โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ขุด (ไม่เจอ) กำแพง พบโครงกระดูก เปิดหลักฐานใหม่ โบราณคดี ‘เมืองนครราชสีมา’ ความก้าวหน้าในรอบ 25 ปี

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 มิ.ย. 2567 เวลา 06.19 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2567 เวลา 05.21 น.
โครงกระดูกมนุษย์นอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้

ขุด (ไม่เจอ) กำแพง พบโครงกระดูก
เปิดหลักฐานใหม่ โบราณคดี ‘เมืองนครราชสีมา’
ความก้าวหน้าในรอบ 25 ปี

ปังมาก จึ้งมาก จุกมาก

สำหรับวงการโบราณคดีที่ขยันมีเรื่องราวดีๆ ประเด็นร้อนๆ ข้อถกเถียงฮอตๆ ให้กระโดดเกาะติดในห้วงเวลานี้

ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของ ‘โกลเด้นบอย’ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมข้อสันนิษฐานหลากหลายที่ยังไม่ลงตัว

ไม่ว่าจะเป็นวิวาทะ ‘กันตรึม’ เมืองศรีเทพ ที่หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ประกาศขอย้ายตัวเอง ก่อนอธิบดีกรมศิลปากรแตะเบรกยืนยันผลงานเพียบ

ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์โอเพนนิ่ง ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย’ นครราชสีมา อันฮือฮาหลังรีโนเวต

ไม่เพียงเท่านั้น อีกความคืบหน้าน่าสนใจ กลายเป็นข่าวดัง เมื่อราว 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ การดำเนินงานทางโบราณคดีที่ ‘สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา’ เปิดเผยถึงผลการ ‘ขุดตรวจ’ กำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานสิ่งเเวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 เดิม

ไม่เจอแนวกำแพงดังหวัง แต่กลับเจอโครงกระดูกมนุษย์ และภาชนะดินเผาแบบ ‘พิมายดำ’ แทน

วิธาน ศรีขจรวุฒิศักดิ์ และ วรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา 2 นักโบราณคดีหนุ่ม ประจำสำนัก ระบุว่า โปรเจ็กต์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและเทศบาลนครนครราชสีมา

มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบร่องรอยแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ก่อนดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ในอนาคต

แน่นอนว่า สิ่งที่มุ่งหวังสูงสุดคือการขุดพบแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2199-2231) เเต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเมื่อขุดลึกลงไปคือการไม่พบ

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของนักโบราณคดี คือ หน่วยงานราชการที่เข้ามาใช้พื้นที่ก่อนหน้านี้มีการปรับพื้นที่ ขุดตักหน้าดินฝังฐานรากอาคาร ส่งผลให้แนวกำแพงเมืองหายเกลี้ยง สอดรับกับหลักฐานทางโบราณคดีในระดับชั้นดินเดียวกันที่หลักฐานโบราณคดีต่างมีอายุสมัยปะปนกันไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อขุดลึกลงไปจนถึงระดับความลึก 150 เซนติเมตร จากผิวดินปัจจุบัน กลับพบร่องรอยหลักฐานสำคัญที่เก่าแก่ย้อนหลังไปไกลกว่า 555 ปี อันเป็นอายุสมัยที่มักกล่าวถึงอายุของเมืองนครราชสีมา

สำหรับรายละเอียดเบื้องต้นของหลักฐานที่พบ ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์นอนหงายเหยียดยาว 1 โครง

อีกทั้งกะโหลกวางบนร่างกายที่หันปลายเท้าไปทางทิศตะวันตก 1 โครง

รวมถึงกลุ่มภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดา เเละภาชนะแบบพิมายดำร่วมชั้นวัฒนธรรมดังกล่าวด้วย

สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กำหนดอายุสมัยเบื้องต้นให้อยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ยุคเหล็ก ราว 1,500-2,500 ปี มาแล้ว

นักโบราณคดีวิเคราะห์ว่า การค้นพบหลักฐานดังกล่าว นับเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการมีอยู่ของผู้คนในบริเวณเมืองนครราชสีมา มาเป็นระยะเวลานานกว่าพันปี

หาใช่เมืองใหม่ที่ไร้ผู้คนก่อนการสร้างเมืองในสมัยอยุธยาตอนปลายอย่างที่เคยถูกเข้าใจเช่นนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ ของการศึกษายุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา

สำนักศิลปากรที่ 10 ยังย้อนทบทวนวรรณกรรมด้วยว่า ที่ผ่านมา หากต้องกล่าวถึงร่องรอยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตอนปลาย ในพื้นที่เมืองนครราชสีมานั้น จะต้องอ้างอิง‘รายงานผลการขุดค้นกำแพงเมือง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ’ โดย สมเดช ลีลามโนธรรม ที่เรียบเรียงเผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ.2542 หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

ในครั้งนั้น พบภาชนะดินเผาแบบพิมายเพียง 2 ชิ้น

ครั้นตัดภาพมาในวันนี้ หลักฐานที่พบใหม่ได้ต่อเติมเสริมสร้างจิ๊กซอว์หนุนข้อสันนิษฐานเมื่อ 25 ปีก่อนให้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

สำหรับการวิเคราะห์อายุสมัยมีให้ชัดเป๊ะไปอีก สำนักศิลปากรที่ 10 จะส่งตัวอย่างไปยัง ณ ห้องปฏิบัติการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหาค่าอายุสมัยทางวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการขุดตรวจต่ออีกรอบ เริ่มต้นวานนี้ 7 มิถุนายน จนถึง 10 มิถุนายน

เพื่อให้เห็นโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข 1 ได้เต็มตากว่าเก่า

ตลอดจนศึกษาร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเพื่อวิเคราะห์กิจกรรมของมนุษย์ยุคเก่าก่อนให้ลึกขึ้นไปอีก

ที่สำคัญคือการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรูญ ด้วงกระยอม อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์และสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่พานักศึกษามาร่วมเก็บตัวอย่างดินและอินทรียวัตถุเพื่อนำไปวิเคราะห์ธรณีสัณฐานโบราณของเมืองเก่านครราชสีมา หวังเชื่อมโยงกับกิจกรรมมนุษย์ในพื้นที่บริเวณดังกล่าวต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีนักชีววิทยาร่วมด้วย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภานุ รักใหม่ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.นครราชสีมา ซึ่งเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและพืชพันธุ์โบราณ จากละอองเรณู และพืชที่พบในดิน เพื่ออธิบายปัจจัยการเลือกตั้งถิ่นฐาน

เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่ต้องจับตาผลการศึกษาต่อเนื่อง ฉายภาพผู้คนบนดินแดนอีสานยุคดึกดำบรรพ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของบรรพชนคนไทยในวันนี้

(ก่อนตั้ง) เมืองนครราชสีมา เมื่อ ‘พันๆ ปี’ มาแล้ว

ทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงกระดูกมนุษย์ 2 โครง ยังไม่ทราบเพศ เนื่องจากกระดูกเชิงกรานไม่สมบูรณ์

โครงกระดูกแรกพบอยู่ในลักษณะนอนหงายเหยียดยาวหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก

ส่วนโครงกระดูกที่ 2 ลักษณะกะโหลกศีรษะถูกตัดวางอยู่บริเวณลำตัว คาดว่าเป็นโครงกระดูกเด็ก มีเศษเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบ เศษกระเบื้อง กระดูกสัตว์ รวมทั้งภาชนะแบบพิมายดำวางอยู่โดยรอบ

กระดูกทั้ง 2 ชิ้น น่าจะถูกฝังจากกิจกรรมการฝังศพของคนสมัยโบราณ และมีอายุประมาณ 1,500-2,500 ปี น่าจะเป็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่ก่อนการก่อตั้งเมืองนครราชสีมา อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการขุดเพิ่มเติมและนำดินในบริเวณดังกล่าวไปตรวจสอบในห้องแล็บ เพื่อหาค่าทางวิทยาศาสตร์ และเพื่อตรวจสอบว่าดินในพื้นที่นั้นได้สัมผัสแสงอาทิตย์ครั้งล่าสุดเมื่อใด

คาดการณ์ว่าในอดีตพื้นที่ดังกล่าว น่าจะเป็นพื้นที่ฝังศพขนาดใหญ่ และเมืองนครราชสีมาในช่วง 1,500-2,500 ปี น่าจะเป็นบึงขนาดใหญ่ และมีชุมชนตั้งอาศัยอยู่รอบบึงเป็นจำนวนมาก ก่อนจะมีการก่อตั้งเมืองนครราชสีมา

(ภาพทั้งหมดจากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขุด (ไม่เจอ) กำแพง พบโครงกระดูก เปิดหลักฐานใหม่ โบราณคดี ‘เมืองนครราชสีมา’ ความก้าวหน้าในรอบ 25 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...