หมอวิเคราะห์ ‘เอส กันตพงศ์’ หัวใจอักเสบ สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง?
The Bangkok Insight
อัพเดต 25 พ.ค. 2566 เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 01.33 น. • The Bangkok Insightหมอวิเคราะห์ ‘เอส กันตพงศ์’ ป่วยหัวใจอักเสบ สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง? ซึ่งคุณหมอได้บอกว่า วิเคราะห์จากเท่าที่ทราบเท่านั้น
กำลังใจดวงโต ๆ จากแฟนคลับ และเพื่อนร่วมวงการ ยังคงส่งให้กับ เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ หลังจากที่พระเอกหนุ่มวูบหมดสติ เข้าพักรักษาตัวนาน 10 กว่าวันแล้ว ซึ่งทาง คิตตี้ คริสติน่า ภรรยาสาว ก็ได้ออกมาอัปเดตอาการเป็นระยะ โดยบอกว่าตอนนี้อาการยังคงวิกฤติ และยังไม่พบแนวทางรักษา ต้องเฝ้าดูอาการไปแบบวันต่อวัน
- ฟังอีกมุม มดดำ เล่าความสัมพันธ์ พิธา-แอฟ ทักษอร ที่หลายคนยังไม่รู้
- อั้ม พัชราภา เปิดภาพคู่ ไฮโซนิน ชนินทร์ ช็อตขี่หลังก็มา ทำชาวเน็ตจิ้นอีกแล้ว
- เป็นของใคร? ‘ทิม พิธา’ เฉลยให้ หลังชาวเน็ตสงสัย ทำไมไม่คืนหมวกกันน็อคพี่วิน
หมอวิเคราะห์ ‘เอส กันตพงศ์’ หัวใจอักเสบ สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง?
ล่าสุด (23 พ.ค.) ช่องยูทูบ Doctor Tany นพ.ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด วิกฤตบำบัด และการปลูกถ่ายปอด ซึ่งทำงานอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาโพสต์คลิปที่ตั้งชื่อว่า "วิเคราะห์กรณีของ เอส กันตพงศ์ เกิดอะไรขึ้น จะฟื้นได้แค่ไหน"
คนที่ไม่มีอาการอะไรมาก่อน อายุ 36 แล้วจู่ ๆ หัวใจเต้นผิดปกติ ที่วูบหมดสติ หมอคิดว่าต้องเป็นการเต้นผิดปกติของหัวใจ ค่อนข้างคนที่จะ 100% น่าจะเป็นหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ เวลามันเต้นเร็วผิดปกติ มันทำให้เลือดไม่สามารถบีบออกไปได้ เลือดค้างหัวใจ ไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะสมอง มันก็เลยทำให้เกิดอาการหมดสติขึ้น
การช่วยเหลือชีวิตนอกจากการปั๊มหัวใจ เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองได้ จะต้องมีการช็อกไฟฟ้า เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นด้วยจังหวะปกติ
ทำไมหัวใจเต้นผิดปกติได้?
เกิดได้ด้วยสาเหตุหลาย ๆ อย่าง มีทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิด แต่ไม่รู้ตัว แล้วมาเกิดอาการตอนอายุช่วงประมาณนี้ได้ แต่อาจไม่รู้ตัว ไม่มีอาการอะไรนำมาทั้งสิ้น และยังมีสาเหตุอื่นอีก ได้ยินคำว่า "หัวใจอักเสบ" ที่เจอบ่อยสุดเกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ และไวรัสอื่น ๆ อีกมากมาย
บางครั้งอาจมีอาการนำมาก่อน แต่คนไม่ค่อยสนใจ เช่น รู้สึกเพลีย แน่นหน้าอก คิดว่าอาจจะทำงานเหนื่อยเกินไป หรือคิดว่าตัวเองเป็นกลดไหลย้อน เพลีย ๆ พวกนี้เป็นอาการนำของไวรัสที่ทำให้เกิดหัวใจอักเสบได้ ทำให้บอกลำบาก แล้วจู่ ๆ ก็เกิดเรื่องขึ้นมาได้
ใช่เกิดจากโควิดหรือไม่? คือวัคซีนโควิดที่ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ ไม่ได้เกิดหลังฉีดวัคซีนนานขนาดนี้ หมอไม่แน่ใจว่าคุณเอสฉีดวัคซีนไปเมื่อไร แต่เท่าที่ได้ยินข่าว น่าจะฉีดไปนานมาก ๆ แล้ว เรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จะเกิดขึ้นได้หลังฉีดวัคซีนไม่เกิน 6 สัปดาห์ และจากเท่าที่มีรายงานชัดเจน ไม่มีคนไหนที่อาการหนักถึงขั้นเสียชีวิต สักคนเดียว จึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าเกี่ยวอะไรกับกรณีนี้
ระหว่างทางก็จะมีการปั๊มหัวใจ ซึ่งทำให้มีการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหัวใจได้ และหัวใจจะมีการปล่อยเอนไซม์ออกมาจากหัวใจ บางครั้งเราใช้บอกว่าหัวใจมีปัญหา มีการอักเสบ แต่มันไม่สามารถบอกได้ว่าเอนไซม์ออกมาเพราะเราปั๊มหัวใจ หรือมันมีอาการอักเสบอยู่ตั้งแต่แรก ตรงนี้ส่วนตัวหมอไม่มีข้อมูล จึงไม่สามารถบอกได้ว่าอักเสบจริงหรือไม่
ถ้าจริง อาจจะมีไวรัสเข้าไปติดในหัวใจก่อน อย่างโควิดไวรัสก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้มากกว่าตัววัคซีนอีก ถ้ามันอักเสบก็อาจมีค่าการอักเสบในเลือดสูงขึ้น พวกนั้นที่เราตรวจ ก็จะตรวจค่าต่าง ๆ ที่พอบอกได้ว่ามีการอักเสบของหัวใจ และทั่วร่างกาย แต่ว่าต้องใช้ร่วมกับเอนไซม์ที่ออกมาจากหัวใจในการบอก แต่เอนไซม์ก็อาจจะออกมาจากการปั๊มก็ได้ จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้มากไปกว่านี้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลอะไรมากกว่านี้
คิดว่ายาน่าจะยังเอาอยู่ ช่วยทำให้หัวใจเต้นอยู่ เวลามีการหยุดเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นผิดปกติ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ สิ่งที่หมอเขาจะทำตอนมาถึงใหม่ ๆ นอกเหนือจากตรวจ เขาจะทำการลดอุณหภูมิของร่างกายลง เพื่อให้สมองของเราไม่มีการใช้พลังงาน เก็บพลังงานไว้ฟื้นตัว ด้วยหลาย ๆ วิธี
จะตื่นหรือเปล่า?
อันนี้เป็นอะไรที่ลำบากมากอย่างหนึ่ง เรื่องเกี่ยวข้องกับสมอง ถ้าคนเราสมองตาย คือตาย สมองมีก้านสมอง ตัวสมองอย่างใหญ่ด้านบน ก้านสมองทำหน้าที่ดำรงชีพ ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ร่างกาย แต่ถ้าก้านสมองไม่ทำงานแปลว่าคน ๆ นั้นเสียชีวิต คิดว่าเขาคงตรวจแล้วไม่ใช่ภาวะนี้
ภาวะถัดไปเจ้าชายนินทรา ภาวะเป็นผัก เป็นการที่คงที่อยู่อย่างนั้น ไม่มีการตอบสนองอะไรเท่าไหร่ บางทีลืมตาขึ้นมาบ้าง ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คนเหล่านี้ยังมีก้านสมองทำหน้าที่อยู่ เขาตื่น แต่ไม่สามารถตอบสนองรับรู้อะไรได้เลย เขาลืมตา อาจไม่ลืมตาแบบจุดหมาย จิ้มแล้วเจ็บ ยกมืออาจจะไม่ยกตลอดเวลา อาจเป็นกลุ่มที่ภาวะเป็นผัก บางคนอาจรับรู้สติได้บ้าง ไม่สามารถสื่อสารออกมาได้
