BAYมองGDPปี68ดีสุด2.1% คาดครึ่งหลังบาทแข็งค่าต่อ
#BAY #ทันหุ้น - BAY ประเมิน GDP ไทยปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 2.1% และกรณีแย่สุดคือเติบโตได้เพียง 1.5% หากไทยโดยสหรัฐ เก็บภาษี 36% หรือโดนเก็บภาษีมากกว่าคู่แข่ง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังถูกกดดันจากการใช้จ่ายภาครัฐ ท่องเที่ยวไทย การส่งออก และความไม่แน่นของรัฐบาล ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่ากดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นโดยเฉพาะครึ่งปีหลัง และเสี่ยงหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์
นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ได้ประมาณการ GDP ไทยปี 2568 อยู่ที่ 2.1%ในกรณีที่สหรัฐ เก็บภาษีนำเข้าจากไทย 10% รวมถึงประเทศส่วนใหญ่ และเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 30% ซึ่งจะทำให้ส่งออกขยายตัว 2%โดยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25%
ในกรณีแย่ที่สุดมองว่า GDP ไทยอาจเติบโตได้เพียง 1.5%หากสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36%รวมถึงถูกเก็บภาษีนำเข้ามากกว่าประเทศคู่แข่งจะทำให้การส่งออกไม่มีการขยายตัว โดยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.75%แม้จะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คาดว่าโอกาสที่ GDP ของไทยจะต่ำกว่า 1.5%นั้นมีน้อยมาก ยกเว้นแต่จะเกิดการยุบสภาแบบไม่ทันตั้งตัว รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม และงบประมาณปี 2569 สะดุด
@เศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าห่วง
ทั้งนี้ปัจจัยที่จะหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง คือ การใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมีปัจจัยกดดันจากภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/2568 ไปจนถึงครึ่งปีหลัง รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐ ทำให้การส่งออกในครึ่งหลังของปีอาจหดตัว
อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เช่น กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 15 สตางค์ ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง เนื่องจากสินค้าจากจีนราคาถูกไหลเข้าไทย
@ดอลลาร์อ่อนค่า
ในส่วนค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าขึ้นประมาณ 4.5%เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ส่วนใหญ่มาจากความอ่อนแอของดอลลาร์ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ
ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดอัตราดอกเบี้ยช้าลง ซึ่งตลาดมองว่าเป็นการเสียโอกาสในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงฐานะการคลังระยะยาวของสหรัฐเปราะบาง จากการที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินเงินดอลลาร์ถูกกดดัน เมื่อเทียบกับเกือบทุกสกุลเงินในตลาดโลก
@ค่าเงินบาทเสี่ยงหลุด 32 บาท
แต่ทั้งนี้เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักที่ไม่ใช่ดอลลาร์ เช่น ยูโร ปอนด์ และเยน เงินบาทอ่อนค่าลงซึ่งสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้แข็งแกร่งมาก ทำให้เงินบาทไม่ใช่ตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักลงทุนระดับโลก รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในตะวันออกกลางที่คาดเดาได้ยากว่าจะปะทุขึ้นอีกเมื่อใด ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ดีแนวโน้มค่าเงินบาทโดยรวม คาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งหลังของปี มองกรอบค่าเงินบาทในไตรมาส 3/2568 ทดสอบระดับ 33-34บาทต่อดอลลาร์ และในช่วง ไตรมาส 4/2568 ไปจนถึงไตรมาส 1/2569 มีโอกาสที่เงินบาทจะกลับมาอยู่ในระดับ 32บาทต่อดอลลาร์ หรือหลุด 32 บาทได้ ให้กรอบค่าเงินบาทไว้ที่ 31.5-34 บาทต่อดอลลาร์