“Solo Dining” เพราะการกินข้าวคนเดียวไม่ใช่เรื่องเปลี่ยวอีกต่อไป
ภาพจำของการกินข้าวคนเดียว มักพ่วงมาด้วยบรรยากาศอึมครึม เสียงที่เงียบงัน บ้างก็เคล้าน้ำตาและเต็มไปด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางกลุ่มคนมากมายที่เติมเต็มโต๊ะอาหารด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม แต่! ภาพจำนั้นกำลังจะหายไป เมื่อในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เทรนด์ของ “Solo Dining” หรือการรับประทานอาหารคนเดียวได้พุ่งทะยานแซงทุกทางโค้ง และกลายมาเป็นหนึ่งในเทรนด์หลักสำหรับปี 2023 นี้ด้วย
การคาดการณ์เทรนด์การรับประทานอาหารนอกบ้านแห่งปี 2023 จาก Resy ระบุว่า ร้านอาหารจะเปิดกว้างสำหรับโต๊ะหนึ่งที่นั่งมากขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ในโลกออนไลน์ที่แฮชแท็กอย่าง #SoloDate และ #DiningAlone มีผู้เข้าชมมากกว่า 150 ล้านครั้งบนแอปพลิเคชัน TikTok หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กระแสดังกล่าวไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับประเทศที่มีความเป็นปัจเจกสูง หากแต่ยังเติบโตได้ดีในประเทศแถบเอเชียที่ใคร ๆ ต่างก็มองว่าการรับประทานอาหารด้วยกันแทบจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น
Farhad Ibrahimzade / Unsplash
สังคมเปลี่ยนไป ใคร ๆ ก็กินข้าวคนเดียว
“สังคมสมัยใหม่เน้นความเป็นปัจเจกนิยม” คือคำกล่าวของโฆเซ่ อันโตนิโอ กอนซาเลซ อัลกันทุด ศาสตราจารย์ภาควิชามานุษยวิทยาสังคมแห่งคณะปรัชญาและอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรานาดาที่พูดถึงเหตุผลพื้นฐานประการหนึ่งที่ผลักดันให้ภาพของการกินข้าวคนเดียวกำลังจะกลายเป็นสิ่งชินตาในสังคมทั่วโลก แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัจจัยอีกร้อยแปดที่อยู่ภายใต้เหตุผลหลักดังกล่าว ที่ผลักดันเทรนด์นี้เช่นเดียวกัน
ในเอเชีย เทรนด์ของการกินอยู่คนเดียวที่เห็นได้ชัดและสร้างแรงกระเพื่อมให้กับประเทศอื่น ๆ เห็นจะเกิดจากประเทศ “ญี่ปุ่น” ที่หลายคนอาจคุ้นกับภาพของความเป็นกลุ่มก้อนและการใช้ชีวิตกันเป็นแก๊งมากกว่า ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นเริ่มมีไลฟ์สไตล์แบบใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ผ่านความกล้าที่จะเลือกใช้ชีวิตด้วยตัวเองคนเดียว ไม่ว่าจะกิน จะดื่ม จะร้องรำทำเพลง หรือจะเที่ยวเดินทาง ก็ไปแบบฉายเดี่ยว จนกลายเป็นเทรนด์ที่เรียกว่า “โอฮิโทริซามะ” (ohitorisama) ซึ่งต่อยอดสู่การสร้างธุรกิจหลากหลาย รวมไปถึงการเกิดขึ้นของ “ฮิโตริ ยากินิกุ” (hitori yakiniku) ซึ่งหมายถึงการกินปิ้งย่างคนเดียว ในขณะที่ปัจจุบันเองก็มีหลายร้านที่มักจะติดป้ายว่า “mokushoku” ซึ่งหมายถึงการนั่งทานเงียบ ๆ คนเดียวเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมรากลึกเป็นสังคมที่มีการรวมกลุ่มกันมากกว่าอยู่แบบเดี่ยว ความเป็นกลุ่มก้อนของคนญี่ปุ่นถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่สภาพภูมิศาสตร์ เมื่อพื้นที่ที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัดผู้คนจึงจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นหลัก และเมื่อสังคมให้ความสำคัญกับการรวมหมู่กันอย่างกลมเกลียวแล้ว แรงกดดันจากกลุ่ม (Peer Pressure) จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยโซเชียลมีเดียและทัศนคติบางอย่างที่เปลี่ยนแปลง แรงกดดันกลุ่มนี้จึงค่อย ๆ คลายกำลังลงไป
Louis Hansel / Unsplash
