โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ: AIT ชี้โอกาสเกิดต่ำแค่ 10% เผยแนวทางปั้นอาคารรอดทุกแรงสั่น! ในงาน "Property Hack 2025

TERRABKK

เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 08.54 น. • TERRABKK
แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ: AIT ชี้โอกาสเกิดต่ำแค่ 10% เผยแนวทางปั้นอาคารรอดทุกแรงสั่น! ในงาน “Property Hack 2025

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพฯ ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาคารกลับมาเป็นวาระสำคัญ! งานเสวนา "Property Hack 2025: อสังหาฯ ยุคแผ่นดินไหว มองลึก ปรับไว รับมือได้ทุกแรงสั่นสะเทือน" จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นที่ควรรู้ ทั้งต้นตอของแผ่นดินไหวในไทย โอกาสเกิดซ้ำ ผลกระทบที่แท้จริงต่ออาคารสูง และที่สำคัญที่สุดคือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของอาคารสามารถรับมือได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสในอนาคต

สำหรับงาน "Property Hack 2025: อสังหาฯ ยุคแผ่นดินไหว มองลึก ปรับไว รับมือได้ทุกแรงสั่นสะเทือน" เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ความเข้าใจอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสมาชิกผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับภาวการณ์ในปัจจุบัน

ภายในงานมีหัวข้อบรรยาย “กรุงเทพฯ บนรอยเลื่อน: แนวทางสร้างอาคารปลอดภัย พลิกโอกาสอสังหาฯ” เป็นหนึ่งในช่วงที่ทุกคนให้ความสนใจ เพราะต่างกังวลว่ากรุงเทพฯ จะต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไหม? และอาคารต้องรับมืออย่างไร? โดยได้รับเกียรติ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับผลกระทบของแผ่นดินไหวต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ พร้อมชี้แนวทางการเตรียมพร้อมรับมือในอนาคต

แผ่นดินไหวใจกลางกรุงเทพ มีโอกาสเกิดแค่ 10%

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย เริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมที่มาของการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ว่า ประเทศไทยและพื้นที่ใกล้เคียงมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยเฉพาะบริเวณพม่า ทะเลอันดามัน และภาคเหนือของไทย แต่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวอยู่ใต้ดินโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกจากรอยเลื่อนในระยะไกล เพราะไทยตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนสะกาย ที่ผ่ามาจากกลางประเทศพม่า ซึ่งจัดเป็น 1 ใน 3 รอยเลื่อนที่อันตรายที่สุดในโลก และสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ได้

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดจากการไถลตัวของรอยเลื่อนสะกายช่วงมัณฑะเลย์ถึงเนปิดอว์ ระยะทาง 300-400 กิโลเมตร ได้สร้างความเสียหายรุนแรงในพม่า แต่ที่น่าสังเกตคือ ผลกระทบที่รุนแรงต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ ทั้งที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร และพื้นที่ระหว่างทางไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบรุนแรง อันเนื่องมาจากสภาพดินอ่อนขนาดใหญ่ ที่มีความลึกถึง 800 เมตร และมีลักษณะคล้าย "กระทะ" โดยก้นกระทะอยู่ใต้กรุงเทพฯ

จากงานวิจัยกว่า 20 ปีของ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง พบว่าแอ่งดินอ่อนนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการขยายคลื่นแผ่นดินไหวชนิดคลื่นคาบยาว (Low Frequency/Long Period Waves) ได้ดีกว่าปกติถึง 3-4 เท่า เมื่อคลื่นคาบยาวเหล่านี้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จะเกิดปรากฏการณ์กำทอน (Resonance Effect) กับอาคารสูงที่มีคาบการแกว่งตัวใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดการโยกตัวอย่างรุนแรงและช้าๆ เป็นเวลานาน (คิดเป็นนาที) อาคารสูง 50 ชั้น คาบประมาณ 5 วินาที หรืออาคาร 20-40 ชั้น (คาบประมาณ 2-4 วินาที) ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น น้ำในสระว่ายน้ำบนอาคารสูงกระฉอก หรือแม้แต่กรณีอาคาร สตง. ที่ถล่มลงมา

