งานอาสาไม่เคยเห็นหน้า แต่ถ้ามีผลประโยชน์จะวิ่งมาก่อนใคร
“ก็ข้ามภูไปแถวนั้นตามที่แม่เจ้าภูผาบอกละจ้ะ ป้าเฉลียงกับยายสมานลองไปดูเอาสิ”
แม่สามีของน้าพุดซ้อนทนไม่ไหวจึงออกปากบ้าง มาซื้อผักแค่กิโลกรัมเดียว จะให้แถมสองกิโลกรัมยังไม่พอ ยังจะมาบังคับคนอื่นให้บอกโน่นนี่อีก ก็ลองขึ้นไปหาดูเอาเองสิ
คนอื่นๆ ก็ไม่ได้ให้ความสนใจยายสมานกับป้าเฉลียงอีก ต่างซื้อผักเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้านทำอาหารให้ลูกให้ผัว
ขายผักกันจนเกือบมืดผักกูดที่เหลืออีกกระสอบก็ถูกเหมาไปจนหมด เป็นเมียกำนันชดเหมาไปขายต่อในเมือง พวกเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร การเข้าเมืองต้องใช้รถหาที่หาทางวุ่นวายซึ่งลำบากจนเกินไป แม้จะได้กำไรก็ไม่คุ้มค่า เมียกำนันชดมีรถเดินทางไปมาสะดวกก็ให้แก่ไปเถอะ
“หวานนี่เงิน”
น้ำพุดซ้อนยื่นเงินให้แม่หวาน แม้จะได้ผักเยอะแต่ก็ขายบ้างแถมบ้าง บางคนยังลดให้เพราะเป็นพ่อแม่พี่น้องใกล้ชิด จำนวนเงินที่ได้จึงลดลง แต่หลังจากแบ่งกันก็ยังเยอะพอให้หลายคนใจสั่น เงินพันไม่ใช่น้อยๆ เลย
“เยอะไปหรือเปล่าพุด” แม่หวานขมวดคิ้วไม่ยอมรับเงินที่เพื่อนยื่นให้ ผักกูดกับหน่อหวายป่าได้เงินเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ
“เยอะอะไรเล่า นี่ก็แบ่งกันคนละครึ่ง ถ้าไม่ได้เจ้าลูกจันทร์มาช่วยเก็บหน่อหวายพวกเราคงไม่ได้เงินเยอะขนาดนี้ เอาไปเถอะ”
น้าพุดซ้อนยัดเงินใส่มือแม่ของเธอก่อนจะหันมายื่นเงินสิบบาทให้เธอเป็นรางวัล เด็กสาวมองแม่เล็กน้อย แม่ของเธอขี้เกรงใจมากต้องไม่ยอมให้เธอรับเงินนี้แน่ๆ
“ให้หลานกินขนมจะเป็นอะไรไป เอาไปเจ้าลูกจันทร์น้าให้ ไม่ต้องสนใจแม่ของหนู”
“แต่ว่าพุด..”
“โอยเอาไปเถอะ เธอแค่ทำขนมต้มมาแบ่งเจ้าใบเตยกับเจ้าภูผาก็พอ”
น้าพุดซ้อนมีลูกสองคนคือใบเตยที่อายุเท่ากับลูกจัทร์และภูผาที่อายุสามขวบ เด็กสองคนชอบขนมต้มของแม่เธอมาก มีงานบุญวันไหนก็วนเวียนแต่ให้น้าหวานทำให้กิน นี่ก็ใกล้วันออกพรรษาแล้ว ที่วัดมีงานบุญใหญ่เด็กๆ ย่อมรอกินขนมที่ชอบ
แม่หวานกำเงินแบงก์และเหรียญในมือแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสามารถหาเงินได้มากขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะพุดซ้อน ครอบครัวของเธอก็คงลำบากหาเงินกันอีกนานกว่าจะได้เท่านี้
เห็นว่ามืดแล้วสองคนก็ลากลับบ้าน ป่านนี้พ่อของเธอคงชะเง้อคอคอยแล้ว ลูกจันทร์กับแม่เดินออกจากบ้านน้าพุดซ้อนลัดเลาะไปตามทาง แม้จะเปลี่ยวน่ากลัว แต่มีเพื่อนมาด้วยก็คลายความกังวลลงได้บ้าง
พ่อแสนจุดตะเกียงไว้รอสองแม่ลูกนานแล้ว พ่อของเธอทอดไข่เจียวหอมๆ กับน้ำพริกไว้เป็นมื้อเย็น ลูกจันทร์ที่กินข้าวตั้งแต่เที่ยงหิวจนไส้กิ้ว เธอนั่งลงปั้นข้าวเหนียวทันทีโดยไม่สนใจสภาพที่เหนียวเหนอะหนะของตน แม่หวานดีกว่าหน่อยที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนมากินข้าว
โปรติดตามตอนต่อไป