โมโคโตะ มัตสึชิตะ ที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบันวิจัยโนมูระ เห็นว่าแรงกดดันด้านลบทางสังคมเกี่ยวกับการอยู่คนเดียวค่อย ๆ ลดลงคล้องไปกับกระแส “โอฮิโทริซามะ” ที่เติบโตขึ้น จากการสำรวจคน 10,000 คน พบว่าพวกเขามีทัศนคติต่อความเป็นอิสระและความยืดหยุ่นของครอบครัวมากขึ้น ทั้งทัศนคติในด้านความจำเป็นต้องแต่งงานและสร้างครอบครัวหรือในด้านการมีทายาทที่ก็มีความกดดันน้อยลงเช่นกัน
สังคมญี่ปุ่นยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรที่มีอัตราการเกิดลดลง คนแต่งงานกันก็น้อยลง ทำให้เกิดวิถีชีวิตที่อยู่คนเดียวมากขึ้น ในขณะที่คนสูงอายุจำนวนไม่น้อยกลายเป็นพ่อหม้ายแม่หม้ายและต้องกลับมาอยู่คนเดียวเช่นเดียวกัน คาซึฮิสะ อารากาวะ นักวิจัยจากหนึ่งในบริษัทโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ประชากรญี่ปุ่นอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่าครึ่งจะอาศัยในครัวเรือนคนเดียวภายในปี 2038 ด้วยเหตุดังกล่าว พฤติกรรมการบริโภคจึงเปลี่ยนไปจนภาคธุรกิจละความสนใจไม่ได้ “ ‘สังคมแบบโซโล่’ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะจากคนหนุ่มสาวที่ไม่เคยแต่งงานและผู้สูงอายุที่กลับเป็นโสดจากความเป็นหม้ายจะเป็นอนาคตของทุกประเทศ ไม่เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น” อารากาวะ กล่าว
OSPAN ALI / Unsplash
สู่กระแสการกินเดี่ยวก็เฟี้ยวได้ในจีน
และดูเหมือนว่าคำกล่าวข้างต้นของอารากาวะก็ดูจะเป็นจริงอยู่ในที เมื่อกระแสการรับประทานอาหารคนเดียวได้เกิดขึ้นต่อมาในประเทศจีน ซึ่งมีวัฒนธรรมการกินอาหารร่วมกันเป็นหลักที่เหนียวแน่น ทั้งยังมีความคิดเชิงลบต่อความโดดเดี่ยวสะท้อนให้เห็นตั้งแต่รากศัพท์ กระนั้นเองปัจจุบันนี้ทัศนคติต่าง ๆ ก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปมากและคนหนุ่มสาวก็ไม่ได้กลัวการกินข้าวอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ลอร์นา เหว่ย นักวิชาการในกรุงปักกิ่งและผู้เชี่ยวชาญการรับประทานอาหารคนเดียวกล่าวว่า ในขณะที่คนรุ่นเก่ามองว่าการกินข้าวคนเดียวเป็นเรื่องที่ “น่าสงสารนิด ๆ ” แต่เธอกับเพื่อน ๆ ต่างมองมันเป็นเรื่องธรรมดามาก
เทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้มีแนวโน้มมาจากจำนวนคนโสดที่เพิ่มมากขึ้นในสังคม ผลสำรวจในปี 2020 ยังชี้ให้เห็นว่าคนจีนประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์อยู่คนเดียว และด้วยไลฟ์สไตล์โมเดิร์นก็ยิ่งทำให้ผู้คนมีแนวโน้มการกินคนเดียวมากขึ้น ทั้งนี้กระแสแฮชแท็ก “กินคนเดียว” ในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ของจีนเองที่รวมกันแล้วมีจำนวนผู้ชมเกินกว่าหลายร้อยล้านครั้งก็ยิ่งสนับสนุนผู้คนให้เปิดใจกับกระแสนี้มากกว่าเดิม การพัฒนาเศรษฐกิจยังมีส่วนทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป ด้วยนโยบายการขยายของตัวเมือง หนุ่มสาวหลายคนจำต้องจากชนบทมาสู่เมืองและต้องแยกจากครอบครัวหรือเพื่อนฝูงที่เคยกินข้าวร่วมโต๊ะมาเสมอ อีกทั้งการเกิดขึ้นของสถานการณ์ของโควิด-19 ก็กลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับที่ทำให้เทรนด์ดังกล่าวกลายเป็นเรื่องปกติ