อีกภาวะนึงตื่นแต่รับรู้เป็นบางครั้ง สมมติไปถามเขา เขายกนิ้วโป้งตอบได้ แต่นอกเหนือนั้นเขาแน่นิ่ง มันจะมีคำถามต่อว่าคนไหนมีโอกาสฟื้นมาปกติเลย ก็จะยากแล้ว เราคุยเรื่องสมอง จะไม่คุยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว จะบอกต่อไปจะเป็นยังไง เวลาเราประเมินว่าจะดีขึ้นหรือไม่ ตอนที่มาถึงหมอครั้งแรก เราดูเรื่องม่านตา ถ้าม่านตาขยายตั้งแต่แรกไม่ค่อยดีแล้ว ทำ CPR เกิน 30 นาที ไม่ค่อยดีแล้ว 45 นาทีก็นานเกินกว่าที่ควรจะเป็น ก้านสมองต่าง ๆ ยังดีอยู่หรือเปล่า หลังจากนั้นก็ทำให้ร่างกายอุณหภูมิลดลง ผมจะปล่อยไว้ 72 ชั่วโมงหลังจากนั้น แล้วตรวจใหม่อีกรอบ
ดูม่านตา จับหัวหันไป หันมา ตายังมองได้อยู่ยังโอเค แต่ถ้าจับแล้ว ตามันหันไปตามที่เราจับ ไม่มองไปตรงกลางคือไม่ดี เทสอื่น ๆ เช่น ใส่น้ำเย็นไปในหู ตากระตุกไหม จะอ้วกไหม เอาอะไรมาเขี่ยว่าตากระพริบหรือไม่ หรือทำให้เขาเจ็บ ไม่ตอบสนองเลย หรือยื่นมือลงไปที่เตียงคือไม่ค่อยดีแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะไหนก็ตาม แต่ถ้ามีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โอกาสฟื้นตัวแทบไม่มี แทบจะเป็นศูนย์เลย ฟื้นมาได้ แต่อาจจะต้องมีคนดูแลตลอดไป ติดเตียง ไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้
ดูที่ 72 ชั่วโมง หลังจากทำให้อุ่นขึ้นแล้ว ก็ 7 วันอีกครั้ง ให้แน่ใจ ถ้าสองครั้งตรวจแล้วเหมือนกัน โอกาสที่คนนี้จะกลับมาปกติมันจะแทบเป็นไปไม่ได้ บางคนอาจใช้ยานอนหลับ หรืออาจมีการตรวจคลื่นสมอง การกระตุ้นเส้นประสาทมีการตอบสนองอย่างไรบ้าง ทำ MRI ดูว่ามีการตอบสนองอะไรบางอย่างไหม ถ้าไม่มีการตอบสนองเลย ก็คือไม่ดีแล้ว ส่วนใหญ่ทำครั้งเดียว ก็เป็นการบอกได้คร่าว ๆ จะดีมากน้อยแค่ไหน
ถ้าจะเลี้ยงต่อทำไง อายุถ้าเลี้ยงดี ๆ อยู่ได้ประมาณ 2-5 ปี ไม่ค่อยเกินนี้ สาเหตุที่เสียชีวิต ติดเชื้อในปอด หรือทางเดินปัสสาวะ ทำอะไรไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นของมันเอง เพราะร่างกายไม่สามารถป้องกันได้ หรือลิ่มเลือดไปอุดตันในปอด คนไม่ค่อยเคลื่อนไหว เลือดไหลเวียนไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าลิ่มเลือดไปอุดที่ปอดก็เสียชีวิตเหมือนกัน
ถ้าผมประเมินภายใน 72 ชั่วโมง การตรวจต่าง ๆ ตรวจทั้งสองคนแล้วมันคอนเฟิร์มเลยว่ามันไม่ดีแล้ว จะคุยกับญาติแล้ว เขาอาจจะตอบสนองได้บ้าง เขาจะตอบสนองแบบนี้ไปตลอดชีวิต เขาอาจจะดีขึ้นได้แต่น้อยมากเหลือเกิน น้อยมาก ๆ แล้วบางครั้งอาจจะไม่คุ้มที่คนไข้จะทนทุกข์แบบนั้น
กรณีของ คุณเอส จากที่ข้อมูลจำกัด เป็นอย่างที่ตนพูดหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่รู้ตัวเป็นสิบวันแล้ว ทั่ว ๆ ไปถ้าสองสัปดาห์จะเป็นยังไง ก็จะเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เขาจะทำแล้วดีขึ้นได้จะเกิดขึ้นใน 3 เดือนเสมอ แล้วก็ 3 เดือนจะเป็นยังไง ก็จะเป็นอย่างนั้นตลอด เป็นในกรณีที่หัวใจหยุดเต้น ไม่แน่ใจว่าจะเป็นกรณีนี้ แต่ขอเป็นกำลังใจให้ คิดว่าการรักษา การคุยทำอย่างที่เหมาะสม
ขอบคุณที่มา : Doctor Tany
อ่านข่าวเพิ่มเติม