โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หวั่น "ไทย" ตกขบวน FDI จับตานักลงทุนซบ ‘เวียดนาม-อินโดนีเซีย’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 23.33 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

เวียดนาม และอินโดนีเซียได้ข้อสรุปการเจรจาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย โดยสินค้าจากอินโดนีเซียจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 19% ขณะที่สินค้าส่งออกของสหรัฐไม่ถูกเก็บภาษี

ส่วนอินโดนีเซียตกลงซื้อสินค้าพลังงานจากสหรัฐมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ สินค้าเกษตรมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ และเครื่องบินโบอิง 50 ลำ ซึ่งหลายลำเป็นเครื่องบินโบอิง 777

นายฮาซัน นาสบี โฆษกประจำตัวประธานาธิบดีอินโดนีเซีย แถลงว่า อินโดนีเซียบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐหลัง “พยายามเป็นพิเศษ” รวมถึงการเจรจาโดยตรงทางโทรศัพท์ระหว่างปราโบโวกับทรัมป์

ขณะที่ปราโบโว กล่าวว่า การพูดคุยโทรศัพท์กับทรัมป์เป็นไปอย่าง “ยอดเยี่ยม” เขาโพสต์อินสตาแกรมว่า อินโดนีเซียกับสหรัฐเห็นชอบนำความสัมพันธ์ทางการค้าเข้าสู่ยุคใหม่

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลก และเป็นสมาชิกกลุ่มจี 20 ได้เปรียบดุลการค้าสินค้าจากสหรัฐ 1.79 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

โฆษกประธานาธิบดีปราโบโว กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็น “จุดบรรจบ” ของรัฐบาลทั้งสอง อัตราภาษีของอินโดนีเซียต่ำกว่าประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก

ตามข้อมูลของทรัมป์ อินโดนีเซียที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับปากซื้อเครื่องบินโบอิง 50 ลำ ซื้อพลังงานสหรัฐ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และซื้อสินค้าเกษตร 4.5 พันล้านดอลลาร์ ข้อตกลงที่ทำกับอินโดนีเซียคล้ายกับที่ทำกับเวียดนาม กล่าวคือสินค้าส่งออกจากสหรัฐไปยังอินโดนีเซียไม่ต้องเสียภาษี และสหรัฐจะเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้นสำหรับสินค้าจากจีนที่ส่งผ่านอินโดนีเซีย

ไทยเจรจา “ยูเอสทีอาร์” อีกรอบ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นแล้วในคืนวันที่ 16 ก.ค.2568 โดยเป็นการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ซึ่งนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR)

“การหารือดังกล่าวได้พิจารณาข้อเสนอเพิ่มเติมของไทยที่จัดทำใหม่ ซึ่งไทยได้เสนอการลดภาษีนำเข้าสินค้าให้สหรัฐเป็น 0% ในสินค้าหมื่นรายการ และข้อเสนออื่นที่ไทยยื่นให้สหรัฐเพิ่ม”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไว้แล้ว โดยแบ่งสมมติฐานการทำมาตรการเยียวยาไว้ 2 ระดับ คือ ถ้าถูกเก็บภาษี 36% จะมีสินค้าใดได้รับผลกระทบ และผลกระทบลงลึกถึงระดับใด เช่น แรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ และหากถูกเก็บ 20% จะกระทบสินค้ากลุ่มใด ผลกระทบเป็นอย่างไรบ้าง

“อินโดนีเซีย-เวียดนาม”กดดันไทย

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การที่เวียดนามปิดดีลได้ 20% อินโดนีเซีย ปิดดีล 19% ซึ่งไทยต้องการปิดดีลให้ได้ 18% ทำให้อัตราภาษีมีความต่างกัน 1-2% ทำให้แข่งขันได้ โดยในอาเซียนมีคู่แข่ง 4 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งไทยต้องเจรจาไม่ให้เสียเปรียบทั้ง 4 ประเทศ

“ไทยได้ยื่นข้อเสนอลดภาษีนำเข้าสหรัฐ 0% ในสัดส่วน 90% ซึ่งน่าจะมีโอกาสที่การเจรจาจะสำเร็จเพราะหากเปรียบเทียบกับอินโดนีเซีย และเวียดนามที่ได้ดุลการค้าสหรัฐมากกว่า 3 เท่า รวมถึงการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบการเจรจาของไทย”

ส่วนการเยียวยาที่รัฐบาลเตรียมซอฟต์โลน 2 แสนล้านบาท โดยผู้ประกอบการไม่ต้องการการเยียวยาเป็นตัวเงิน แต่ต้องการมาตรการ เช่น การไม่ขึ้นค่าแรง 400 บาท การควบคุมอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเงินเยียวยาควรช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปิดตลาด 0% ให้สินค้าสหรัฐ

ส.อ.ท.ห่วงไทยโดนบีบหั่นภาษีให้สหรัฐ0%

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ข้อสรุปการเจรจาของเวียดนามและอินโดนีเซียที่ยอมลดภาษีนำเข้าสินค้าให้สหรัฐเหลือ 0% สร้างความกังวลให้ภาคเอกชนไทยกังวลว่าอาจถูกบีบให้ลดภาษีเหลือ 0%

ทั้งนี้เมื่อเทียบดุลการค้ากับสหรัฐพบว่าปี 2567 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ 45,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าอินโดนีเซีย 2.5 เท่า แต่ยังสงสัยว่าทำไมอินโดนีเซียถึงยอมลดภาษีให้สหรัฐหมด

หากไทยต้องโดนสูตรภาษีแบบอินโดนีเซียถือเป็นประเด็นที่กังวลเพิ่ม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่า Local Content เพราะไทยได้ดุลการค้ามากกว่าอินโดนีเซียแต่เขายอมขนาดนั้น”

นอกจากนี้ อินโดนีเซียพึ่งพิงตลาดสหรัฐน้อยกว่าเวียดนามที่พึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐมากกว่า 30% ขณะที่ไทยพึ่งพิงตลาดสหรัฐ 18% ของการส่งออกไทยทั้งหมด

นายนาวา กล่าวว่า การที่ไทยจะเทหน้าตักยอมลดภาษีนำเข้า 0% ยืนยันว่า ส.อ.ท.ยอมให้สหรัฐ 0% แค่บางรายการ เช่น ผลิตภัณฑ์ยา เพราะสหรัฐมีความสามารถผลิตยามีคุณภาพ ส่วนกลุ่มสินค้าที่ไม่ควรลดภาษีนำเข้าเป็น 0% คือ กลุ่มเคมีภัณฑ์ที่ลงทุนสูงและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม

ธปท.แนะเตรียมมาตรการเยียวยา

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประเมินผลกระทบจากภาษีทรัมป์ของไทยต้องรอรายละเอียดการเจรจาอย่างเป็นทางการว่าอัตราภาษีจบที่เท่าไหร่ โดยประเทศอื่นที่ประกาศไปแล้วตอนแรกโดนภาษีค่อนข้างสูง แต่หลังจากเจรจาได้รับภาษีลดลง

ทั้งนี้ ไทยควรเจรจาให้จบพร้อมกับมีมาตรการบรรเทาผลกระทบและมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบและมาตรการรองรับการปรับตัวในอนาคต โดยทุกฝ่ายต้องรวมกันทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่ง ธปท.ได้หารือทุกภาคส่วนต่อเนื่อง

ส่วนข้อเรียกร้อง ในเรื่องดอกเบี้ยและค่าเงินเป็นสิ่งที่ ธปท.มีการให้ข้อหารือและชี้แจ้งไปก่อนหน้านี้ในการประชุม กนง. ทั้งเรื่องนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ยและเรื่องอื่นๆ

สำหรับผลกระทบมีทั้งการค้าและการลงทุน 3 กลุ่ม คือ ผู้ส่งออกไปสหรัฐส่วนนี้ขึ้นกับการเจรจาอัตราภาษีทรัมป์เป็นหลัก แต่ส่วนที่เป็นห่วงมาตลอด คือ สินค้าประเทศอื่นที่ทะลักเข้าในไทย เพราะไม่สามารถส่งไปที่สหรัฐได้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบ เช่น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีมากที่ยังเปราะบางสูงเมื่อเทียบบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่งออกไปสหรัฐ

ห่วงย้ายหนีไทยซบเวียดนาม-อินโดฯ

ายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า หากไทยไม่สามารถเจรจาเงื่อนไขภาษีได้เทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าของไทยสูงกว่าคู่แข่ง เชื่อไม่เป็นผลดีแน่ ทั้งต่อภาคการส่งออกในอนาคต และต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)

“สุดท้ายนักลงทุนไม่ได้มองแค่ตลาดภายในของประเทศเรา แต่นักลงทุนต้องการใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ชิ้นส่วน หรือแม้แต่รถ EV จากจีน ที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นนักลงทุนเหล่านี้ อาจหันไปหาประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่าไทยได้”

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าแม้สถานการณ์จะกดดัน แต่มองว่าไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยเวียดนามและอินโดนีเซียทุกอย่าง เพราะบริบทของแต่ละประเทศต่างกัน โดยเฉพาะภาคเกษตรของไทยที่เปราะบางกว่า และไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่า การลดภาษีจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรและ SME ที่ยังต้องพึ่งพามาตรการคุ้มครอง

ชี้ภาษี25-30%ไทยแข่งขันได้

ดังนั้นมองว่าไทยอาจจะไม่ต้องลดเท่ากับเวียดนามหรืออินโดฯ แต่ต้องต่ำกว่าระดับ 36% ให้ได้ และหากอยู่ที่ระดับ 25-30% ก็ถือว่าเป็นไปได้สูง และยังพอแข่งขันได้

ทั้งนี้ ไทยต้องหาจุดแข็งให้มากขึ้น เพราะในอดีตชี้ให้เห็นแล้วว่า แม้ค่าแรงเราแพง ค่าไฟก็แพง แต่คนก็ยังเลือกมาลงทุนในไทย เพราะหลายธุรกิจยังมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างความได้เปรียบได้ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุปกรณ์การแพทย์ รถ EV ที่พัฒนาเอง รวมถึงภาคอาหารแปรรูป และบริการสมัยใหม่ รวมถึงภาคบริการก็สำคัญมาก

“กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ต้องได้รับการดูแลจากรัฐ ต้องมีมาตรการเยียวยาและช่วยให้เขาสามารถปรับตัวได้ พร้อม ๆ กับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเชื่อว่าไทยยังไม่สายเกินไป ถ้ากล้าปรับและหาจุดยืนให้ชัด เราอาจจะเติบโตช้ากว่าประเทศที่ลดภาษีเร็วกว่า แต่เรายังมีโอกาสถ้าเรารู้ว่าจะแข่งด้วยอะไร จุดแข็งของเราคืออะไร แล้วหาทางปรับจุดอ่อนให้ได้ ประเทศไทยยังมีทางเลือกเสมอ”

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...