เมื่อตลาดของการกินคนเดียวใหญ่ขึ้น แบรนด์ต่าง ๆ จึงเริ่มปรับตัว Pizza Hut ออกพิซซ่าขนาดหนึ่งคนกิน ในขณะที่ร้านอาหารก็นำเสนอเซ็ตอาหารที่มีสัดส่วนน้อยลง หรืออาจมาในลักษณะของกับข้าว 2 อย่างบวกข้าวหนึ่งถ้วยแทนแบบดั้งเดิมที่ต้องมีอาหารสามจานหลักและซุป และใช้หลักการยืนยันว่าแม้เราจะต้องกินอาหารคนเดียว แต่ก็สามารถกินอาหารดี ๆ อร่อย ๆ และพร้อมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนเป็นประโยชน์ได้ ร้านอาหารหลายร้านยังออกแบบที่นั่งใหม่ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเทรนด์การกินข้าวคนเดียวที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น โดยเปลี่ยนจากโต๊ะกลมให้เป็นบาร์ยาวและใช้ฉากกั้นเพื่อแบ่งโต๊ะ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ใช้บริการรู้สึกเขินอายน้อยลงที่จะมานั่งกินคนเดียว
Shayna Douglas / Unsplash
ข้อดีเต็มโต๊ะ (ไม่ต้องแบ่งใคร)
แม้ว่ากระแสการนั่งกินข้าวคนเดียวในมิติหนึ่งอาจจะคล้ายกับเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงที่บังคับให้คนต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับมีคนมากมายที่เลือกจะกินข้าวคนเดียวมากกว่าจับกลุ่มกินข้าวกับเพื่อนหรือครอบครัว ทั้งยังมองเห็นข้อดีจากการกินข้าวคนเดียวหลายประการ
ข้อดีประการหนึ่งที่นับเป็นตัวชูโรงของการกินข้าวคนเดียวก็คือ การสนุกไปกับการได้เลือกผจญภัยไปในร้านที่เราอยากจะไป หรือเลือกเมนูที่เราอยากจะกินโดยไม่ต้องคำนึงว่าใครจะถูกใจหรือไม่ ในบางครั้งการลองอะไรใหม่ ๆ ก็อาจจะยากเมื่อเพื่อนร่วมทางมีท่าทีปฏิเสธ และเราต้องเกรงใจเพื่อให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ดี ๆ ในมื้ออาหาร แต่การไปกินข้าวคนเดียวจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านั้น ให้เราได้ลองสิ่งที่อยากลองได้เต็มที่ ที่สำคัญการจองโต๊ะสำหรับคนเดียวยังเป็นเรื่องแสนง่ายในปัจจุบันด้วย
นอกจากนี้ การจัดการเวลาก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของการกินข้าวคนเดียวเช่นกัน ทั้งในแง่ของการไม่ต้องยุ่งยากหาวันเวลาที่พร้อมสำหรับทุกคนกว่าที่จะมานัดกินข้าวสักมื้อ หรือการที่แต่ละคนอาจมีความเร็วช้าในการกินต่างกันซึ่งอาจเกิดเป็นความไม่สบายใจได้ เอ็มม่า จ้าว นักศึกษาปริญญาโทจากเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า “ฉันกินข้าวช้า ถ้าฉันกินกับคนอื่น ฉันก็คงเขินที่จะให้ทุกคนรอ แล้วฉันเองก็คงไม่ชอบที่ต้องรอคนอื่นด้วย นอกจากนี้ฉันก็คงไม่สามารถเลือกอาหารตามรสนิยมตัวเองได้อย่างอิสระเมื่อกินอาหารร่วมกับคนอื่น”
การกินข้าวคนเดียวยังส่งเสริมช่วงเวลาที่แต่ละคนจะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทั้งเพื่อทบทวนและติดตามสิ่งที่เคยละเลยไป ได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารตรงหน้า และกลายเป็นอีกวิธีของการพักผ่อนใจที่ดีที่สุด คุณ Cai หนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์สายกินเดี่ยวที่มีผู้ติดตามกว่าล้านคนกล่าวว่า “ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ทำให้คนในเมืองมีความเครียดและวิตกกังวลมากขึ้น พวกเขาจึงต้องการการปลอบประโลมจิตใจ อาหารเป็นวิธีที่ดีมากในการปลอบประโลมตัวเองและทำให้เรารู้สึกปีติสุข เมื่อคุณอารมณ์ไม่ดี คุณก็จะรู้สึกพอใจได้อย่างรวดเร็วผ่านการกิน” การโฟกัสอยู่กับปัจจุบันและรสชาติอาหารตรงหน้าตัวเอง จึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยเยียวยาใจใครหลายคนได้ดี
