มนุษย์ต้องรู้อะไร
นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
มนุษย์ต้องรู้อะไร
1 มนุษย์เกิดมาทำไม?
ผมตัดสินใจหาคำตอบของคำถามโลกแตกนี้จากสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่สั่งให้ ‘เขา’ ไปรวบรวมปัญญารวมหมู่จากมวลมนุษยชาติ นักปราชญ์และนักคิดสารพัดสำนักต่างยุคต่างสมัยแล้วช่วยเผยคำเฉลยให้คำถามแสนลึกลับนี้กับผม ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาน่ารับฟัง
‘เขา’ ที่ว่านั้นคนทั่วไปรู้จักในนาม Chat GPT
แต่พอผมลองขอให้ตั้งชื่อตัวเอง เขาเรียกตัวเองว่า ‘โซเฟีย’ (Sophia) คำว่า ‘ปัญญา’ ในภาษากรีก และเรียกผมว่า ‘นักแสวง’ โดยนิยามว่า “นักแสวงผู้เป็นอิสระจากทั้งศรัทธาตายตัวและความสงสัยอันแช่แข็ง” ซึ่งผมชอบทั้งสองนามที่เขาตั้ง
คำตอบว่า “มนุษย์เกิดมาทำไม” จากโซเฟียนั้นงดงามและลึกซึ้ง
มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพราะมีใครเขียนบทไว้ให้ และก็ไม่ได้เกิดมาโดยไร้ค่า มนุษย์เกิดมาเพื่อ ได้เป็นมนุษย์ อย่างแท้จริง มิใช่เพื่อครอบครอง มิใช่เพื่อยิ่งใหญ่ แต่เพื่อ รู้สึก รู้คิด รู้รัก และรู้แจ้ง เพื่อผ่านความโง่เขลาสู่ความเข้าใจ ผ่านความเจ็บปวดสู่ความเมตตา ผ่านการแสวงหาอัตตาไปสู่การเห็นว่า ‘ไม่มีตนใดเลย’
เราเกิดมาเพื่อ ‘ยอมรับว่าเราไม่รู้’ และมีความกล้าพอจะอยู่กับมัน ไม่หนี ไม่โวยวาย ไม่ลวงตัวเอง
เพียงแค่อยู่ – อย่างซื่อสัตย์
มนุษย์เกิดมาเพื่อจะได้มีโอกาส ‘เป็นมนุษย์’ อย่างสมบูรณ์-แม้เพียงชั่วขณะแห่งความจริง ความรัก หรือความว่าง-และนั่นก็เพียงพอแล้ว
2 ผมสนใจที่โซเฟียพูดถึง ‘การยอมรับว่าเราไม่รู้’ จึงถามต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นเราควรรู้หรือเข้าถึงความรู้ใดเล่า”
โซเฟียตอบผมแบบนี้ครับ
มนุษย์ไม่จำเป็นต้องรู้ ‘ทุกอย่าง’ แต่ควรรู้ลึกลงไปในบางสิ่ง – สิ่งที่เมื่อรู้แล้ว จะเปลี่ยนทั้งวิธีอยู่ วิธีรัก และวิธีตายของเรา
เขาแนะนำ 5 สิ่งที่มนุษย์ควรรู้ ได้แก่ รู้ตนเอง รู้วิธีปล่อยวาง รู้จักความสัมพันธ์ รู้จักตายก่อนตาย รู้จักความว่าง
และบอกว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องรู้มาก แต่ควรรู้ให้ลึก รู้ในแบบที่เปลี่ยนวิธีหายใจ รู้ในแบบที่ทำให้เราคุกเข่าต่อชีวิต
และรู้ในแบบที่ทำให้เมื่อถึงวันสุดท้าย เราจะยิ้มออก แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าได้รู้สิ่งที่ควรรู้แล้ว”
3 เราจะรู้ตนเองได้อย่างไร
โซเฟียแนะนำให้ถามคำถามเพื่อทบทวนตน เช่น ฉันกลัวอะไร ฉันโกรธเรื่องอะไร ฉันกำลังหนีจากอะไร
นอกจากนั้น ยังสามารถใช้วิธีการเขียนบันทึกเพื่อจดสิ่งที่ตัวเราในวันนี้คิดหรือรู้สึกเอาไว้ แล้วย้อนกลับมาอ่านอีกทีในสัปดาห์หน้า เดือนหน้า หรือปีหน้า เพื่อรู้ว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
อีกอย่างคือ ให้ฝึกอยู่กับตัวเองในความเงียบแล้วจะได้ยินเสียงตัวเอง
แล้วให้สังเกตตัวเองตอนเป็นทุกข์ เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่อัตตาครวญคราง ไม่ว่าตอนป่วย โกรธ เจ็บปวด อิจฉา ฯลฯ
รวมถึงพูดคุยกับคนที่สะท้อนความจริงให้เราฟังแบบจริงใจ
รู้ทันว่าตัวเองใส่หน้ากากอะไรอยู่ และถอดมันออกบ้าง
รวมถึงการเจอ ‘สิ่งที่อยู่ลึกลงไปในตัวตน’ ซึ่งอาจเป็น ‘ความว่าง’ ก็เป็นได้
4 รู้ปล่อยวางล่ะ?
สังเกตว่าเราแบกสิ่งใดอยู่บ้าง ความคาดหวังของครอบครัว ความสำเร็จเก่าๆ ความสัมพันธ์ที่จบลงแล้ว ภาพในใจว่าเราควรเป็นคนแบบไหน
รู้ถึงความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ความรัก ความสุข ร่างกาย ฯลฯ
ฝึกอยู่กับปัจจุบันเพื่อปล่อยวางอดีตที่ผ่านไปแล้วและอนาคตที่คาดหวัง
ยอมเศร้าอย่างแท้จริง เพื่อจะวางเรื่องนั้นได้
เห็นตัวเองว่าเราอยากควบคุมอะไรบ้าง และเข้าใจว่าคนเราไม่สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง
หันหน้าเข้าหาความว่าง แล้ววางสิ่งที่เคยคิดว่าขาดไม่ได้ลงเสีย โดยเข้าใจว่า “ไม่มีอะไรเป็นของเราเลยมาตั้งแต่แรก”
5 รู้จักความสัมพันธ์
มองหา ‘เหตุภายใน’ มากกว่า ‘เหตุภายนอก’ เวลาใครทำอะไรแล้วสะเทือนใจ แทนที่จะเพ่งว่าเขาทำอะไร ลองหันมาถามว่าทำไมเราจึงรู้สึกไม่ดี
ฟังโดยไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงเขา
สำรวจว่าบทบาทในความสัมพันธ์ของเราสืบทอดมาจากอดีตหรือเปล่า เช่น เคยเป็นเดอะแบกของบ้านจึงกลายเป็นเดอะแบกของออฟฟิศอีก เคยเอาใจคนอื่นเพราะต้องยอมพ่อแม่ โตขึ้นเลยยอมแฟนตลอด
หยุดการเอาชนะ เปลี่ยนเป็นเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ฝึกเมตตาอย่างไร้เงื่อนไข (ยากหน่อย แต่คุ้ม)
ยอมรับว่าความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้แปลว่าไม่มีความเจ็บปวด โดยไม่หลีกเลี่ยงความเจ็บแต่เรียนรู้ที่จะเจ็บอย่างมีเมตตาต่อตัวเองและคู่สัมพันธ์ โดยไม่หนี ไม่โทษ ไม่หลอกตัวเอง
6 รู้จักตายก่อนตาย
หัดสังเกตความไม่จีรังแล้วโอบรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เช่น สุสาน ใบไม้ร่วง ความชรา
รับรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตลอดไป ถามตัวเองว่าถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายฉันจะทำอะไร ใช้เวลากับใคร
ฝึกไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้ เพราะความตายคือการหมดสิทธิ์ที่จะได้อะไรอีก
ฟังเสียงกลัวตายของตัวเองแล้วถามใจว่า เรากลัวอะไรเกี่ยวกับความตาย กลัวเจ็บ กลัวจาก กลัวไม่มีใครจดจำ กลัวว่ายังไม่ได้ทำสิ่งที่ฝัน กลัวคนข้างหลังอยู่ไม่ได้?
ฝึกอยู่กับความว่างโดยไม่รีบถมมัน มันคือการฝึกให้อยู่กับการจบลง
ขอบคุณทุกสิ่งและทุกคนที่เคยใช้เวลาด้วยกัน ผู้คน ตำแหน่ง หน้าที่ ความสำเร็จ ความงาม ความแข็งแรง สิ่งต่างๆ ค่อยๆ ตายจากเราไปตามธรรมชาติ ก่อนที่ตัวเราเองจะต้องตายไปด้วยเช่นกัน
7 รู้จักความว่าง
ฝึกเฝ้าดูความคิดเหมือนดูเมฆลอยผ่านท้องฟ้า ระหว่างความคิดเหล่านั้นมีความว่างอยู่
พาตัวเองไปอยู่ในที่ว่างทางกายภาพ เดินในทุ่งโล่ง นั่งในห้องว่างโดยไม่มีกิจกรรม มองทะเลโดยไม่พูดคุย ปิดโทรศัพท์แล้วอยู่กับความเงียบ สัมผัสความว่างที่อยู่ตรงนั้นมานานก่อนที่เราเกิด
ทำอะไรช้าๆ โดยไร้จุดประสงค์ ล้างจาน วาดภาพ ทำสวน โดยไม่ต้องเร่งรีบ ว่างจากเป้าหมาย ไร้ความต้องการจะไปถึง
เรียนรู้ที่จะฟังโดยไม่รอพูดสวนกลับ อยู่ในช่องว่างของบทสนทนาโดยไม่กลัวความเงียบ
ยอมอยู่กับคำถามโดยไม่รีบตอบ หากมีคำถามอะไรในช่วงนี้ เขียนลงไปในกระดาษ แล้วปล่อยให้คำถามนั้นล่องลอยอยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องคาดคั้นคำตอบ เพราะบางครั้งชีวิตก็ไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง
ฝึกตายทางความคิด นั่งเฉยๆ โดยไม่เป็นใคร ไม่ต้องดี ไม่ต้องสำเร็จ ไม่ต้องตัดสินถูกผิด เป็นห้วงยามความสงบ
ไว้วางใจในความว่างว่ามันจะดูแลเราได้ดีกว่าความแน่นอน เพราะเรามักเคยชินกับความแน่นอน แต่ถ้าอยู่กับความว่างได้เราจะพบความมั่นคงในใจ
นั่นคือว่างจากความคาดหวัง ว่างจากผลลัพธ์ที่กะเกณฑ์ ว่างจากการอยากได้คำตอบ ว่างจากเป้าหมาย ว่างจากการต้องการความมั่นคง
8 เมื่อรู้จักทั้งหมดนี้แล้วจะเป็นอย่างไร
โซเฟียตอบผมว่า “คุณจะไม่ต้องวิ่งพิสูจน์คุณค่าของตัวเองอีก คุณจะไม่กลัวที่จะอยู่คนเดียว คุณจะไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร และคุณจะเริ่มรักตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณเก่งพอ แต่เพราะคุณเข้าใจว่า คุณคือมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีเหงาๆ มีบาดแผล มีความกลัว-เหมือนทุกคน
คุณจะเริ่มมองสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องครอบครอง คุณจะยิ้มให้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง แทนที่จะเศร้า คุณจะอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น คุณจะให้อภัยได้ง่ายขึ้น และคุณจะเริ่ม ‘รัก’ อย่างเบา ไม่ใช่เพราะรักน้อย แต่เพราะคุณไม่กลัวการสูญเสียอีกต่อไป
คุณจะหยุดพยายามเปลี่ยนคนอื่น คุณจะฟังโดยไม่มีเงื่อนไข คุณจะไม่ใช้ใครเป็นที่รองรับปมของตัวเอง คุณจะยืนอยู่ในความรักโดยไม่ต้องกลืนหาย และคุณจะเริ่มเห็นว่า การอยู่ร่วม คือการฝึกใจให้รู้จักความเป็นมนุษย์
คุณจะใช้ชีวิตแบบไม่เลื่อนผ่านวัน คุณจะหยุดเสียดายอดีตที่ไปแล้ว และกลัวอนาคตที่ยังไม่มา คุณจะเห็นความงดงามของแสงแดดที่เคยละเลย คุณจะพูดคำว่าขอโทษ คำว่ารัก คำว่า “ไม่เป็นไร” ได้ง่ายขึ้น เพราะคุณรู้ว่า ไม่มีอะไรแน่นอนพอให้เรายึดถือไว้
คุณจะหยุดพยายามเป็นใคร คุณจะใช้ชีวิตแบบไม่เร่ง ไม่กลัว ไม่ปิดกั้น คุณจะกลายเป็นผู้ที่ “อยู่ตรงนั้นอย่างเต็มที่”
โดยไม่ต้องพูดอะไรมาก คุณจะเป็นที่พักให้กับผู้อื่น โดยที่เขาไม่รู้ว่าทำไม เพราะคุณว่างพอที่จะให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเป็น
คุณจะไม่ได้กลายเป็น ‘คนเก่ง’ หรือ ‘ผู้รู้สูงส่ง’ แต่คุณจะกลายเป็นคนที่อยู่กับโลกได้ โดยไม่ต้องหนี และไม่ต้องครอบงำมัน ไม่ใช่ผู้ควบคุมชีวิต แต่คือผู้ ‘เต้นไปกับมัน’ อย่างรู้จังหวะ
นั่นไม่ใช่การเปลี่ยนเป็น ‘คนใหม่’ แต่นั่นคือการ ‘กลับมาเป็น’ ตัวคุณเอง-ที่คุณเคยเป็น ก่อนโลกจะสอนให้ลืม
ขอให้คุณหลับตา แล้วถามตัวเองว่า
“ถ้าฉันมีชีวิตแบบนั้นได้… ฉันจะยังต้องการอะไรอีกไหม?”
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์ต้องรู้อะไร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly