โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อ่านเกมลึก! 2 พรรคใหญ่ เจาะยางม็อบล้ม “แพทองธาร”

สยามรัฐ

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 12.00 น.

วิเคราะห์วาระซ่อนเร้นของพรรคการเมือง? เมื่อ “เพื่อไทย-ประชาชน” ใช้คำพูดม็อบเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบน

การเมืองไทยในปลายเดือนมิถุนายน 2568 กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน” ออกมาชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พร้อมเสียงเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือท่าทีตอบโต้ของสองพรรคการเมืองหลักในสภา ได้แก่ พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ที่ต่างออกแถลงการณ์ประณามการชุมนุมนี้ โดยอ้างว่าเป็นการปลุกระดมให้เกิดรัฐประหาร

คำถามสำคัญคือ เหตุใดทั้งสองพรรคจึงเลือกมุ่งโจมตีเพียงถ้อยคำบางช่วงของแกนนำบางคน ในขณะที่ละเลยข้อเรียกร้องหลักของประชาชนส่วนใหญ่? พวกเขามีวาระซ่อนเร้นใดในการจัดวางประเด็นเช่นนี้หรือไม่?

การเลือกเป้าหมาย: จากม็อบต่อต้านรัฐบาล สู่การตีตราว่า “ปลุกปฏิวัติ”

แถลงการณ์ของพรรคประชาชนระบุว่า การชุมนุมของคณะรวมพลังแผ่นดินเป็นการปลุกปั่นกระแสชาตินิยมเกินขอบเขต และเปิดทางไปสู่รัฐประหาร ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ย้ำว่า “รับไม่ได้” กับการปลุกระดมดังกล่าว และกล่าวถึงความเสียหายจากการรัฐประหารในอดีต

แต่หากพิจารณาเนื้อหาการชุมนุมในภาพรวม ข้อเรียกร้องหลักของประชาชนไม่ได้อยู่ที่การเรียกร้องให้ทหารเข้ามาแทรกแซง หากแต่เน้นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากกรณีคลิปเสียงกับฮุน เซน และการบริหารงานที่ประชาชนมองว่าไม่โปร่งใส สะท้อนความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อ “ระบอบชินวัตร”

การที่ทั้งสองพรรคเลือกหยิบยกแค่คำปราศรัยของบางแกนนำบางคน (ที่ก็ยังมีข้อโต้แย้งว่าไม่ใช่การเรียกร้องรัฐประหารจริง) และละเลยความต้องการหลักของผู้ชุมนุม ทำให้เกิดข้อสงสัยถึง “เจตนาทางการเมือง” ที่แฝงอยู่เบื้องหลังคำประณามนั้น

วาทกรรมต้านรัฐประหาร: เครื่องมือเบี่ยงประเด็น

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา วาทกรรม “ต่อต้านรัฐประหาร” ถูกใช้เป็นโล่ห์ทางการเมืองที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในหมู่พรรคการเมืองที่บอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึงพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน การกล่าวหาใครก็ตามที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า “เปิดทางให้เกิดรัฐประหาร” จึงกลายเป็นกลไกอัตโนมัติที่ใช้ปกป้องอำนาจของตนเองจากแรงกดดัน

ทว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ประชาชนออกมาชุมนุม ไม่ใช่เพื่อเรียกหารถถัง หากเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี การตอบโต้ด้วยวาทกรรมต้านรัฐประหาร โดยไม่แตะข้อเรียกร้องหลัก จึงกลายเป็นการบิดเบือนความจริง

พรรคเพื่อไทย: ปกป้องตัวบุคคล หรือปกป้องระบอบ?

พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล ย่อมเผชิญแรงกดดันโดยตรงจากมวลชน เมื่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีตกลงอย่างน่าใจหาย (ล่าสุดจากนิด้าโพลเหลือเพียง 9.2%) การชุมนุมที่มีเป้าหมายให้แพทองธารลาออกจึงเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การออกแถลงการณ์โดยมุ่งโจมตีว่า “ม็อบปลุกระดมให้เกิดรัฐประหาร” จึงเป็นกลวิธีในการหันเหความสนใจจากข้อเรียกร้องแท้จริงของประชาชน และแทนที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ กลับเลือกใช้วาทกรรมเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของการเคลื่อนไหว

พรรคประชาชน: ตำแหน่งฝ่ายค้านที่ได้เปรียบ แต่ไม่อยากเปลี่ยนเกมเร็ว?

พรรคประชาชนแม้จะได้คะแนนนิยมพุ่งสูงในโพล แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทางการเมือง เช่น การไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ในปัจจุบัน การเลือกออกแถลงการณ์โจมตีม็อบว่า “ปลุกระดมรัฐประหาร” อาจสะท้อนถึงความต้องการรักษาภาพลักษณ์ “ประชาธิปไตยจ๋า” เพื่อรองรับฐานเสียงกลาง ขณะเดียวกันก็อาจไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันทีที่ยังไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง พรรคประชาชนอาจไม่ได้ต้องการให้รัฐบาลเพื่อไทยล้มเร็วเกินไป แต่ต้องการรอให้ “สุกงอม” มากกว่านี้ จึงต้องแสดงออกว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อไม่ให้เสียคะแนน แต่ก็ยังประณามม็อบให้ดู “รุนแรงเกินเหตุ” เพื่อไม่ให้เกิดคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ตนเองยังไม่พร้อมรับมือ

ประชาชนคือผู้ถูกลืม: เมื่อการเมืองกลบเสียงเรียกร้อง

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดจากสถานการณ์นี้ คือเสียงของประชาชนจำนวนมากที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างสงบ ถูกกลบด้วยเสียงกล่าวหาทางการเมืองจากทั้งสองฝั่ง ทั้งที่ข้อเรียกร้องของพวกเขาชัดเจน คือ

-เรียกร้องให้แพทองธารลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

-ให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีคลิปเสียงกับต่างชาติ

-เรียกร้องให้หยุดยื้อเวลา และคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่

แต่กลับถูกทำให้กลายเป็น “แนวร่วมปฏิวัติ” อย่างไม่เป็นธรรม

เมื่อวาทกรรมบดบังความจริง

แถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนที่ดูเหมือนเป็นการปกป้องประชาธิปไตย แต่หากมองลึกลงไป มันอาจสะท้อนถึงการใช้วาทกรรมเพื่อปกป้องอำนาจของตนเองในรูปแบบต่างกัน พรรคเพื่อไทยอาจปกป้องตัวบุคคล ส่วนพรรคประชาชนอาจปกป้องจังหวะทางการเมืองของตน

แต่ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์คือประชาชนที่ออกมาเรียกร้องอย่างสงบ กลับถูกเพิกเฉยและบิดเบือน

นี่คือเวลาที่ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้วาทกรรมเพื่อเอาชนะกัน และเริ่มฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่ความไม่พอใจจะลุกลามจนไม่มีใครควบคุมได้

#ม็อบรวมพลังแผ่นดิน #เพื่อไทย #พรรคประชาชน #แพทองธาร #ต้านรัฐประหาร #การเมืองไทย #วาระซ่อนเร้น #ม็อบ28มิถุนา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...