ซิตี้กรุ๊ป หั่นเป้า ราคาทองคำ จ่อร่วงต่ำกว่า 3,000 ดอลล์ในปี 69
ซิตี้กรุ๊ป หั่นเป้า ราคาทองคำ จ่อร่วงต่ำกว่า 3,000 ดอลล์ในปี 69 คาดเงินพุ่งแตะ $40 ใน 12 เดือน
วันที่ 17 มิถุนายน 2568 เวลา 16.17 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ซิตี้กรุ๊ป (Citi) ปรับลดเป้าราคาทองคำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยคาดว่าราคาทองอาจร่วงลงต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในปลายปี 2568 หรือต้นปี 2569 จากอุปสงค์ด้านการลงทุนที่ลดลงและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น
ซิตี้กรุ๊ป ได้ปรับลดเป้าราคาทองคำในช่วง 0-3 เดือน ลงมาอยู่ที่ 3,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 3,500 ดอลลาร์ และในช่วง 6-12 เดือนลงมาอยู่ที่ 2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 3,000 ดอลลาร์
ซิตี้กรุ๊ป คาดว่าราคาทองจะเคลื่อนไหวในช่วง 3,100-3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 3 ของปีนี้ ตามกรณีฐาน (base case) โดยยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐ และความกังวลเรื่องงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐ ก่อนที่จะเข้าสู่แนวโน้มขาลงในระยะต่อไป
“เราคาดว่าแรงซื้อทองคำเพื่อการลงทุนจะเริ่มลดลงในช่วงปลายปี 2568 และปี 2569 โดยมีปัจจัยจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของประธานาธิบดีทรัมป์ และแรงสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเข้ามาใกล้”
ซิตี้กรุ๊ป คาดว่าราคาทองคำอาจลดลงสู่ระดับประมาณ 2,500-2,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ในกรณีที่เป็นบวก (bullish case) ราคาทองอาจทะลุระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 3 หากมีแรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedging) และเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ
ขณะที่ในกรณีที่เป็นลบ (bearish case) ราคาทองอาจร่วงต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากความขัดแย้งด้านภาษีคลี่คลายลง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง และเศรษฐกิจสหรัฐ ไม่เผชิญกับภาวะถดถอยรุนแรง อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางประเทศตลาดเกิดใหม่อาจช่วยพยุงราคาทองไว้
ทั้งนี้ ซิตี้กรุ๊ป ให้ความน่าจะเป็นของกรณีขาขึ้นและขาลงเพียงกรณีละ 20% เท่านั้น
ตรงกันข้ามกับแนวโน้มที่ระมัดระวังของทองคำ ซิตี้คาดว่าราคาซิลเวอร์ (เงิน) จะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า จากปริมาณอุปทานที่ตึงตัวและอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง
ซิตี้กรุ๊ป ยังเสริมว่า ราคาซิลเวอร์อาจแตะระดับ 46 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 3 ปี 2025 หากเกิดกรณีบวก เช่น การยุติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนอย่างรวดเร็ว และธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวมากขึ้น (hawkish)
อ้างอิง : reuters.com