โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามการค้า ทุบส่งออกจีนไปสหรัฐ พ.ค.ดิ่ง 34.5% เงินเฟ้อติดลบ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2568 เวลา 23.31 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 06.22 น.

เศรษฐกิจโลกที่ใหญ่อันดับสองกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ดำเนินต่อเนื่องภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการส่งออกของจีน

ข้อมูลจากกรมศุลกากรจีนล่าสุดเผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจจีน ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศรวมของจีนในสกุลเงินหยวนยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่ารวม 17.94 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเติบโตนี้สูงขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับช่วง 4 เดือนแรกของปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในเดือนพฤษภาคมเพียงเดือนเดียว จะพบว่าการเติบโตของการส่งออกชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด โดยขยายตัวเพียง 4.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าการเติบโต 8.1% ในเดือนเมษายน และต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเติบโต 5.0%

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดมาจากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งทรุดตัวลง 34.5% ในเดือนพฤษภาคม เป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ช่วงการระบาดของโควิด-19 ในขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐก็ลดลง 18.1% เทียบกับการลดลง 13.8% ในเดือนเมษายน สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สถานการณ์ทรุดหนักกว่าที่คาดการณ์ โดยปรับลดลง 3.3% ในเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับปีก่อน ลึกกว่าการลดลง 2.7% ในเดือนเมษายน และเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 22 เดือน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าก็ลดลง 0.4% สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนชี้แจงว่าการลดลงของ PPI เกิดจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลด ส่งผลให้ราคาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมภายในประเทศลดลงตาม

สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักของอัตราเงินเฟ้อ ยังคงติดลบที่ 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนพฤษภาคม แม้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ที่ไม่รวมราคาอาหารและเชื้อเพลิงจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.6% จาก 0.5% ในเดือนก่อน แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่าการปรับตัวดีขึ้นนี้ "เปราะบาง" และคาดว่าจีนจะยังคงเผชิญกับแรงกดดันเงินเฟ้อติดลบทั้งในปีนี้และปีหน้า

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญจากการที่รัฐบาลจีนเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแร่ธาตุหายาก ซึ่งส่งออกลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในเดือนพฤษภาคม รวมถึงการส่งออกเครื่องจักรไฟฟ้าที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด การตรวจสอบของศุลกากรที่เข้มงวดขึ้นก็ส่งผลต่อการชะลอตัวของการส่งออกในเดือนนี้

สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศก็ไม่ดีไปกว่ากัน โดยการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญอย่างน้ำมันดิบ ถ่านหิน และแร่เหล็กลดลงในเดือนพฤษภาคม สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของยอดขายปลีกชะลอลงเนื่องจากความไม่มั่นคงในการจ้างงานและราคาบ้านใหม่ที่ซบเซา แม้แต่กาแฟสตาร์บัคส์ก็ประกาศลดราคาเครื่องดื่มเย็นเฉลี่ย 5 หยวนในจีนเพื่อกระตุ้นยอดขาย

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการในเดือนพฤษภาคม ได้แก่ การลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงและโครงการเงินกู้ต้นทุนต่ำ 500,000 ล้านหยวนเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและการบริโภคในภาคบริการ มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกในการฟื้นตัวจากผลกระทบของการระบาดและการตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ

แม้ว่าปักกิ่งและวอชิงตันจะตกลงระงับภาษีส่วนใหญ่เป็นเวลา 90 วัน และตัวแทนการค้าของทั้งสองประเทศกำลังเจรจากันในลอนดอนหลังการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำระดับสูงในวันพฤหัสบดี แต่ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมแร่ธาตุหายากของจีนและปัญหาไต้หวัน

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการชะลอตัวของการเติบโตการส่งออกอาจกลับตัวบางส่วนในเดือนนี้ เนื่องจากสะท้อนถึงการลดลงของคำสั่งซื้อจากสหรัฐก่อนการหยุดยิงทางการค้า แต่เตือนว่าการส่งออกจะได้รับผลกระทบอีกครั้งในช่วงสิ้นปีเนื่องจากระดับภาษีที่ยังคงสูง

ภาพรวมข้อมูลเศรษฐกิจเหล่านี้เผยให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่จีนกำลังเผชิญ ทั้งจากแรงกดดันภายนอกจากสงครามการค้าและแรงกดดันภายในจากอุปสงค์ที่อ่อนแอและแรงกดดันเงินเฟ้อติดลบ ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนแสดงปฏิกิริยาอย่างอ่อนๆ ต่อข้อมูลนี้ โดยดัชนี CSI300 และดัชนี Shanghai Composite เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.2% การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังต้องการเวลาและนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้เพื่อให้บรรลุความสมดุลและความยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...