อีกหนึ่งข้อดีของการกินข้าวคนเดียวก็คือ การช่วยเพิ่มพูนความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้น ผ่านการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลดีไปถึงขั้นของการพัฒนาทักษะได้ ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาแลกเปลี่ยนคนหนึ่งที่ใช้โอกาสในการสั่งข้าวด้วยตัวเองให้กลายเป็นอีกหนึ่งทางในการฝึกภาษา ซึ่งนอกจากจะเป็นการบังคับให้ตนเองได้ลองผิดลองถูกกับการใช้ภาษานั้นแล้ว ประสบการณ์ดังกล่าวยังเป็นแรงผลักดันให้เธอพยายามเรียนภาษามากขึ้นอีกด้วย
Emran Yousof / Unsplash
สองร้านเส้นเน้นกินคนเดียว
“Ichiran Ramen” ราเมงข้อสอบที่ปลุกกระแสการกินแบบโซโล่ไปทั่วโลก
“ราเมงข้อสอบ” นับเป็นหนึ่งในภาพที่หลายคนนึกถึงหากพูดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารคนเดียว โดยมีร้าน “Ichiran Ramen” ที่ปัจจุบันมีสาขากว่า 80 แห่งทั่วญี่ปุ่นเป็นหัวหลักผู้ขับเคลื่อน ผ่านความเชื่อว่าการรับประทานอาหารลำพังจะช่วยให้ผู้คนมีสมาธิอยู่กับอาหาร ทั้งยังช่วยต่อสู้กับความคิดเชิงลบเกี่ยวกับการกินข้าวคนเดียวด้วย
ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา ลูกค้าจะได้ซื้อตั๋วอาหารกับตู้ขายอัตโนมัติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นดูแผนผังที่นั่งว่ามีจุดไหนบ้างที่จะสามารถเข้าใช้บริการได้ เมื่อเข้าไปยังที่นั่งลักษณะบาร์ยาวที่กั้นด้วยแผงไม้ที่เรียกกันว่า “บูธแห่งการจดจ่อกับรสชาติ” เหล่านักชิมก็จะได้โอกาสสั่งราเมงแบบที่ตนเองชื่นชอบ ทั้งความแข็งของเส้น ปริมาณความมันของซุป และอื่น ๆ ผ่านการตอบคำถามในกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวเลือกเหมือนข้อสอบ และกดเรียกพนักงานที่จะรับออเดอร์และเสิร์ฟผ่านการเปิดปิดม่านตรงหน้าเท่านั้น ตลอดการลิ้มรสราเมงมื้อนี้ ลูกค้าจึงได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องมองหน้าหรือพูดคุยกับพนักงานหรือคนข้าง ๆ เลย
ดื่มด่ำกับประสบการณ์กินคนเดียวแบบเหนือชั้นที่ “Lonely Noodle”
แต่ในบางครั้ง การขยายของสังคมเมืองที่รวดเร็วและบีบบังคับ ก็ทำให้การใช้ชีวิตอยู่คนเดียวกลายเป็นความโดดเดี่ยวที่ยากจะรับมือไหว ในปี 2021 บริษัท J&Dragon Group ได้ทดลองเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวชั่วคราวชื่อ “Lonely Noodle” ที่เซี่ยงไฮ้เป็นระยะเวลาราว 2 เดือน เพื่อหวังสร้างประสบการณ์รับประทานอาหารที่ดื่มด่ำและผ่อนคลายให้กับเหล่าเจนซีที่โดดเดี่ยวอยู่ในเมืองยามดึกไปด้วยกัน
ร้านอาหารแห่งนี้เปิดตั้งแต่ช่วง 2 ทุ่มถึงตี 2 มีสโลแกนประจำร้านว่า “ให้บะหมี่สักชามกับตัวเองเพื่อพักจากความเป็นจริง” และไม่ได้ใช้เพียงรสชาติอาหารมาเยียวยา แต่ร้าน “Lonely Noodle” ยังได้รับการออกแบบด้วยแสง สี และการแสดงที่จะเล่นกับอารมณ์และคลายความรู้สึกเหงาไปด้วยกัน
ด้านหน้าของร้านถูกตกแต่งด้วยกลุ่มแท่งโลหะสะท้อนกับแสงสว่างที่ต่อกันเป็นบล็อก แสดงถึงความเป็นเมืองที่แสนเป็นระเบียบ ดึงดูดใจท่ามกลางความมืด แต่กลับรู้สึกเย็นชาอยู่ในที ในขณะที่ผนังจอฝั่งตรงข้ามก็มีวรรคทองที่บอกเล่าอารมณ์ของความเหงาไว้อย่างจับใจ
เมื่อถึงเวลา ผู้คนจะค่อย ๆ เรียงแถวเข้ามาในพื้นที่หลักซึ่งเป็นทางเดินแคบ ๆ ที่มีเพียงแสงสลัว ๆ ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจได้ดื่มด่ำไปกับความคาดหวังในเส้นทางต่อไป ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในห้องหลังประตูหมุนโค้งที่ตรงกับเลขของตัวเอง หลังบานประตูนั้นคือห้องที่มีไฟสว่าง สาดส่องให้เห็นบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ห้องสำหรับรับประทานอาหารคนเดียวนี้ตกแต่งด้วยสีเขียวเพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจมากขึ้น