แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ: AIT ชี้โอกาสเกิดต่ำแค่ 10% เผยแนวทางปั้นอาคารรอดทุกแรงสั่น! ในงาน "Property Hack 2025
หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพฯ ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาคารกลับมาเป็นวาระสำคัญ! งานเสวนา "Property Hack 2025: อสังหาฯ ยุคแผ่นดินไหว มองลึก ปรับไว รับมือได้ทุกแรงสั่นสะเทือน" จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นที่ควรรู้ ทั้งต้นตอของแผ่นดินไหวในไทย โอกาสเกิดซ้ำ ผลกระทบที่แท้จริงต่ออาคารสูง และที่สำคัญที่สุดคือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของอาคารสามารถรับมือได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสในอนาคต
สำหรับงาน "Property Hack 2025: อสังหาฯ ยุคแผ่นดินไหว มองลึก ปรับไว รับมือได้ทุกแรงสั่นสะเทือน" เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ความเข้าใจอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสมาชิกผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับภาวการณ์ในปัจจุบัน
ภายในงานมีหัวข้อบรรยาย “กรุงเทพฯ บนรอยเลื่อน: แนวทางสร้างอาคารปลอดภัย พลิกโอกาสอสังหาฯ” เป็นหนึ่งในช่วงที่ทุกคนให้ความสนใจ เพราะต่างกังวลว่ากรุงเทพฯ จะต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไหม? และอาคารต้องรับมืออย่างไร? โดยได้รับเกียรติ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับผลกระทบของแผ่นดินไหวต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ พร้อมชี้แนวทางการเตรียมพร้อมรับมือในอนาคต
แผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพ มีโอกาสเกิดแค่ 10%
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย เริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมที่มาของการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ว่า ประเทศไทยและพื้นที่ใกล้เคียงมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยเฉพาะบริเวณพม่า ทะเลอันดามัน และภาคเหนือของไทย แต่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวอยู่ใต้ดินโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกจากรอยเลื่อนในระยะไกล เพราะไทยตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนสะกาย ที่ผ่ามาจากกลางประเทศพม่า ซึ่งจัดเป็น 1 ใน 3 รอยเลื่อนที่อันตรายที่สุดในโลก และสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ได้
เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดจากการไถลตัวของรอยเลื่อนสะกายช่วงมัณฑะเลย์ถึงเนปิดอว์ ระยะทาง 300-400 กิโลเมตร ได้สร้างความเสียหายรุนแรงในพม่า แต่ที่น่าสังเกตคือ ผลกระทบที่รุนแรงต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ ทั้งที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร และพื้นที่ระหว่างทางไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบรุนแรง อันเนื่องมาจากสภาพดินอ่อนขนาดใหญ่ ที่มีความลึกถึง 800 เมตร และมีลักษณะคล้าย "กระทะ" โดยก้นกระทะอยู่ใต้กรุงเทพฯ
จากงานวิจัยกว่า 20 ปีของ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง พบว่าแอ่งดินอ่อนนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการขยายคลื่นแผ่นดินไหวชนิดคลื่นคาบยาว (Low Frequency/Long Period Waves) ได้ดีกว่าปกติถึง 3-4 เท่า เมื่อคลื่นคาบยาวเหล่านี้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จะเกิดปรากฏการณ์กำทอน (Resonance Effect) กับอาคารสูงที่มีคาบการแกว่งตัวใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดการโยกตัวอย่างรุนแรงและช้าๆ เป็นเวลานาน (คิดเป็นนาที) อาคารสูง 50 ชั้น คาบประมาณ 5 วินาที หรืออาคาร 20-40 ชั้น (คาบประมาณ 2-4 วินาที) ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น น้ำในสระว่ายน้ำบนอาคารสูงกระฉอก หรือแม้แต่กรณีอาคาร สตง. ที่ถล่มลงมา