อย่างไรก็ตามการเกิดแผ่นดินไหวในลักษณะที่เกิดขึ้นเมื่อ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ถือว่ามีโอกาสเกิดน้อย เรียกว่าไม่เกิน 10% ในช่วงชีวิตคนหนึ่ง แต่ในทางวิศวกรรมต้องเตรียมพร้อมเสมอ

กฎหมายอาคารที่เกี่ยวข้องกับการรับมือแผ่นดินไหว

จากการรับรู้ความเสี่ยงนี้ ที่ผ่านมาไทยมีการออกกฎหมายควบคุมอาคารตั้งแต่ปี 2550 โดยกำหนดให้กรุงเทพฯ และอีก 4 จังหวัดโดยรอบ ซึ่งอยู่ในรัศมีแอ่งดินอ่อนนี้ เป็นพื้นที่ควบคุม และได้ขยายขอบเขตจังหวัดเพิ่มเติมในภายหลัง รวมถึงมีมาตรฐานสำหรับวิศวกร โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง (เวอร์ชั่นล่าสุดปี 2561) โดยมีการแบ่งพื้นที่แอ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 10 โซน แต่ละโซนมีเส้นกราฟแสดงความรุนแรงของการสั่นไหวตามคาบการสั่นไหวของอาคาร เพื่อให้วิศวกรใช้ในการออกแบบ

ผลกระทบแท้จริงไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด

สถิติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ พบว่าอาคารหลายร้อยหลังในกรุงเทพฯ มีความเสียหายในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น ผนัง ฝ้าเพดาน กระจก ลิฟต์ หรือระบบงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าอาคารในไทยยังคงรองรับการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว แต่ผลกระทบในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างที่เกิดขึ้น ก็ทำให้หลายอาคารไม่สามารถใช้งานและอยู่อาศัย และมีเพียง 10 กว่าหลังที่มีผลต่อโครงสร้าง และ 1 หลังที่ถล่ม ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นหากออกแบบตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ชี้ประเด็นสำคัญ คือ อัตราการสลายพลังงานของอาคาร (Damping Ratio) ซึ่งเคยเชื่อว่าอาคารสูงมีค่าประมาณ 5% แต่จากข้อมูลทั่วโลกและจากการวัดผลในกรุงเทพฯ พบว่าอาคารสูงอาจมีค่า Damping Ratio ต่ำกว่า 2.5% หรือใกล้เคียง 1% มากกว่า หมายความว่า อาคารจะโยกตัวรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หาก Damping Ratio ต่ำ

แนวทางรับมือของอาคารในอนาคตที่ทำได้จริง

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ยังได้แนะแนวทางให้กับอาคารในการรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหว เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยสามารถสรุปออกมาเป็นข้อๆ ได้ ดังนี้

1. เสริมความเหนียวของ Shear Wall/Core Wall: การออกแบบให้ผนังแกนรับแรงเฉือน ให้มีความเหนียวเพื่อให้รับการโยกตัวได้มากถึง 2% จะช่วยให้โครงสร้างอาคารปลอดภัยและไม่พังทลาย แม้ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาจเสียหาย

2. เพิ่ม Damping ด้วยเทคโนโลยี: หากต้องการให้อาคารปลอดภัยและสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง ลดความเสียหายของส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง ควรพิจารณาติดตั้งระบบเพิ่มการสลายพลังงาน เช่น Oil Damper หรือ Metallic Damper ซึ่งเทคโนโลยีนี้อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับอาคาร Super Tall ที่มีความเสี่ยงสูง

3. ระบบ Health Monitoring System: การติดตั้งอุปกรณ์วัดในอาคารเพื่อประเมินผลกระทบแผ่นดินไหวได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยให้สามารถประเมินความเสียหาย และตัดสินใจเปิดใช้งานอาคารได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุการณ์ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบที่ยาวนาน

โดยศ.ดร.เป็นหนึ่ง ย้ำทิ้งท้ายว่าแม้โอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในกรุงเทพจะต่ำ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะสร้างความเสียหายมหาศาล การเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืนของเมืองในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...