โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วัคซีนตามวัย : ทำไมต้องเป๊ะ? ป้องกัน เพิ่มภูมิคุ้มกันที่ดี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 02.09 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 07.15 น.

การฉีดวัคซีน ถือเป็นการป้องกันโรค และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่ใช่เฉพาะวัยเด็กเท่านั้นที่ต้องฉีดวัคซีน วัยทำงาน ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ต่างต้องฉีดวัคซีน

ในชีวิตแต่ละช่วงของคนเรา อาจมีโอกาสสัมผัสโรคต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน อีกทั้งอายุที่มากขึ้นอาจทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงจนมีความเสี่ยงที่จะติดโรคต่างๆได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนในทุกช่วงวัย ตามอายุ จึงมีความจำเป็นเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันเดิมที่มีอยู่ให้สูงขึ้นให้เพียงพอต่อการป้องกันโรคและป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ

วัคซีนป้องกันโรคที่เป็นปัญหาสำคัญ วัคซีนสำหรับเด็กในปัจจุบันมี 2 ชนิด ชนิดแรกคือวัคซีนพื้นฐานที่เด็กไทยควรได้รับตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับป้องกันโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ชนิดที่สองคือวัคซีนเสริม หรือวัคซีนที่อยู่นอกเหนือแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ป้องกัน RSV : ทารกต่ำกว่า 8 เดือน ต้องฉีดวัคซีนก่อนหน้าฝน

ปลดล็อกกลไกจัดหา 'วัคซีน'ภาวะฉุกเฉิน แบบ'จองซื้อล่วงหน้า'

วัคซีนที่จำเป็นสำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัย

วัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็ก คืออะไร?

วัคซีนขั้นพื้นฐาน คือวัคซีนจำเป็นที่เด็กทุกคนควรจะได้รับตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2561 ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กไทยในแต่ละช่วงวัย ดังนี้

  • วัคซีนตับอักเสบบี (HBV) ควรฉีดตั้งแต่แรกเกิดและ 1 เดือน 6 เดือน ตามลำดับ
  • วัคซีนวัณโรค (BCG) จะฉีดเมื่อแรกคลอด ส่วนมากฉีดที่โรงพยาบาลก่อนกลับบ้านบริเวณที่ไหล่ซ้ายหรือสะโพก
  • วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DPT) ควรฉีดตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4 และ 6 เดือน และฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน, 4-6 ปี และ 11-12 ปี (ฉีดเฉพาะบาดทะยัก-คอตีบ)
  • วัคซีนโปลิโอ มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ ชนิดกิน และชนิดฉีดควรให้ตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4, 6 เดือน, 1 ปี 6 เดือน และ 2 ปี ครึ่งตามลำดับ
  • วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) / วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) ควรฉีดตามช่วงอายุคือ 1 ปี และ 2 ปี 6 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดในเด็กปีละครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 9 ปี สำหรับเด็กในปีแรกฉีด 2 เข็ม และห่างกัน 4 สัปดาห์
  • วัคซีนเอชพีวี (HPV) เป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก โดยสามารถป้องกันได้ร้อยละ 70-90 ชนิด 2 สายพันธุ์เฉพาะเด็กผู้หญิงเท่านั้น ชนิด 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์ จะเพิ่มป้องกันหูดอวัยวะเพศได้ด้วย ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ช่วงวัยที่เหมาะสมที่แนะนำคือ 9 ปีขึ้นไป

วัคซีนเสริมสำหรับเด็ก เพิ่มภูมิต้านทานโรค

การรับวัคซีนเสริม หรือ วัคซีนทางเลือก เพิ่มภูมิต้านทานโรคอื่นๆ ก็จำเป็นเช่นเดียวกัน จะช่วยเสริมให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น วัคซีนเสริมจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค ข้อดีของวัคซีนเสริมคือมีวัคซีนชนิดรวมฉีดเข็มเดียวแทนการแยกฉีดหลายเข็ม คุณผู้ปกครองจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อยๆ โดยวัคซีนเสริมที่แนะนำจะมีดังนี้

- วัคซีนโรต้า วัคซีนเสริมป้องกันโรคอุจาระร่วง เป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งทำให้เกิดอาการ มีไข้ ท้องเสีย อาเจียน และอาจมีอาการรุนแรงจนร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 2 ปี โดยไวรัสโรต้าเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียที่สำคัญของเด็กเล็กในประเทศไทย ปัจจุบันวัคซีโรต้าอยู่ในรูปแบบรับประทาน มี 2 ชนิดตามสายพันธุ์ที่ใช้ในการผลิตวัคซีน คือ Monovalent (Human) 2 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2 และ 4 เดือน และชนิด Pentavalent (Bovine- Human) 3 ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 2,4,6 เดือน แนะนำให้วัคซีนในเด็กอายุ 2, 4, และ 6 เดือน หรือ 2, 4 เดือน แล้วแต่ชนิดของวัคซีนที่เลือกใช้

- วัคซีนนิวโมคอคคัส (IPD) เป็นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส หรือ Pneumoniae ซึ่งก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ในเด็กเล็กโดยพบมาก นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรงได้ วัคซีนนิวโมคอคคัสที่ใช้กันในปัจจุบันสำหรับเด็กเล็กมี 2 ชนิด แตกต่างกันตามจำนวนสายพันธุ์ของเชื้อ โดยแนะนำให้ฉีดในเด็กที่อายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ถึง 5 ปี โดยฉีดทั้งหมด 1-4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มฉีด ชนิด PCV ฉีดช่วงอายุ 2 ,4 ,6 เดือน และฉีดกระตุ้นช่วง 12-15 เดือน หากเป็นชนิด PS23 ฉีดช่วงอายุ 2 ปีขึ้นไป

- วัคซีนฮิบ (Haemophilusinfluenzae type b) โรคฮิบ จะพบบ่อยมากในเด็กอายุ 2 เดือนถึง 5 ปี ทำให้เกิดโรคที่สำคัญหลายอย่าง เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคปอดอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคไซนัสและโรคหูชั้นกลางอักเสบ ควรฉีดวัคซีนฮิบตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4 และ 6 เดือน และฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน

- วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ควรฉีดในเด็กตามช่วงอายุทั้งหมด 2 เข็ม เข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป หากยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส แนะนำให้ฉีดครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี หากอายุเกิน 13 ปี ควรฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ เด็กที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้ว ยังมีโอกาสเป็นสุกใสแต่อาจเพียงเล็กน้อย

- วัคซีนตับอักเสบสายพันธุ์เอ ป้องกันการเกิดดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลืองจากเชื้อไวรัสตับอักเสบสายพันธุ์เอ ฉีดช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน และเข็มที่ 2 ห่างกัน 6- 12 เดือน

- วัคซีนไข้เลือดออก live-attenuated recombinant dengue2-dengue (Qdenga) สามารถป้องกันต่อเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ถึง 4 สายพันธุ์ ป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ 80.2% ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล 90.4% ฉีดได้ในผู้ที่มีอายุ 4 - 60 ปี เข้าใต้ผิวหนัง 2 เข็ม เว้นห่างกัน 3 เดือน ทั้งนี้ สามารถฉีดได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อนได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันก่อนการฉีดวัคซีน

- วัคซีนเสริมไข้หวัดใหญ่ เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ฉีดปีละ 1 ครั้ง เมื่อเริ่ม เข้าสู่หน้าฝน หรือเริ่มเข้าสู่หน้าหนาว เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ที่ได้รับวัคซีนเป็นครั้งแรก ให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1-2 เดือน วัคซีนป้องกันโรคได้ประมาณร้อยละ 60-70

- วัคซีนเสริมไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา ป้องกันการติดเชื้อโรคร้ายทางปากมดลูก ที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายทางปากมดลูกได้ร้อยละ 70-90 ชนิด 2 สายพันธุ์ใช้กับผู้หญิงเท่านั้นชนิด 4 สายพันธุ์จะเพิ่มป้องกันหูดอวัยวะเพศได้ด้วย ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แนะนำ ทั่วไปในเด็กอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป

แนะนำให้รับวัคซีนเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ลูกน้อยเพราะระบบภูมิต้านทานของทารกแรกเกิดยังไม่แข็งแรง ทำให้ติดโรคต่างๆและเจ็บป่วยได้ง่าย ทั้งนี้ "วัคซีน" สามารถช่วยสร้างภูมิต้านทานและปกป้องลูกจากการเจ็บป่วยต่างๆที่ร้ายแรงได้

การปฏิบัติตัวสำหรับการรับวัคซีน

  • ควรนำสมุดบันทึกวัคซีนมาด้วยทุกครั้ง
  • ไม่ควรรับวัคซีนขณะที่มีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ยกเว้นเป็นหวัด ท้องเสียโดยไม่มีไข้ สามารถรับวัคซีนได้
  • หลังรับวัคซีนควรอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อดูปฏิกิริยาแพ้ยาหรือส่วนประกอบของวัคซีน
  • หากเคยฉีดยาแล้วมีอาการแพ้ยา แพ้อาหาร เช่น มีอาการแพ้ไข่แบบรุนแรง กรุณาแจ้งกุมารแพทย์หรือพยาบาล

การสร้างเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ให้ลูกน้อยด้วยการฉีดวัคซีนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะวัคซีนจะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทาน และปกป้องลูกน้อยของคุณจากการเจ็บป่วยต่างๆ ได้ เด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด ผู้ปกครองสามารถทราบได้จากกุมารแพทย์ว่าลูกควรได้รับวัคซีนพื้นฐานหรือวัคซีนจำเป็นเมื่อใดชนิดใดบ้าง ปัจจุบันวัคซีนสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดมีเพิ่มมากขึ้น ป้องกันโรคได้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ มีสุขภาพที่แข็งแรงยิ่งๆ ขึ้นไป

วัยทำงาน ผู้ใหญ่ ควรฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรค

นพ. ณัฐพล โรจน์เจริญงาม แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า เนื่องด้วยภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เชื้อโรคหลายชนิดมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โรคติดเชื้อบางอย่างได้หายไปจากโลกนี้ ขณะที่มีการเกิดโรคติดเชื้อชนิดใหม่ๆขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ร่างกายของเราก็มีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด แต่ก็มีเชื้อโรคบางชนิดที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจไม่สามารถสร้างขึ้นได้อย่างเพียงพอ ในการป้องกันหรือต่อสู้กับโรคนั้นๆ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพที่รุนแรงหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคจึงเป็น สิ่งจำเป็นที่เราไม่ควรมองข้าม อย่าคิดว่า ร่างกายแข็งแรงดี หรือ เคยได้รับวัคซีนในวัยเด็กแล้ว ภูมิคุ้มกันโรคทุกอย่างจะอยู่ได้ยาวนานตลอดชีวิต

วัคซีนสำหรับผู้ใหญ่

ไม่ใช่เฉพาะเด็กเท่านั้น ที่วัคซีนมีความสำคัญ ในวัยรุ่น-วัยผู้สูงอายุก็จำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่เช่นกัน โดยวัคซีนที่จำเป็นต้องฉีดในช่วงอายุตั้งแต่ 19 – 64 ปี ได้แก่

1. วัคซีนป้องกันคอตีบและบาดทะยัก

ผู้ใหญ่ที่เกิดหลังปี 2520 อาจได้รับวัคซีนชนิดนี้แล้วตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากวัคซีนนี้จะเริ่มให้เป็นวัคซีนพื้นฐานสำหรับทารกทุกคนตั้งแต่ปี 2520 แต่อย่างไรก็ตามภูมิคุ้มกันของทั้ง 3 โรคนี้จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

โดยพบว่าวัยรุ่นและผู้ใหญ่อายุ 15 ขึ้นไปมีภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบลดลง และในอดีตมีการระบาดของโรคคอตีบเมื่อปี 2555 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในกลุ่มอายุ 15-44 ปี

สำหรับโรคบาดทะยัก กลุ่มผู้สูงอายุถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อบาดทะยักมากที่สุด เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เคยรับวัคซีนมาก่อน (เพราะกลุ่มผู้สูงอายุเกิดก่อนช่วงที่มีวัคซีน) หรือไม่ได้รับการฉีดกระตุ้นมาเป็นระยะเวลานานทำให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคบาดทะยักลดลง

สำหรับโรคไอกรนถึงแม้อาการของโรคไม่รุนแรงในผู้สูงอายุแต่หากมีการแพร่และมีการติดเชื้อในเด็กทารกอาจทำให้ทารกอาการหนักจนถึงเสียชีวิตได้ โดยรายงานพบว่าภูมิคุ้มกันของโรคไอกรนในประชากรไทยมีเพียง 50% เท่านั้นถึงแม้จะเคยฉีดวัคซีนมาก่อน ดังนั้นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุทุกคนควรฉีดวัคซีนกระตุ้น โดยแนะนำให้ฉีด บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน (Tdap) 1 เข็มจากนั้นฉีดกระตุ้นด้วย Tdap หรือ Td (บาดทะยัก คอตีบ) ทุก 10 ปี

2. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 เป็นต้นมา เด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนนี้ในช่วงแรกเกิด แต่ในผู้ที่เกิดก่อนปีพ.ศ. 2535 หากตรวจเลือดแล้วพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน ก็ควรที่จะได้รับการฉีดวัคซีนนี้ ร่างกายเราไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบีขึ้นมาเองได้ นอกจากผู้ที่เคยเป็นโรคนี้แบบเฉียบพลันมาก่อน และเมื่อหายจากโรค ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต

แต่ในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ตั้งแต่ยังเด็ก โอกาสที่เป็นโรคแล้วหายจะน้อย คือจะมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายไปตลอด เรียกว่าเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี เนื้อเยื่อตับมีโอกาสจะถูกเชื้อไวรัสทำลาย โดยเฉพาะตอนที่ร่างกายอ่อนแอ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ โดยปกติการให้วัคซีนนี้จะให้ทั้งหมด 3 เข็มในระยะเวลา 6 เดือน โดยทั่วไปแล้วไม่มีความจำเป็นต้องตรวจระดับภูมิคุ้มกันหลังรับวัคซีน และไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนซ้ำอีก

3. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

จริงๆ แล้วผู้มีสุขภาพแข็งแรงในวัยผู้ใหญ่ไม่ได้ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจากโรคไข้หวัดใหญ่โดยตรง เมื่อเป็นแล้วมักจะหายได้เอง โอกาสที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หรือเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ พบได้น้อย ความน่ากลัวของเชื้อในกลุ่มคนที่มีความแข็งแรงอาจไม่น่ากลัว แต่ถ้าเมื่อใดที่เชื้อไปติดในกลุ่มเด็กเล็กหรือกลุ่มคนที่มีโรคภูมิต้านทานน้อย มีโอกาสที่จะทำให้เสียชีวิตได้

แต่เดิมวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ถูกแนะนำให้ฉีดเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ภูมิต้านทานน้อยเท่านั้น แต่เมื่อเกิดการระบาดในวงกว้าง ประชากรทั่วไปที่ถึงแม้จะใช่กลุ่มเสี่ยง ถ้าได้รับการฉีดวัคซีนก็เท่ากับเป็นการช่วยกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นการจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อให้อยู่ในวงแคบลง และกลุ่มเสี่ยงก็จะสัมผัสเชื้อน้อยลง ลดโอกาสติดเชื้อรุนแรงและลดการสูญเสียได้มาก โดยปกติเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆทุกปี ข้อแนะนำสำหรับบุคคลทั่วไปคือ ควรรับวัคซีนนี้อย่างน้อยปีละครั้ง

4. วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (measles mumps rubella vaccine : MMR)

สำหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคหัด ได้แก่ ไม่เคยฉีดวัคซีน และไม่เคยเป็นโรคหัดมาในอดีตหรือตรวจไม่พบภูมิต้านทานต่อโรคหัด หรือในหญิงที่วางแผนจะมีบุตรและตรวจไม่พบภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมัน หรือในกรณีผู้ที่เรียนระดับอุดมศึกษาสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคหัด หรือในขณะนั้นกำลังมีโรคหัดระบาด รวมทั้งนักเรียนที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ 1 เข็ม และกระตุ้นอีก1 เข็มห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห์

5. วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV

สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิง และเชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งทวารหนักในเพศชาย มะเร็งในคอหอย หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ และมะเร็งที่อวัยวะเพศ

วัคซีนดังกล่าวช่วยป้องกันเชื้อไวรัส HPV ซึ่งก่อโรคมะเร็งปากมดลูก แนะนำให้ฉีดในเด็กและวัยรุ่นหญิงและชายอายุตั้งแต่ 9 – 26 ปี ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวัคซีนนี้ โดยกลุ่มที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนผู้หญิงที่มีอายุเกิน 26 ปีก็จะยังได้รับประโยชน์จากวัคซีนนี้ โดยควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ก่อนการรับวัคซีน

ทั้งนี้ แม้การติดเชื้อ HPV ในผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่การฉีดวัคซีนในผู้ชายจะช่วยป้องกันการเป็นพาหะที่จะนำเชื้อไปสู่ผู้หญิง วัคซีนมะเร็งปากมดลูกมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 90-100% และภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานอย่างน้อย 10 ปี

6. วัคซีนอีสุกอีใส (varicella zoster)

วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนควรฉีดวัคซีนชนิดนี้ เนื่องจากโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อง่ายและมีอาการรุนแรงในผู้ใหญ่ โดยแนะนำให้ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนการฉีดวัคซีน เนื่องจากการศึกษาในประชากรไทยพบว่ากว่า 80% ของผู้ใหญ่ที่อายุ 20 ปีขึ้นไปมีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสแล้วถึงแม้จะไม่แน่ใจว่ามีประวัติการติดเชื้อมาก่อนหรือไม่

7.วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (hepatitis A)

ในอดีตพบว่า 90% ของผู้ใหญ่ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติซึ่งเกิดการติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว แต่ปัจจุบันสุขอนามัยของประชากรดีขึ้น ทำให้การติดเชื้อตามธรรมชาติน้อยลงจึงพบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบเอในผู้ใหญ่น้อยลงด้วย โดยพบว่า 90% ของผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบเอ ดังนั้นในผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 50 จะยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้

โดยแนะนำให้ผู้ใหญ่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ เช่น กลุ่มชายรักชาย ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีความชุกของโรคสูง หรือในผู้ที่ติดเชื้อแล้วมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย เช่น ผู้ที่ทำอาชีพประกอบอาหาร หรือกลุ่มที่มีโรคไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ตับแข็ง หรือตับอักเสบเรื้อรังอยู่เดิมซึ่งมีโอกาสติดเชื้อรุนแรงได้ โดยแนะนำให้ตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด

วัคซีนที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ

เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิต้านทานโรคตามธรรมชาติในร่างกายจะเริ่มลดลง ข้อแนะนำสำหรับวัคซีนผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้แก่

1. วัคซีนปอดอักเสบนิวโมคอคคัส (PCV 13, PPSV 23)

วัคซีนปอดอักเสบนิวโมคอคคัสสามารถป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของปอดอักเสบ ซึ่งติดต่อทางละอองไอหรือจามของผู้ที่ติดเชื้อ

ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป โดยภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้แก่ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือดและอาจทำให้เสียชีวิตได้

แนะนำให้ฉีดวัคซีนปอดอักเสบนิวโมคอคคัสในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 19-64 ปีที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ตับแข็ง ปอดเรื้อรัง ไตวาย สูบบุหรี่เรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

2. วัคซีนงูสวัด (herpes zoster)

เชื้อที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดคือเชื้อชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส หากติดเชื้ออีสุกอีใสมาก่อนเชื้อจะแฝงอยู่ในปมประสาท เมื่ออายุมากขึ้น ร่วมกับภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง เชื้อที่แฝงอยู่ก็จะทำให้เกิดโรคงูสวัดขึ้นซึ่งอาการจะมีผื่นลักษณะเป็นตุ่มน้ำตามแนวเส้นประสาทและปวดแสบร้อน

ความเสี่ยงของงูสวัดจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุ 50 ปีขึ้นไป และจะเพิ่มขึ้นชัดเจนเมื่ออายุมากกว่า 60 ปีและมีโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาท (post herpetic neuralgia) ได้มากถึง 20%

อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันคอตีบและบาดทะยักทุก 10 ปี และควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เพราะในวัยผู้สูงอายุ ภูมิต้านทานโรคอาจน้อยลง หากเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาก็มีโอกาสที่จะมีอาการของโรครุนแรงมากขึ้น

อีกชนิดหนึ่งคือ วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) ซึ่งเป็นกลุ่มเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีจำนวนหลายสายพันธุ์ ที่ก่อโรคปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด ถ้าโรคนี้เกิดขึ้นในผู้สูงอายุแล้วเป็นชนิดที่รุนแรงก็จะทำให้เสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีข้อแนะนำให้ฉีดวัคซีนนี้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยแนะนำให้รับวัคซีน IPD ทั้งชนิด 13 และ 23 สายพันธุ์ เพียงชนิดละ 1 ครั้ง

คำแนะนำในการฉีดวัคซีนต่างๆ ในปัจจุบันนี้ อาศัยข้อมูลจากในอดีตเป็นบทเรียน ว่าในสมัยก่อนเราต้องเจอกับโรคติดเชื้อร้ายแรงอะไรมาบ้าง มีอันตรายกับประชากรมากน้อยแค่ไหน กลุ่มแพทย์และกลุ่มนักวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันทำงาน คิดค้น วิจัย และพัฒนาวัคซีนออกมาใช้ เพื่อประโยชน์ในการลดความสูญเสียจากกลุ่มโรคติดเชื้อต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันการพัฒนาเรื่องวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรงต่างๆก็ยังไม่หยุด

โดยในปี 2559 นี้ มีโอกาสที่จะมีการนำวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกมาใช้ในกลุ่มประชากรในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อไข้เลือดออก ซึ่งรวมถึงในประเทศไทยด้วย เราจึงควรติดตามข้อมูลข่าวสารและหาโอกาสรับวัคซีนที่จำเป็นตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อต่างๆที่มีความสำคัญ หรือจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาหากต้องเป็นโรคเหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ

คำแนะนำการฉีดวัคซีนตามกลุ่มอายุ

อายุ 15-26 ปี

  • วัคซีนบาดทะยัก คอตีบ ไอกรน
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
  • วัคซีนมะเร็งปากมดลูก
  • วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม
  • วัคซีนอีสุกอีใส

อายุ 27-59 ปี

  • วัคซีนบาดทะยัก คอตีบ ไอกรน
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
  • วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (อายุ ≤ 40 ปี )
  • วัคซีนอีสุกอีใส
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ
  • วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (อายุ 27-45 ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด)

อายุ 60 ปีขึ้นไป

  • วัคซีนบาดทะยัก คอตีบ ไอกรน
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • วัคซีนปอดอักเสบนิวโมคอคคัส
  • วัคซีนงูสวัด

อ้างอิง: โรงพยาบาลบางปะกอก 9 ,โรงพยาบาลสมิติเวช ,โรงพยาบาลพระรามเก้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...