อย่างไรก็ตามการเกิดแผ่นดินไหวในลักษณะที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ถือว่ามีโอกาสเกิดน้อย เรียกว่าไม่เกิน 10% ในช่วงชีวิตคนหนึ่ง แต่ในทางวิศวกรรมต้องเตรียมพร้อมเสมอ
กฎหมายอาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับมือแผ่นดินไหว
จากการรับรู้ความเสี่ยงนี้ ที่ผ่านมาไทยมีการออกกฎหมายควบคุมอาคารตั้งแต่ปี 2550 โดยกำหนดให้กรุงเทพฯ และอีก 4 จังหวัดโดยรอบ ซึ่งอยู่ในรัศมีแอ่งดินอ่อนนี้ เป็นพื้นที่ควบคุม และได้ขยายขอบเขตจังหวัดเพิ่มเติมในภายหลัง รวมถึงมีมาตรฐานสำหรับวิศวกร โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง (เวอร์ชั่นล่าสุดปี 2561) โดยมีการแบ่งพื้นที่แอ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 10 โซน แต่ละโซนมีเส้นกราฟแสดงความรุนแรงของการสั่นไหวตามคาบการสั่นไหวของอาคาร เพื่อให้วิศวกรใช้ในการออกแบบ
ผลกระทบแท้จริงไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด
สถิติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ พบว่าอาคารหลายร้อยหลังในกรุงเทพฯ มีความเสียหายในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น ผนัง ฝ้าเพดาน กระจก ลิฟต์ หรือระบบงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าอาคารในไทยยังคงรองรับการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แต่ผลกระทบในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างที่เกิดขึ้น ก็ทำให้หลายอาคารไม่สามารถใช้งานและอยู่อาศัย และมีเพียง 10 กว่าหลังที่มีผลต่อโครงสร้าง และ 1 หลังที่ถล่ม ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นหากออกแบบตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ชี้ประเด็นสำคัญ คือ อัตราการสลายพลังงานของอาคาร (Damping Ratio) ซึ่งเคยเชื่อว่าอาคารสูงมีค่าประมาณ 5% แต่จากข้อมูลทั่วโลกและจากการวัดผลในกรุงเทพฯ พบว่าอาคารสูงอาจมีค่า Damping Ratio ต่ำกว่า 2.5% หรือใกล้เคียง 1% มากกว่า หมายความว่า อาคารจะโยกตัวรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หาก Damping Ratio ต่ำ
แนวทางรับมือของอาคารในอนาคตที่ทำได้จริง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ยังได้แนะแนวทางให้กับอาคารในการรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหว เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยสามารถสรุปออกมาเป็นข้อๆ ได้ ดังนี้
1. เสริมความเหนียวของ Shear Wall/Core Wall: การออกแบบให้ผนังแกนรับแรงเฉือน ให้มีความเหนียวเพื่อให้รับการโยกตัวได้มากถึง 2% จะช่วยให้โครงสร้างอาคารปลอดภัยและไม่พังทลาย แม้ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาจเสียหาย
2. เพิ่ม Damping ด้วยเทคโนโลยี: หากต้องการให้อาคารปลอดภัยและสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ลดความเสียหายของส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง ควรพิจารณาติดตั้งระบบเพิ่มการสลายพลังงาน เช่น Oil Damper หรือ Metallic Damper ซึ่งเทคโนโลยีนี้อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับอาคาร Super Tall ที่มีความเสี่ยงสูง
3. ระบบ Health Monitoring System: การติดตั้งอุปกรณ์วัดในอาคารเพื่อประเมินผลกระทบแผ่นดินไหวได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยให้สามารถประเมินความเสียหาย และตัดสินใจเปิดใช้งานอาคารได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุการณ์ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบที่ยาวนาน
โดยศ.ดร.เป็นหนึ่ง ย้ำทิ้งท้ายว่าแม้โอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในกรุงเทพจะต่ำ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะสร้างความเสียหายมหาศาล การเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืนของเมืองในอนาคต