บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ เคาะงบฯ 1.15 แสนลบ. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คาดดัน GDP โตเพิ่ม 0.4%-0.5%
รมว. คลัง เผย บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวม 1.15 แสนล้านบาท จากงบกลาง 1.57 แสนล้านบาท เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดูแลการจ้างงาน คาดช่วยกระตุ้น GDP เพิ่ม 0.4-0.5% เตรียมชงครม. 24 มิ.ย. 68
18 มิ.ย. 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมวงเงินประมาณ 1.15 แสนล้านบาท ที่จะใช้จากงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท และจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า (24 มิ.ย. 2568) พิจารณาอนุมัติต่อไป
ทั้งนี้ โครงการจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ผ่านการพิจารณาในรอบนี้ รวมวงเงินประมาณ 1.15 แสนล้านบาท แบ่งเป็น
- โครงการน้ำและคมนาคม 70% ครอบคลุมการบริโภค ป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้ง และถนนเชื่อมเมืองหลัก-เมืองรอง
- โครงการท่องเที่ยว 10%
- อีก 20% เป็นโครงการเกี่ยวกับการศึกษา
- อื่น ๆ ซึ่งเป็นการกลั่นกรองมาจากหน่วยงานต่างๆ ที่ขอใช้งบเข้ามากว่า 3 แสนล้านบาท
“การใช้งบประมาณในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้งบกลาง และต้องจัดทำงบประมาณผูกพันภายใน 30 ก.ย.68 โดยใช้ไม่เกินระยะเวลา 1 ปี คาดว่าภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จะช่วยดัน GDP ให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.4 -0.5%แต่หากมีการใช้งบประมาณทั้งก้อนที่ 1.57 แสนล้านบาท ก็คาดว่าจะช่วยดัน GDP ให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.5-0.6%”
ขณะที่โครงการที่คณะกรรมการฯ อนุมัติจะมีการกระจายการลงทุนครอบคลุมทั่วประเทศ ทุกจังหวัด และทุกอำเภอ โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้ต่อหัวน้อย จะได้รับเงินโครงการเข้าไปดูแลมากกว่าจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวมาก ซึ่งจะเป็นการปรับโครงสร้างพื้นฐานประเทศ อีกทั้ง คณะกรรมการฯ ยังดูในมิติของการจ้างงาน โดยจะช่วยดูแลการจ้างงานกว่า 6-7 ล้านคน ซึ่งจากวงเงินที่อนุมัติ 1.1 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วนเงินค่าจ้างมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 30%
สำหรับงบประมาณอีกกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทยังไม่ผ่านการอนุมัติ เนื่องจากเป็นโครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เสนอ แต่พบปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนและยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงต้นสังกัดจึงต้องกลับไปปรับปรุงและพิจารณาใหม่
นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับในที่ประชุมให้พิจารณาดำเนินการตามกฎระเบียบอย่างเคร่งคัด โดยขอให้คำนึงใน 3 เรื่อง ได้แก่
- ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ขอให้กระทรวงต้นสังกัดที่มีหน่วยงานขอรับงบประมาณให้กำกับอย่างใกล้ชิด หากเจอสิ่งที่ดำเนินการไม่ตรงวัตถุประสงค์ สามารถรายงานคณะกรรมการฯ ได้ เพื่อระงับโครงการ
- มีการตั้งคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผล เพื่อตรวจทานให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์
“วันนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนไปจึงต้องหามาตรการกระตุ้นเพื่อเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการว่าการดำเนินการต่างๆ จะต้องคำนึงถึงด้านกฎหมายเป็นสำคัญ และติดตามกำกับอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามประเมินผลด้วย”