และเมื่อทุกคนได้นั่งประจำการในที่ของตนแล้ว ก็จะได้ดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารและเสียงเพลงที่เปิดคลอตั้งแต่ตอนเข้ามาในห้อง เมื่อมองออกไปเบื้องหน้า แต่ละคนจะพบกับจอแสดงคำทักทายที่กระตุ้นอารมณ์ของผู้เข้าร่วม ตามด้วยการรับชมการแสดง “Blind Box Show” แบบสด ๆ ณ เวทีกลางที่ห้องแต่ละห้องได้ล้อมรอบไว้ ทำให้ทุกคนที่เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ในห้องของตัวเองไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
Pablo Merchán Montes / Unsplash
สู่การเกิดขึ้นของ “Solo Diners Eat Out Week”
อแมนดา โคเฮน เชฟชาวนิวยอร์ก แห่งร้านอาหาร “Dirt Candy” ได้เริ่มจัดให้ช่วงวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงก่อนวาเลนไทน์ของทุกปีเป็นสัปดาห์แห่ง “Solo Diners Eat Out Week” เพื่อให้เหล่าคนโสดรู้สึกแย่น้อยลงกับการเลือกไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ต้องฉายเดี่ยว จนกลายเป็นกระแสที่จุดประกายให้อีกหลายร้านเข้ามาร่วมแคมเปญนี้เพื่อสร้างประสบการณ์แสนพิเศษมากขึ้นร่วมกัน ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าว ทุกคนเหงาจะได้ลองลิสต์ร้านที่ถูกใจ ได้แต่งตัวสวย ๆ ไปกินอาหารแบบโซโล่ และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับผู้คนรอบข้างด้วยตัวเอง
เมื่อสังคมและวิถีชีวิตเปลี่ยน ธุรกิจเพื่อรองรับความเป็นไปของสังคมก็เปลี่ยนตาม แต่นั่นก็นับเป็นโอกาสดีที่ภาพและบรรยากาศของการรับประทานอาหารคนเดียวจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อทำให้ทุกมื้ออาหารมีแต่ความสุขและเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์มากกว่าที่เคย
ที่มา : บทความ “Solo Diners Eat Out Week” จาก nationaltoday.com
บทความ “Tinned food, baked salad and eating alone – food trends for 2023” จาก offalyexpress.ie
บทความ “SOLO DINING WILL BE ALL THE RAGE IN 2023 & HERE’S WHY YOU SHOULD GIVE IT A TRY” โดย Jessica P จาก foodisinthehouse.com
บทความ “In China, diners - and restaurants - develop a taste for table-for-one trend” จาก straitstimes.com
รายการ “World Insight with Tian Wei” จาก news.cgtn.com
บทความ “When I lived in Kyoto, I was intimidated to try 'mokushoku,' or silent eating. But it taught me about the difference between being alone and loneliness.” โดย Anne Wen จาก foodisinthehouse.com
บทความ “Why we eat alone” โดย Charlene Chow จาก thinkchina.sg
บทความ “The rise of Japan's 'super solo' culture” โดย Bryan Lufkin จาก bbc.com
บทความ “"The loneliness taboo has been broken": why more and more people are seen eating alone in restaurants” จาก newsrnd.com
บทความ “Japan has perfected the art of eating alone, and you can too” โดย Stephanie Buck จาก timeline.com
บทความ “The Japanese custom of solo dining A quiet way to savour your meal” โดย JNTO จาก japan.travel
บทความ “Dining alone at J&Dragon Group’s Lonely Noodle Shop” จาก floornature.com
บทความ “Lonely Noodle Shop: Give yourself a bowl of noodles to take a break from reality” จาก archello.com
คลิป “Enjoy LONELINESS…Noodles canteen catering to solo diners goes viral in Shanghai” โดย ShanghaiEye魔都眼 จาก youtube.com
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง