ปรมาจารย์มาเป็นสาวชาวสวนยุค 80
นิยาย Dek-D
อัพเดต 24 มี.ค. 2567 เวลา 17.10 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2567 เวลา 17.10 น. • 诗丽 (Lovely Poet)ข้อมูลเบื้องต้น
ปรมาจารย์มาเป็นสาวชาวสวนยุค 80
เธอคือยอดปรมาจารย์ปราบผีแห่งโลกอนาคต
ที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับมารผีร้ายแห่งศตวรรษจนตกตาย
ดวงวิญญาณของเธอหลุดย้อนมาในยุค 80
กลายเป็นหญิงสาวธรรมดาที่ชีวิตรันทดเหลือเกิน
แล้วปรมาจารย์อย่างเธอจะยอมได้อย่างไร
ใครกล้ารังแกเธอ เดี๋ยวเธอก็ทำของใส่เสียนี่
ทั้งผีทั้งคน อย่ามาทำลายชีวิตเกษียณแสนสงบของเธอเชียวนะ
ภาพปกมีลิขสิทธิ์ ไรต์คอมมิชชั่นมาอย่างถูกต้องจากนักวาดโดยตรง ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตทุกกรณี
เครดิต
นักวาด : Noahcross & MintMichaelis
จัดอาร์ต : ปกนิยาย E-book by Nalin x Wynx
อีบุ๊ก
สวัสดีค่ะ Lovely Poet ค่า
เอาล่ะ เรื่องที่ 9 แล้ว เป็นเรื่องที่มาแรงแซงโค้งทุกเรื่องที่อยากจะเขียนค่ะ เช่นเดิม ขอชี้แจงดังนี้ค่ะ
ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ประวัติศาสตร์ ทฤษฏีต่าง ๆ หรือแนวคิดบางอย่างในเรื่อง ไม่อ้างอิงตามความเป็นจริง บางอย่างใส่เพิ่มเข้าไปจากจินตนาการของผู้เขียน เพื่อให้นิยายเกิดอรรถรสเท่านั้น ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเรื่องนี้ติดเหรียญ 2 รอบเช่นเดิม รอบแรกถูกกว่า เป็นแบบติดเหรียญอ่านล่วงหน้า ติดจนจบ แล้วจะเปิดให้อ่านฟรีเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจะทำการติดเหรียญถาวรรอบ 2 สนนราคารวมทั้ง 2 รอบ จะใกล้เคียงกับราคาอีบุ๊ก ถ้าอยากเก็บไว้อ่านนาน ๆ ต้องเสียเงิน 2 รอบนะคะ ถ้าไม่ซีเรียส จ่ายรอบแรกอย่างเดียวพอแล้วมูฟออนไปเปย์เรื่องอื่นได้เลยค่าเรื่องนี้เป็นแนวปราบผี ดูดวง มีการกล่าวถึงความเชื่อด้านนี้ และวิญญาณ แต่ผีในเรื่องจะไม่ได้น่ากลัวมากขนาดนั้น ผีของไรต์น่ารักมุ้งมิ้ง น่าหยิก แต่ถ้าท่านใดกลัวก็กดผ่านไปก่อนได้นะคะ จะพยายามเขียนไม่ให้น่ากลัวจนเกินไปค่ามีอีบุ๊กแน่นอน แล้วไรต์จะมาแจ้งวันให้ทราบอีกครั้ง เนื่องจากไรต์เขียนช้า ดังนั้นอีบุ๊กอาจจะออกช้าเล็กน้อย ขออภัยสายรีบพร้อมเปย์ด้วยนะคะเช่นเดิม นิยายของไรต์เน้นเฮฮา โนดราม่า นางเอกมาแนวฟาด ๆ เก่งเว่อร์โคตร ๆ ฟาดหมดไม่สนลูกใคร พระเอกมาแนวติ๊งต๊องบ้องแบ๋ว แมวเรียกพี่ กับคนอื่นเปิดโหมดโหด แต่กับน้องพี่เราเปิดโหมดคิตตี้ ดังนั้นใครรับได้กับความลักปิดลักเปิดของพระเอกไรต์ก็เข้ามาติดตามได้ค่ะ อาจจะไม่เฮฮาเท่าเรื่องที่แล้ว แต่ก็น่าจะพอให้ทุกท่านถอดสมองอ่านแล้วยิ้มมุมปากไปด้วยกันได้
รักเสมอนะคะ
Lovely Poet
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ทฤษฎีต่าง ๆ ไม่อ้างอิงความเป็นจริง
มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมของตัวละคร มีการกล่าวถึงความตาย มีฉากที่บรรยายถึงเลือด และความรุนแรง มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม ทำร้ายจิตใจและร่างกาย มีการกล่าวถึงความเชื่อเรื่องภูตผี วิญญาณ ความเชื่อส่วนบุคคล มีการกล่าวถึงการทารุณกรรมเด็ก การใช้ความรุนแรงต่อเด็ก
ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เหมาะสำหรับนักอ่านที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิตัล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
บทนำ ปรมาจารย์ปะทะวิญญาณร้าย
ปี 3025
อนาคตที่เจริญถึงขีดสุดของมวลมนุษยชาตินั้น ไม่ใช่เพียงแค่มียานเหาะที่มาแทนรถวิ่งฉวัดเฉวียนไปมา ไม่ใช่เพียงแค่มีเทคโนโลยีล้ำ ๆ หน้าจอโฮโลแกรม หุ่นยนต์แบบต่าง ๆ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำงานโดยอัตโนมัติ มีพลังงานสะอาดที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติเท่านั้น
แต่ยังมีการยกระดับจิตวิญญาณขั้นสูงสุด มีผู้ที่มีพลังจิตและมีผู้ที่มีพลังวิญญาณด้วย
ฮั่วหรงหรงก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เธอเป็นมากกว่านั้น
เธอคือหนึ่งในคนที่พวกเขาเรียกกันว่า ‘ปรมาจารย์วิญญาณขั้นหนึ่ง’ ซึ่งเป็นขั้นสูงที่สุดของศาสตร์พลังวิญญาณ และเป็นคนที่สามารถบรรลุระดับขั้นสูงสุดนี้ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วย
หญิงสาวที่มีอายุได้เพียง 30 ปี ใบหน้ารูปไข่สมบูรณ์แบบ ดวงตากลมโตจนดูเหมือนเด็กไปบ้าง ทว่าสีหน้าที่เคร่งขรึมของเธอก็ทำให้ใบหน้างดงามสมบูรณ์แบบนี้ดูสง่างาม ชุดสูทสีขาวยิ่งทำให้เธอดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผมสีดำตรงยาวสยายที่กลางแผ่นหลังยิ่งเพิ่มความงามอันลึกล้ำให้เธอได้ไม่ยากนัก
บัดนี้เธอและเพื่อนร่วมสำนักกว่าสิบชีวิตยืนอยู่ตรงหน้าสุสานโบราณที่ถูกค้นพบได้ไม่นาน ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่ามันมีอายุมานานกว่า 5,000 ปีแล้ว เป็นช่วงที่ประวัติศาสตร์มีความคลุมเครือ และบันทึกต่าง ๆ ก็จางหายไปตามกาลเวลา ทว่าตอนนี้กลับขุดค้นจนเจอสุสานที่คาดว่าจะมาจากยุคนั้น แถมภาพรวมของสุสานก็ดูสมบูรณ์มากด้วย พวกเขาจึงตื่นเต้นกันมาก คาดว่าอาจจะเป็นสุสานของฮ่องเต้ในอดีตบางพระองค์ก็เป็นได้
เมื่อเตรียมตัวขุดค้น เหล่านักโบราณคดีกลับเจอแต่เรื่องประหลาด เจอกับดัก หรือทางวงกตก็ยังไม่เท่าไร แต่พวกเขาหลายคนกลับบอกว่าเห็นทั้งทหารและคนที่สวมชุดโบราณเดินไปเดินมา หลายคนอยู่ในสภาพน่าสยดสยอง เหล่านักโบราณคดีหลายคนเข้าไป จู่ ๆ ก็สลบไม่ฟื้น จู่ ๆ ก็คล้ายคนเสียสติไป จนต้องเรียกสำนักปราบวิญญาณมาตรวจดู
ฮั่วหรงหรงจึงเดินทางมากับศิษย์ร่วมสำนักหลายคน เมื่อมาถึง เพียงมองปราดเดียว ปรมาจารย์อย่างเธอก็บอกได้เลยว่างานนี้งานหิน
“ศิษย์พี่ นี่…” คนที่เอ่ยเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาค่อนข้างโดดเด่น ตอนนี้เขากำลังมองไปที่สุสานโบราณเบื้องหน้าด้วยแววตาครั่นคร้าม
ไม่เคยสังหรณ์ใจไม่ดีมากเท่านี้มาก่อนเลย
แม้ภาพเบื้องหน้าจะค่อนข้างตระการตา เพราะทิวทัศน์หุบเขา และความอลังการของสุสานที่แม้จะผ่านกาลเวลามานานขนาดนี้ แต่คล้ายว่ามันจะไม่โดนกาลเวลาทำร้ายเลยแม้แต่น้อย
กลับกันรังสีแห่งความน่าเกรงขามกลับยิ่งแผ่ออกมา รูปปั้นสิงโตที่อยู่เบื้องหน้านั้นดูราวกับมีชีวิต
แค่มองดูก็รู้แล้วว่าคนสร้างสุสานนั้นใส่ใจขนาดไหน และเจ้าของสุสานย่อมไม่ธรรมดา เพราะสามารถมาหลับใหลอยู่ในสุสานระดับนี้ได้ ต้องมีปูมหลังไม่ธรรมดาแน่นอน
ศิษย์น้องคนนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อเย็น ๆ หลั่งเต็มแผ่นหลัง
ฮั่วหรงหรงใช้สายตาเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายมองไปยังสุสานตรงหน้า คนอื่นอาจจะไม่เห็น แต่เธอย่อมเห็นว่าที่สุสานนี้มีทั้งรัศมีสีทองม่วงสว่างกระจ่างตา แต่ก็มีควันสีดำทะมึนโอบล้อมแสงนั้นเอาไว้ด้วยล้อมกันไปจนแทบแยกไม่ออก
“เราต้องทำให้เต็มที่ อะไรก็ตามที่อยู่ในสุสานนั่น ตอนนี้ได้กลายเป็นมารไปแล้ว หากจัดการได้ไม่ดี หรือปล่อยให้อยู่บนโลกมนุษย์นี้ต่อไป เมื่อพลังหยางของสุสานนี้ปะทุ จะส่งผลให้ดวงเมืองเคลื่อนย้าย เรียกทั้งโรคระบาดและความอัปมงคลเข้ามา” ฮั่วหรงหรงไม่อาจถอยหนี ทั้งด้วยศักดิ์ศรีและหน้าที่
ดังนั้นตอนนี้เธอจึงแบมือออก ในมือของหญิงสาวปรากฏกระบี่ไม้ท้อที่ดูเก่าแก่มากออกมาจากความว่างเปล่าด้ามหนึ่ง
นี่คือกระบี่ไม้ท้อพันปีที่เธอได้สืบทอดมาจากอาจารย์ ในวันที่เธอบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นที่ห้า เมื่อนานมาแล้ว และมันก็เป็นอาวุธคู่ใจอันแสนร้ายกาจของเธอมาโดยตลอด ถูกเก็บเอาไว้อย่างดีในมิติเก็บของที่อยู่ในห้วงจิตของผู้บำเพ็ญอย่างเธอ
ศิษย์น้องคนนั้นไม่แน่ใจเอาเสียเลย ทว่าเขาก็จำเป็นต้องว่าตามศิษย์พี่
“ไปตั้งค่ายกลไป ด้านใน…ฉันจัดการเอง” ฮั่วหรงหรงรู้ดีว่าบรรดาศิษย์ของสำนักที่มาที่นี่วันนี้ ไม่มีใครสามารถรับมือสถานการณ์ด้านในได้ไหวแน่ ๆ ดังนั้นจึงทำได้เพียงช่วยสนับสนุนเธอจากด้านนอก พวกเขาผนึกกำลังกันสร้างค่ายกล คงยังพอกักอะไรก็ตามที่อยู่ด้านในไม่ให้หลุดออกมาง่าย ๆ ได้
ศิษย์น้องคนนั้นรู้ตัวเองดี เขาย่อมไม่ดึงดันอยู่แล้ว จึงหันกลับไปสั่งการเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลาย ให้กระจายตัวออกไปโดยรอบ
เพียงไม่นานนักสายตาของหญิงสาวก็เห็นว่ามีครอบใส ๆ สีทองครอบสุสานนี้เอาไว้ เธอพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจ แล้วเตรียมจะเดินเข้าไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักเสียก่อน
“ท่าน…ท่านปรมาจารย์ฮั่ว” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น
หญิงสาวหันหลังกลับไปมอง พบว่าคนที่เรียกไว้คือศาสตราจารย์ที่มีอายุมากท่านหนึ่ง เขามองเธออย่างเลื่อมใสปนกล้า ๆ กลัว ๆ เธอไม่พูดอะไรตอบกลับไป เพียงนิ่งและเงียบฟังเท่านั้น
ชายคนนั้นกล่าวขอร้อง “ขอให้ท่านปรมาจารย์ช่วย เอ่อ ช่วยรักษาสภาพของโบราณสถานเอาไว้ให้มากที่สุดด้วยนะครับ”
แม้จะรู้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นมาก็คงจะมีการโครมครามบ้าง ทว่าเขาก็ยังอยากจะศึกษาสุสานโบราณแห่งนี้โดยที่มันไม่บุบสลายมากกว่า จึงต้องบอกแบบนี้ และด้วยชื่อเสียงของหญิงสาวตรงหน้านี้ เขาย่อมเชื่อว่าเธอจะจัดการได้ แต่สภาพหลังจากการสู้กับสิ่งชั่วร้ายด้านในอาจจะไม่สมบูรณ์นัก อย่างไรมันก็คือการต่อสู้
“ฉันจะพยายามค่ะศาสตราจารย์” ฮั่วหรงหรงตอบรับ เธอก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่เคารพและเข้าใจต่อคุณค่าของประวัติศาสตร์ ดังนั้นหากเป็นไปได้ เธอย่อมอยากจะให้สุสานนี้ยังคงงดงามอยู่ดังเดิม
เมื่อพร้อมแล้วหญิงสาวก็ก้าวเท้าเข้าไปยังประตูหินบานใหญ่ ที่ดูทั้งหนาและหนักอย่างยิ่ง ตรงบานประตูหินนั้นสลักเป็นลวดลายมังกรตระหง่านดูน่ากลัวและน่าเกรงขามไปพร้อม ๆ กัน
มือเรียวขาวยกขึ้นสัมผัสที่บานประตูแผ่วเบา ยังไม่ทันได้ออกแรง
ครืด!!!
เสียงบานประตูหินหนาหนักนั้นก็เปิดแง้มออกเองเสียแล้ว ราวกับว่ามันกำลังเฝ้ารอผู้ลองดีคนต่อไปอยู่
แววตาของปรมาจารย์สาวเข้มขึ้น มือกระชับกระบี่ไม้ท้อที่ตอนนี้เปล่งประกายสีเงินอ่อน ๆ ในมือแน่นขึ้นไปอีก ก้าวเดินเข้าไปด้านในโดยไม่ลังเล
พรึ่บ!!!
ทันทีที่ก้าวเข้ามา คบไฟที่ติดอยู่ตามผนังก็สว่างเจิดจ้า จุดติดขึ้นมาด้วยตัวเอง ที่นี่คือโถงทางเดินหลักที่จะแยกออกไปตามที่ต่าง ๆ มีอากาศหมุนวนในนี้ที่ชวนให้รู้สึกเยียบเย็นไปจนถึงกระดูก เสียงหวีดหวิวของลมที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี บางครั้งฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะ บางครั้งก็ฟังดูคล้าย ๆ เสียงกรีดร้อง ความรู้สึกของหญิงสาวคือเหมือนกำลังโดนจ้องมองจากคนเป็นร้อยเป็นพัน
โถงที่นี่สร้างจากหินที่ตัดและขัดอย่างประณีต บางจุดมีการประดับประดาอัญมณีเอาไว้ มีลวดลายสลักคล้ายจะถ่ายทอดเรื่องราวหลาย ๆ อย่าง มันคงจะงดงามหากบรรยากาศโดยรวมจะไม่น่าสยองขนาดนี้
สายตาของเธอกวาดมองออกไปโดยรอบ สะบัดมือหนึ่งครั้ง ในมือของเธอก็ปรากฏยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง ยันต์กระดาษพื้นหลังสีเหลืองที่เขียนด้วยอักขระสีแดงดุจโลหิตเปล่งประกายสีทองสว่างเจิดจ้า สะบัดข้อมืออีกครั้ง ยันต์แผ่นนั้นก็เหินบินพุ่งออกไปเบื้องหน้า ลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงสีทอง ลมในห้องโถงนี้พัดไปมาวูบหนึ่ง กระทบถูกเปลวไฟที่คบเพลิงจนสั่นไหวไปมา เกิดเป็นแสงตกกระทบวูบวาบชวนขนหัวลุก
จากนั้นแสงสีทองก็ฉายไปยังทิศทางหนึ่งของห้องโถง มันอยู่ที่ปลายสุดของโถงนี้
ฮั่วหรงหรงก้าวเท้าตรงไปยังแสงนำทาง เร่งพลังในกายให้มากกว่าเดิม
ระหว่างการเดินทางแม้จะเจอกับกับดักและคำสาปบ้าง แต่ไม่คณนามือปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่งอย่างเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอสะบัดมือขว้างยันต์ออกไปอีกครั้ง มวลคำสาปที่เป็นควันสีดำทะมึนที่พยายามจะมาโจมตีก็สลายหายไปกลางอากาศ
“หึ ๆ ๆ ฝีมือไม่เบานี่นา เจ้าเป็นศิษย์จากสำนักใด” เสียงชายหนุ่มดังกึกก้องกังวานโดยไม่เห็นตัว เป็นเสียงที่ทรงพลังและอำนาจอย่างมาก ชวนให้เกิดความเกรงกลัว เสียดแทงตรงเข้าไปที่กระดูกของผู้คนจนชวนผวา
แต่ฮั่วหรงหรงกลับไม่หวั่นไหวโดยง่าย เธอเพียงมองไปรอบ ๆ ผนึกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถือกระบี่ไม้ท้อขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการร่ายคาถา จากนั้นม้วนมือหนึ่งครั้ง เรียกยันต์จากในมิติของตนออกมา แล้วสะบัดออกไปอีกครา
ทว่าครั้งนี้ยันต์ที่ควรจะเข้าไปโจมตีเจ้าของเสียงน่าขนลุกนั้น กลับลุกไหม้กลางอากาศเข้าเสียก่อน พร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจที่ตามมา
“ฮ่า ๆ ๆ น่าสนใจ น่าสนใจอย่างยิ่งจริง ๆ เข้ามาสิ นานแล้วที่ข้าไม่ได้เจอกับคู่ต่อสู้มากฝีมือขนาดนี้”
จบคำของเสียงลึกลับ พลันมีเสียงเปิดประตูมาจากอีกด้านหนึ่ง แรงกดดันมหาศาลปะทุออกมาจากทิศทางนั้น
ฮั่วหรงหรงรู้สึกได้ว่าพลังนี้มหาศาลจนทำให้อวัยวะภายในของเธอปั่นป่วน เธอติดต่อออกไปหาศิษย์น้องที่ด้านนอกทันที
“เพิ่มความเข้มข้นของค่ายกลเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าให้อะไรก็ตามที่นี่หลุดออกไปได้ ไม่ต้องหาทางเข้ามาช่วยฉัน ถ้าสัญญาณชีพของฉันขาดหายไป ให้รีบพาทุกคนหนี” เธอพูดผ่านเครื่องมือสื่อสารอันทันสมัยที่สุดและเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ผสานกับพลังทางเต๋า ไม่มีทางถูกรบกวนโดยพลังวิญญาณอันชั่วร้ายได้ง่าย ๆ
ศิษย์น้องที่อยู่ด้านนอกเริ่มเข้าใจว่าเรื่องราวครั้งนี้หนักหนากว่าที่เคยเป็น เขากัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำจากความหวาดกลัวจากเบื้องลึกของจิตใจ เพราะทุกคนที่มีพลังย่อมสัมผัสรัศมีอันชวนขนหัวลุกนั้นได้ทุกคน ภาพโฮโลแกรมที่ติดอยู่กับเครื่องมือสื่อสารของศิษย์พี่ ยิ่งถ่ายทอดทุกอย่างภายในนั้นออกมาด้านนอกทั้งภาพและเสียง
“ศิษย์พี่ ครั้งนี้เราถอยออกมาก่อนไม่ดีหรือ หาทางรับมือแบบอื่นดีกว่า วิญญาณมารตนนี้ รับมือยากเกินไปแล้ว”
ทว่าฮั่วหรงหรงกลับไม่คิดถอยหนี อีกอย่างเธอถอยหนีตอนนี้ ก็เท่ากับการเปิดทางให้วิญญาณร้ายออกจากสุสานแห่งนี้ไปอาละวาดที่ด้านนอกได้ ความเสียหายมากเกินกว่าจะจินตนาการได้
“ฉันหนีไม่ได้ และฉันจะไม่หนี” เสียงของเธอแน่วแน่อย่างยิ่ง ในมือปรากฏยันต์อีกแผ่นที่เตรียมจะขว้างออกไป
“ฮ่า ๆ ๆ ดี! ไม่ถอยหนีได้ดี เช่นนั้นก็เข้ามาสิ” เสียงของวิญญาณร้ายชอบใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเชื้อเชิญหญิงสาวให้เข้าไป
ฮั่วหรงหรงเดินตรงเข้าไปตามทิศทางของพลังที่เธอสัมผัสได้ จนกระทั่งมาถึงยังห้องโถงกว้างขวาง สุดปลายห้องคือบัลลังก์ทองที่สลักลวดลายมังกรฉวัดเฉวียนไปมา ทั้งประณีตงดงามทั้งดูทรงอำนาจหาใดเปรียบ
เหล่าคนที่ดูอยู่หลังกล้องพากันสูดลมหายใจลึก ๆ เมื่อเห็นว่าบนบัลลังก์นั้น มี ‘อะไร’ อยู่
ร่างที่นั่งอยู่บนบัลลังก์คือร่างของชายหนุ่ม ที่หล่อเหลาจนเกินจะบรรยาย องคาพยพทั้งหลายบนใบหน้านั้น ประกอบกันออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ ขาดไปนิดก็ไม่ดี เกินมานิดก็ไม่ได้ ดวงตามังกรทรงพลังอำนาจโดดเด่นอย่างยิ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทที่มองไม่เห็นก้นบึ้งนั้นชวนสะกด เพียงตวัดสายตามองก็ชวนให้คนที่ได้สบตาอยากจะคุกเข่าให้อย่างนอบน้อม จมูกโด่งเป็นสันงดงามรับกับริมฝีปากได้รูปที่ไม่หนาไม่บาง มันพอเหมาะพอดีกับรูปหน้าที่เห็นสันกรามชัดเจน
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจยิ่งกว่าก็คือชุดของร่างที่นั่งบนบัลลังก์นั่น
เขาสวมชุดสีทองที่มีลวดลายมังกร
เหล่านักวิชาการด้านนอกเบิกตากว้าง ทั้งครั่นคร้ามหวาดเกรง ทั้งอยากจะเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ แต่ความหวาดกลัวกลับมีมากกว่า
“ฮ่องเต้!!! วิญญาณร้ายกลับเป็นวิญญาณฮ่องเต้หรือนี่!!! ศิษย์พี่ ถอยออกมาเถอะครับ!!! ถอย…”
วิญญาณฮ่องเต้ไม่อาจดูแคลน ยิ่งเป็นวิญญาณฮ่องเต้จากยุคโบราณที่เปี่ยมไปด้วยไอมังกรและไอมงคล หากกลายเป็นวิญญาณมารร้าย จะยิ่งทรงพลานุภาพหาใดเปรียบ ต้องระดมปรมาจารย์ขั้นหนึ่งเป็นสิบคนมาร่วมปราบจึงจะได้
ศิษย์น้องคนนั้นยังไม่ทันได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เขากลับต้องสะดุ้งโหยง เมื่อเห็นว่าสายตาของวิญญาณร้ายตนนั้น ตวัดมองมาที่ตนเองเหมือนรำคาญ
“เสียงเห่าหอนอะไรกัน หนวกหูจริงเชียว เอาล่ะ มาดูซิ ว่าเจ้าจะทรงพลังขนาดไหน” ฮ่องเต้บนบัลลังก์ยกมือขึ้นหนึ่งครั้ง แผ่พลังตรงไปยังเครื่องมือสื่อสารของเธอ ก็ทำลายมันได้อย่างง่ายดาย
ฮั่วหรงหรงไม่สามารถสื่อสารกับด้านนอกได้อีกต่อไป เธอรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้คือการเดิมพันด้วยชีวิต ดังนั้นเธอไม่อาจถอยหนีได้อีกแล้ว
กระบี่ไม้ท้อเปล่งแสงสีทองสว่าง เสียดแทงกับรัศมีสีทองม่วงที่โอบล้อมด้วยพลังหยินอันชั่วร้ายของอีกฝ่าย พลังวิญญาณที่บำเพ็ญมาอย่างยากลำบากของเธอถูกรีดเร้นออกมาทุกหยาดหยด เพื่อเตรียมรับมือกับวิญญาณร้ายตรงหน้า
วิญญาณฮ่องเต้ยิ่งเพ่งมองหญิงสาวตรงหน้า สายตาเป็นประกาย เขาสลายร่างกลายเป็นหมอกควันสายหนึ่ง แล้วก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว มือแข็งแกร่งแต่งดงามราวกับรูปสลักยื่นออกมาหมายจะสัมผัสใบหน้างดงามของหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาถูกอกถูกใจ
ทว่าเธอไม่มอบโอกาสนั้นให้ ยันต์ที่โผล่ขึ้นมาที่มืออีกแผ่นหนึ่งสะบัดออกไปรวดเร็ว เปล่งประกายสีทอง ครั้งนี้มีสายฟ้าสีม่วงรายล้อมยันต์เอาไว้ด้วย บีบให้วิญญาณร้ายจำต้องถอยกลับไป แต่สีหน้าของเขากลับไม่ปรากฏความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
“โฮ่ ถึงกับทำยันต์ทัณฑ์สวรรค์ได้ด้วย แม่สาวน้อยเจ้าเก่งกาจไม่เบาทีเดียวนะ”
“เก่งหรือไม่ ท่านก็ลองรับพลังของฉันดูแล้วกัน” ฮั่วหรงหรงกระชับด้ามกระบี่ไม้ควงมันในมือหนึ่งรอบพร้อมร่ายคาถาบางอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็ฟาดกระบี่ออกไป ปรากฏรังสีของพลังกวาดไปทางวิญญาณร้ายนั้นอย่างรุนแรง
เปรี้ยง! ตู้ม!
แรงระเบิดจากการปะทะกันของพลังมหาศาลทำให้ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล วิญญาณฮ่องเต้ตนนั้นยกยิ้มคล้ายชอบใจ เขายกมือขึ้นมารับรังสีกระบี่นั้นเอาไว้ได้ง่าย ๆ บ่งบอกว่าตนเองมีพลังมากขนาดไหน
หญิงสาวไม่ยอมแพ้โดยง่าย เธอต้องจัดการวิญญาณตนนี้ให้ไวที่สุด วิญญาณที่ทรงพลังขนาดสร้างร่างมายามารได้แบบนี้ หากปล่อยให้ออกไปที่ด้านนอกสุสาน มีแต่จะสร้างความวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น
การต่อสู้ยิ่งมายิ่งดุเดือด ทั้งสองสาดพลังใส่กันอย่างไม่ยอมแพ้ ทว่าคนที่เริ่มเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ กลับเป็นหญิงสาวที่พลังในกายเริ่มร่อยหรอไปทีละน้อย
วิญญาณตนนั้นก็รับรู้ได้ เขายกยิ้ม สายตาวาววับ
ฮั่วหรงหรงไม่ยอมแพ้ เธอเร่งพลังในกายเฮือกสุดท้ายจนเต็มพิกัด เพื่อที่จะทุ่มสุดตัวในครั้งนี้
“เหตุใดไม่ยอมไปขึ้นสวรรค์ดี ๆ เหตุใดต้องอยู่ที่นี่เพื่อสั่งสมพลังหยินอันชั่วร้ายเช่นนี้ด้วย” เธอถามอย่างอดไม่ได้
“อา…นั่นสินะ ทำไมกันนะ อาจจะเพราะสวรรค์คงน่าเบื่อไปสักหน่อย ลงไปเที่ยวในนรกบ้างก็น่าสนใจดีกระมัง แต่จนบัดนี้ ก็ไม่มีใครสามารถทำให้ข้าได้ลิ้มรสนรกมาก่อนเลย ดังนั้น หวังว่าเจ้าจะเป็นคนนั้นนะสาวน้อย” วิญญาณตนนั้นยิ้มตอบท่าทีไม่ยี่หระ
การปะทะครั้งสุดท้าย เป็นการปะทะสุดของพลังของทั้งคู่ ไม่ใช่ว่าพลังของฮั่วหรงหรงไม่สามารถทำอะไรฝ่ายตรงข้ามได้ ทั้งคู่มีพลังใกล้เคียงสูสีกันไม่น้อย ครั้งนี้จึงจะเป็นการเดิมพันทุกอย่าง
กระบี่ไม้ท้อฟาดฟันลงมา ปะทะเข้ากับขุมพลังวิญญาณจำนวนมหาศาล
ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!!
เสียงระเบิดดังก้องกังวานไปทั่วทุกทิศทาง แสงสีทองและสีส้มแดงของเปลวเพลิงอันร้อนแรงรายล้อมร่างของฮั่วหรงหรงเอาไว้ พลังหยดสุดท้ายของเธอไม่อาจจัดการดวงวิญญาณร้ายได้ เธอตวัดมือเอายันต์สีทองแผ่นหนึ่งที่แตกต่างจากยันต์แผ่นอื่น ๆ ที่เคยใช้อย่างชัดเจนออกมา
นี่เป็นยันต์จากอาจารย์ของเธอ
ดวงตางดงามของหญิงสาวหลับลง มือของเธอตวัดยันต์แผ่นนั้นพุ่งออกไปทางวิญญาณร้ายเป็นครั้งสุดท้าย ในหัวพลางรำพึงรำพันว่า
ท่านอาจารย์ ช่วยฉันด้วยนะคะ
แรงปะทะครั้งนี้ ทำให้ร่างของเธอกระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวสายป่านขาด ความเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กายแล่นวูบวาบ
จากนั้นสติของเธอก็ดับวูบไป เพียงได้เห็นแสงสีทองและสีม่วงสลับไปมาเท่านั้น การรับรู้ของเธอก็หายไปตลอดกาล
Writer's talk :
โอ้วววว เปิดมาแนวปราบผี อิอิ น้องหรงหรงของไรต์เท่มากกกก
มารอดูกันเลยว่าพอย้อนกลับไปแล้ว จะเป็นยังไงน้าาาาาาาา
ชอบมั้ยคะ ชอบกันหรือเปล่าเอ่ย ฝากกดติดตามเข้าชั้นกันเอาไว้ด้วยน้า มาทุกเช้าเช่นเคยค่า
รักเสมอเลย
บทที่ 1 จากปรมาจารย์กลายเป็นคนธรรมดา
ฮั่วหรงหรงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทั่วทั้งตัวเจ็บปวดไปหมด เธอไม่ได้รู้สึกแปลกใจ แต่รู้สึกอัศจรรย์ใจ ที่ผ่านการต่อสู้มาหนักหน่วงขนาดนั้น ตัวเองยังอุตส่าห์รอดมาได้
เดี๋ยวนะ ไม่สิ
สายตาของเธอสำรวจไปยังพื้นที่โดยรอบ ปรากฏว่ารอบตัวนั้นมีแต่ภาพที่ไม่คุ้นเคย ตอนนี้เหมือนเธอไม่ได้ฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล ที่รอบตัวควรจะเป็นห้องสีขาวล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นยา หรือควรจะฟื้นขึ้นมาในแคปซูลรักษาในของเหลวเย็นสบาย
แต่กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ เธอกำลังนอนอยู่ในห้องที่ทำจากดินขนาดเล็กมาก ๆ มีทั้งกลิ่นอับ และกลิ่นเหม็นแปลก ๆ ออกมา มีแต่ความทรุดโทรมและเก่าคร่ำคร่า สัมผัสที่อยู่ใต้ร่างไม่เหมือนกับนอนอยู่บนเตียง แต่เหมือนมันเป็นเตียงไม้แข็ง ๆ หรือไม่ก็บนพื้น
หญิงสาวพยายามจะกัดฟันลุกขึ้นมา ทว่าความเจ็บปวดรุนแรงในหัวกลับจู่โจมเธอขึ้นมาเสียก่อน
ความทรงจำจำนวนหนึ่งพุ่ง เข้าใส่ในหัวอย่างไม่ปรานีปราศรัย มือบอบบางยกขึ้นกุมศีรษะเอาไว้แน่น หวังว่าความเจ็บปวดนี้จะหายไป แต่ว่าความทรงจำมากมายนั้นก็จู่โจมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งสิบนาทีกว่าผ่านไป ในที่สุดทุกอย่างก็หยุดลง
ดวงตาของฮั่วหรงหรงเปิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แววตาของเธอมีทั้งความจนใจ และความประหลาดใจ กับความกลัดกลุ้มใจอย่างยิ่งยวด
เธอ…ทะลุมิติกลับมายังยุคเก่า
ถ้าจะพูดให้เจาะจงมากกว่านี้ ก็คือตอนนี้เธออยู่ในปี ค.ศ. 1984 ซึ่งคนจากยุค 3025 อย่างเธอนั้นรู้สึกว่าความรู้อะไรต่าง ๆ ของเธอที่มีต่อช่วงเวลานี้ก็เลือนรางเต็มที รู้แต่เพียงว่ามันเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นฟู ผู้คนเริ่มมีอิสระในการใช้ชีวิต ออกมาทำการค้ากันอย่างแพร่หลายแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังเข้าไม่ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น
ซึ่งร่างที่เธอมาอยู่นี้มีชื่อเดียวกับเธอเลยคือฮั่วหรงหรง แต่เป็นฮั่วหรงหรงในยุค 80 ซึ่งชีวิตของหญิงสาวคนนี้น่าอนาถมากกว่าเธอเยอะ และเรื่องราวที่ได้ค้นพบนั้นน่าปวดหัวอย่างยิ่งจริง ๆ
เธอค่อย ๆ ประคองตัวเองขึ้นนั่งช้า ๆ ความเจ็บตามตัวปะทุขึ้นเรื่อย ๆ ในหัวจึงเรียกหามิติส่วนตัวของเธอตามสัญชาตญาณ
ปรากฏว่าเธอสามารถสัมผัสถึงมิติส่วนตัวของตัวเองได้ ฮั่วหรงหรงดีใจมาก รีบแบมือออก ฉับพลันในมือก็มียาเม็ดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นวงรีกลม ๆ เม็ดสีแดงใส ๆ ปรากฏขึ้น หญิงสาวเอาเข้าปากไปโดยไม่ลังเล
ความอบอุ่นและความเย็นสบายค่อย ๆ ลามไปทั่วร่าง เธอหลับตาลงเพื่อปล่อยให้ยาออกฤทธิ์ นี่เป็นยาเยียวยาเร่งด่วน ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บภายใน ระงับความเจ็บปวด ประสานกระดูกที่ไม่ได้หักจนผิดรูปร้ายแรงให้เข้าที่ได้ภายในไม่กี่วินาที เทคโนโลยีล่าสุดของบริษัทยาอันดับหนึ่งในอนาคต ราคาแพงหูฉี่แต่ได้ผลอย่างมาก เป็นยาที่เธอมีติดตัวเอาไว้เสมอ ๆ จำนวนหนึ่ง
เรี่ยวแรงที่อ่อนแรงค่อย ๆ กลับมา ความเจ็บปวดทั่วร่างกายเริ่มหายไปทีละน้อย หญิงสาวสำรวจไปในมิติที่มีขนาดกว้างใหญ่เกือบจะเท่าสนามฟุตบอลสนามหนึ่งของตนเอง พบว่าของต่าง ๆ ของเธอยังอยู่ครบ แม้แต่กระบี่ไม้ท้อที่เธอเข้าใจว่าสูญเสียไปแล้วจากการต่อสู้อันรุนแรง ก็กลับมาอยู่ในมิติด้วย
ของที่เอาออกมาจากมิติอีกอย่างก็คือก้อนอาหารฉุกเฉินและเกลือแร่กับวิตามินเม็ด เพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายนี้ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง และตอนนี้กำลังหิวมาก จึงต้องกินก้อนอาหารฉุกเฉินไปก่อน นี่เป็นนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต ก้อนอาหารมีลักษณะเป็นเหมือนสแน็กบาร์ที่อัดแน่น มีสีขาวออกเหลืองจาง ๆ กินเข้าไปแล้วไม่มีรสชาติอะไรเป็นพิเศษ แต่มันจะมอบสารอาหารที่ร่างกายต้องการต่อมื้อ ต่อวันอย่างครบถ้วน เอาไว้สำหรับพวกทหารที่จะไปทำภารกิจยังที่กันดารห่างไกลให้พกพาได้สะดวก จากนั้นตามด้วยวิตามินเม็ด และเกลือแร่ชนิดเม็ดเพื่อบำรุงร่างกายเรียกเรี่ยวแรงกลับมาอย่างว่องไว
เพราะสถานการณ์ตอนนี้ของร่างเดิมนั้นไม่สู้ดีอย่างยิ่ง
สถานการณ์โดยรอบไม่ให้เวลาเธอขบคิดอะไรไปมากกว่านี้ ด้านนอกห้องก็มีเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
แววตาของฮั่วหรงหรงแปรเปลี่ยนเป็นดุดันในฉับพลัน ร่างที่เพิ่งจะพอมีแรงลุกขึ้นมาอย่างว่องไว ไม่มีเวลาใส่ใจเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่มีคราบเลือดติดอยู่ตามจุดต่าง ๆ เลย ความเจ็บปวดของบาดแผลภายนอกในตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว สำรวจตัวเองก็พบว่าแผลภายนอกไม่ได้หนักหนามากอะไร เดี๋ยวค่อยปฐมพยาบาลได้ เพราะยาเยียวยาฉุกเฉินช่วยห้ามเลือดเบื้องต้นให้แล้ว ยังพอทนได้อีกระยะหนึ่ง
แต่พวกเดนมนุษย์ที่กำลังเดินเข้ามานั้นเป็นปัญหาที่หนักหนามากกว่า
เธอหยิบปืนช็อตไฟฟ้าออกมาถือไว้ในมือ
หากจะให้อธิบายสถานการณ์ตอนนี้อย่างง่าย ๆ ก็คือ
เธอ ฮั่วหรงหรงปรมาจารย์ปราบผีขั้นหนึ่งจากยุค 3000 ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของฮั่วหรงหรงที่ชื่อเดียวกันเป๊ะในปี 1984 อายุ 19 ปี หญิงสาวน่าสงสารที่แม่เสียไปนานแล้ว ส่วนพ่อที่เป็นทหารเพิ่งจะเสียไปได้สองเดือน ย่าที่เห็นว่าเธอหมดประโยชน์แล้ว จึงขายเธอออกไปให้พวกค้ามนุษย์เพื่อทำเงินก้อนสุดท้าย หลังจากที่ทั้งครอบครัวฮั่วรวมหัวกันเบียดบังเงินของกองทัพ ที่ชดเชยมาในตอนที่พ่อของเธอเสียชีวิตไปจากเธอจนเกลี้ยง
ดังนั้นตอนนี้คนที่อยู่ข้างนอกก็คือพวกค้ามนุษย์ ที่ก่อนหน้านั้นซ้อมเจ้าของร่างเดิมจนตายไปแล้ว จนวิญญาณของเธอเข้ามาแทนนั่นเอง
แกร๊ก ๆ
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ปลุกความตื่นตัวขั้นสุดของเธอออกมา หญิงสาวเดินไปหลบที่ด้านหลังประตูเพื่อเตรียมพร้อม
ประตูไม้เก่า ๆ ค่อย ๆ แง้มเปิด พร้อมกับเสียงอันน่าขยะแขยงของพวกคนชั่วเหล่านั้น
“ฮี่ ๆ รอบนี้คงไม่มีแรงขัดขืนแล้วแน่ ๆ สาวน้อย ว่าง่าย ๆ หน่อยดีกว่าน่า ต่อไปเธอยังจะต้องรับงานอีกเยอะ เอ๊ะ…หายไปไหนแล้ว” ชายคนแรกที่เปิดประตูเข้ามาพูดไปด้วยอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ทว่าเมื่อประตูเปิดออกแล้ว กลับไม่เห็นร่างของคนที่พวกตนรุมซ้อมอย่างสนุกมือเมื่อก่อนหน้านั้นแล้ว มันก็ส่งเสียงอุทานตกใจ เดินเข้ามาสำรวจด้านในห้องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเพื่อนที่มาด้วยอีกสองคน
ฮั่วหรงหรงไม่ปล่อยให้พวกมันสงสัยนานนัก เธอกระชับปืนในมือเอี้ยวตัวออกมาจากที่กำบัง ยกปืนช็อตไฟฟ้าจากอนาคตขึ้นเล็งแล้วกดยิง ปืนปล่อยกระสุนนาโนออกไป ตัวนาโนแมชชีนนั้นจะปะทะเข้ากับเป้าหมายแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา ทำให้ร่างของเป้าหมายสลบได้ทันทีโดยไร้เสียง ไร้ความเจ็บปวด การสลบนั้นจะยาวนานมากถึง 12 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ
ฟุ่บ!
“อั่ก! อึก!”
ร่างของชายคนแรกที่โผล่เข้ามาล้มทั้งยืนในทันที พาให้คนที่ตามมาตกใจ แต่พวกเขาก็ไม่มีเวลาโวยวายแล้ว เพราะกระสุนนัดต่อไปยิงออกมารัวเร็วมาก อีก 2 คนที่ตามมาด้านหลังก็ล้มฟุบตามลงไปเช่นกัน
ฮั่วหรงหรงปิดประตูอย่างรวดเร็ว ด้วยไม่รู้ว่าด้านนอกจะยังมีพวกมันอีกเท่าไร เธอเข้าไปค้นตัวของพวกมันไว ๆ พบเงินรวมแล้วประมาณ 20 หยวน หญิงสาวเก็บมาอย่างไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดเดียว แถมยังมีพวกมีดหรืออะไรที่เป็นของมีค่า เธอก็ริบมาหมด เก็บเข้าในมิติไป เหลือแต่เสื้อผ้านั่นแหละที่เธอคงไม่เอามา เพราะสกปรกเกินไป
เธอค่อย ๆ เปิดประตูแง้มออกเล็กน้อย มองลอดช่องไปสำรวจใกล้ ๆ พบว่าไม่มีใครก็ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากกระท่อมดินที่สร้างง่าย ๆ คิดว่าน่าจะเอาไว้จับตัวผู้หญิงมาขังนั่นแหละ
เมื่อออกมาได้ก็พบว่าโดยรอบยังมีกระท่อมอีกหลายหลัง อยู่ในพื้นที่เป็นเหมือนป่า เพราะโดยรอบมีแต่ต้นไม้สูงใหญ่มาก ๆ ในความทรงจำของร่างเดิมไม่รู้จักที่นี่เลย เธอรีบหาที่หลบเพราะตัวเองเป็นจุดสนใจมากจนเกินไป เริ่มมองหาทางหนีทีไล่อย่างรวดเร็วที่สุด จนกระทั่งเห็นว่าไม่ไกลออกไปนักมีรถจี๊ปรุ่นที่เก่ามาก ๆ สำหรับเธอจอดอยู่ มีพวกผู้ร้ายเดินขวักไขว่ไปมาอีกประมาณ 7 – 8 คนใกล้ ๆ รถ ไม่มีใครถือปืน พวกมันเพียงแต่เดินไปก็คุยเล่นกันไป
เธอแฝงตัวอยู่ตามเงาของต้นไม้ ค่อย ๆ เคลื่อนไหวไม่รีบร้อนผ่านกระท่อมดินไปทีละหลังอย่างใจเย็น พบว่าบางหลังจะได้ยินเสียงสะอื้น หรือเสียงชวนให้คิดลึกออกมาแผ่ว ๆ บางหลัง ยังมีเสียงการทำร้ายร่างกายออกมาด้วย
หญิงสาวกัดฟันแน่น จากตอนแรกที่เธอไม่คิดจะช่วยเหลือใครแล้ว คิดว่าทางที่ดีที่สุดคือต้องหาทางออกไปจากที่นี่ แล้วตามตำรวจมาจับคนพวกนี้ไปจะดีกว่า แต่ตอนนี้เธอดันเปลี่ยนใจแล้ว
กระสุนนาโนของเธอยังมีกระสุนจำนวนมากอยู่ในมิติ แม้จะรู้ว่าตอนนี้ที่ทะลุมิติมาที่นี่คงไม่มีโอกาสได้ซื้อกระสุนเพิ่มแล้ว ทั้งไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสใช้อีกหรือไม่ก็ตาม แต่เธอก็ขอจัดการคนชั่วพวกนี้ให้ได้รับผลกรรมที่นี่ตอนนี้เลย
หญิงสาวแวะที่กระท่อมหลังหนึ่ง แล้วพบกับภาพที่น่าสลดใจ เธอยิงทั้งโจรชั่วทั้งหญิงสาวคนนั้นก่อน เพราะกลัวเธอจะโวยวายเผยพิรุธ ใส่เสื้อผ้าให้เธอ แล้วเอายาคลายเครียดแบบฉีดออกมาฉีดให้หญิงสาวคนนั้น ก่อนจะลอบเร้นออกไปอีกครั้ง
ระหว่างทางก็เก็บโจรไปหลายคน เอาไปหลบ ๆ ไว้ในที่ลับตา หญิงสาวเห็นถนนเส้นหนึ่งแล้ว เธอคิดจะชิงรถแล้วขับออกไป เพื่อจะไปขอความช่วยเหลือหลังจากที่จัดการกับโจรเหล่านี้จนหมดแล้ว
ที่จัดการหญิงสาวพวกนั้นไปด้วย เพราะเธอไม่อยากอธิบาย อีกอย่างเธอไม่รู้จักผู้หญิงเหล่านั้นดีพอ ดังนั้นงานนี้เธอจัดการคนเดียวจะดีกว่า
หญิงสาวค่อย ๆ ไล่จัดการอย่างใจเย็น โชคดีว่าเธอสามารถเข้าถึงสิ่งของในมิติได้ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวรวดเร็วและมีตัวช่วยในการจัดการพวกโจร
เพียงเวลาครึ่งชั่วโมงต่อมา โจรเหล่านั้นกว่า 20 คนก็โดนเธอจัดการจนสลบไปแล้วทุกคน กระสุนที่เธอใช้คือกระสุนนาโนที่มียาที่ทำให้อ่อนแรงอยู่ด้วย แม้ว่าพวกโจรจะฟื้นขึ้นมาหลังจากนั้น พวกมันก็จะชาตามเนื้อตามตัว ขยับเคลื่อนไหวลำบาก ไม่ลืมตบทรัพย์พวกมันมาทั้งหมด รวมทั้งของที่ดูมีค่าน่าจะขายได้ด้วย
หญิงสาวตบทรัพย์อย่างเพลิดเพลิน ได้มารวม ๆ แล้วก็ 2,000 กว่าหยวน เธอไม่แน่ใจเรื่องค่าเงินของยุคนี้เท่าไรนัก แต่คิดว่าหลังจากนี้การใช้ชีวิตอย่างไรก็ต้องการเงิน จึงกวาดทุกอย่างเท่าที่ตาเห็นมาให้มากที่สุด แถมยังเจอจุดเก็บเงินของพวกมันอีกต่างหาก แต่จุดนั้นเธอไม่แตะ เพราะจะได้เอาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าโจรมันอ้างว่ามีเงินตรงนี้ แล้วตำรวจหาไม่เจอ เธอจะซวยเอา
จึงได้จัดสถานที่ให้หาเงินก้อนนี้ได้ง่าย ๆ หน่อย น่าจะเพียงพอให้ตำรวจใช้เป็นหลักฐานจับพวกมันได้หมด
จากในความทรงจำ ชาวบ้านทุกคนจะกลัวตำรวจหรือทหารมาก กฎหมายในตอนนี้เข้มงวดกวดขัน มีบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งเธอไม่รู้ว่ามันจริงไหม แต่ก็ต้องลองดู
ฮั่วหรงหรงเดินไปที่รถ เมื่อมั่นใจว่าจัดการเหล่าผู้ร้ายไปจนหมดแล้ว ส่วนผู้หญิงเธอใช้กระสุนแบบอ่อนกว่า แค่ให้หลับไปชั่วคราวไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แล้วฉีดยารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้หลาย ๆ คนที่เจอ แน่นอนว่าน่าจะยังมีพวกของมันข้างนอกอีก เพื่อการนั้นหญิงสาวจึงจำเป็นต้องแข่งกับเวลา
ตอนนี้ในมือของเธอคืออุปกรณ์จดจำทิศทาง ที่มีเข็มทิศในตัวด้วย มันเป็นอุปกรณ์เดินป่าพื้นฐานที่ควรมี เพราะงานของฮั่วหรงหรงนั้นมักต้องเผชิญกับการผจญภัยอยู่เสมอ หลายครั้งปีศาจร้ายหรือวิญญาณร้ายก็ไปอยู่ไกลตามป่าเขา ดังนั้นไม่แปลกเลยที่เธอจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ติดตัวเอาไว้เสมอ
รถคันที่เธอกำลังนั่งอยู่นั้นเป็นรถรุ่นเก่าที่ยังต้องขับแบบเก่า เธอเอาหุ่นยนต์อัตโนมัติตัวเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นวงกลม กว้างประมาณ 10 เซนติเมตร หนาประมาณ 5 เซนติเมตรออกมาจากในมิติ นี่เป็นหุ่นยนต์เล็กอเนกประสงค์ สรรพคุณก็ตามชื่อ มันคือหุ่นยนต์ที่เอาไว้อำนวยความสะดวกในเรื่องยิบย่อยต่าง ๆ เธอเอามันไปติดตั้งที่พวงมาลัยของรถ จากนั้นเปิดการทำงาน
‘ตรวจพบเครื่องยนต์กลไก ลักษณะเครื่องยนต์สันดาป ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันล้วน สแกนการทำงาน…เสร็จสิ้น กรุณาสั่งการ’
“ควบคุมเครื่องยนต์ ทำให้รถขับเคลื่อนได้ ฟังทิศทางจากฉัน” ฮั่วหรงหรงสั่งทันที
‘รับทราบ เริ่มเข้าควบคุมเครื่องยนต์ ติดเครื่องยนต์ ระดับน้ำมัน 59% ระยะทางที่คาดว่าจะสามารถเดินทางได้ 80 กิโลเมตร หรือจนกว่าจะเติมเชื้อเพลิงเพิ่มเข้าไป เริ่มเคลื่อนตัวโดยเพิ่มอัตราเร่ง’
จากนั้นที่ตัวของหุ่นยนต์ก็เผยแขนโลหะที่มีลักษณะคล้ายเชือกโลหะออกมาหลายเส้น เส้นหนึ่งเข้าควบคุมคันเกียร์ เส้นหนึ่งเข้ายึดจับพวงมาลัย เส้นหนึ่งเข้าไปบิดกุญแจติดเครื่องยนต์ อีกสามเส้นมุ่งตรงไปด้านล่าง เข้าควบคุมคลัตช์ เบรกรถ และคันเร่ง เมื่อสิ้นคำของหุ่นยนต์ แขนกลไกนั้นขยับน้อย ๆ แล้วรถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไปตามถนนดินที่เป็นรอยล้อ และเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ฮั่วหรงหรงจึงถอนหายใจออกมาได้ในที่สุด
ขับรถแล่นออกไปตามทางตรงไปเรื่อย ๆ อีกประมาณเกือบชั่วโมง ก็ทำให้เธอหลุดออกไปที่ถนนใหญ่ที่สภาพไม่แย่มากนัก
เธอยกมือขึ้นคำนวณ มองท้องฟ้าชั่วครู่ ก่อนจะบอกทางหุ่นยนต์ให้มุ่งตรงไปทางเมืองใหญ่ที่คำนวณออกมาได้
นี่คือการเสี่ยงทายง่าย ๆ ที่เธอฝึกจนชำนาญแล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ผ่านไปมาสงสัย เธอจำเป็นต้องจับพวงมาลัยเอาไว้ ไม่ให้ผิดสังเกต มากจนเกินไปนัก โชคดีที่หุ่นยนต์อเนกประสงค์นี้สามารถพรางตาได้ดี เพราะมีสีดำเข้ากับพวงมาลัยอยู่แล้ว
รถมุ่งหน้าต่อไปในเมืองอย่างรวดเร็ว อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาจากถนนใหญ่ รถจี๊ปคันนี้ก็เข้าเขตเมืองมาได้แล้ว
เธอบอกทางไปยังสถานีตำรวจตามทิศทางที่คำนวณได้อย่างรวดเร็ว ดีว่าที่เมืองนี้ค่อนข้างใหญ่ มีรถหลายคันสวนไปมา แม้พวกเขาจะมองมายังเธอที่เป็นผู้หญิงและสภาพโดยรวมไม่ดีนัก แถมยังขับรถได้อย่างสงสัย แต่เพราะรถเคลื่อนผ่านไปรวดเร็ว พวกเขาจึงได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้
รถจอดที่สถานีตำรวจขนาดใหญ่ เธอรีบเก็บเจ้าหุ่นยนต์อเนกประสงค์ไปตั้งแต่รู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องแล้ว ตลอดทางเธอพยายามศึกษาการทำงานของเครื่องยนต์เหล่านี้ และดูวิธีขับรถของหุ่นยนต์ สุดท้ายก็สามารถขับรถได้ในที่สุด
ฮั่วหรงหรงลงจากรถทั้ง ๆ ที่สภาพโดยรวมของเธอย่ำแย่อย่างมาก ใบหน้ามีรอยช้ำจากการโดนทำร้าย เสื้อผ้าที่เก่าเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือรอยเลือดและแผลต่าง ๆ ตามร่างกาย ที่ตอนนี้ยาได้บรรเทาอาการบาดเจ็บไปแล้ว เหลือแค่การใส่ยารักษาแผลภายนอกเท่านั้น และเธอจงใจปล่อยมันเอาไว้ เพื่อมาแจ้งตำรวจในตอนนี้นี่แหละ
เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหลายล้วนตกใจอย่างมากที่ได้เห็นสภาพของเธอ พวกเขาเข้ามาสอบถามในทันที
หญิงสาวมองใบหน้าของแต่ละคน แล้วจึงลอบถอนหายใจอย่างวางใจ
มีคุณธรรมไว้ใจได้
เหล่าตำรวจยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเธอแจ้งว่าหนีออกมาจากกลุ่มของพวกค้ามนุษย์
“ฉันสามารถพาพวกคุณไปที่นั่นได้นะคะ” เธออาสา
แต่เหล่าตำรวจกลับส่ายหน้า “สหายบาดเจ็บมาก ไปที่โรงพยาบาลเถอะ เดี๋ยวผมจะตามไปสอบปากคำทีหลัง แค่สหายเขียนแผนที่เอาไว้ให้พวกผมก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเธอก็ไม่ขัด อีกทั้งตอนที่แอบนับนิ้วคำนวณ ก็พบว่าโจรเหล่านั้นจบสิ้นแล้ว ดังนั้นเธอจึงเขียนแผนที่ให้อย่างเต็มใจ แล้วกล่าวเสริม
“ฉันเห็นผู้เสียหายอีกหลายคนเลยที่นั่น แต่ไม่สามารถช่วยออกมาได้ทุกคน ได้แต่เร่งมาหาพวกคุณ ยังไงก็รีบหน่อยนะคะ ฉันไม่รู้ว่าจะมีพวกมันกลับเข้าไปเพิ่มหรือเปล่า หรือจะรู้แล้วว่าฉันหนีมาได้แล้วหนีไป อ้อ นี่เป็นรถที่ฉันขโมยพวกมันมาตอนที่หนีมาค่ะ” เธอย้ำแบบนี้เพื่อที่จะกระตุ้นให้พวกเขาเร่งไปช่วยเหยื่อเหล่านั้นโดยไว แถมยังส่งกุญแจรถให้ตำรวจตรงหน้าด้วย
“สหายเก่งมากจริง ๆ ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของพวกผม เอาล่ะ ผมจะให้ตำรวจหญิงคนนี้พาสหายไปที่โรงพยาบาลนะ ส่วนเรื่อง เอ่อ…แจ้งจับย่าของคุณ สหายแน่ใจแล้วเหรอ” พอได้ยินว่า คนที่นำเธอไปขายให้พวกแก๊งค้ามนุษย์เป็นย่าแท้ ๆ นายตำรวจก็สลดใจ จึงอดถามไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าหญิงสาวคงแค้นใจมากจริง ๆ
“แน่ใจค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างไม่ลังเล นี่เป็นการลงโทษแรกของเธอที่มีต่อบ้านฮั่ว
เธอไม่สนใจหรอกว่านั่นคือญาติผู้ใหญ่ ความเมตตาของเธอนั้นจะมอบให้แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับเท่านั้น นี่เป็นกฎแห่งกรรมของใครของมัน
ถึงเธอจะเป็นปรมาจารย์แต่ไม่ใช่นักบวช ดังนั้นใครที่ทำร้ายเธอหรือร่างเดิม ก็ควรต้องได้รับผลของการกระทำอย่างเหมาะสม
เมื่อเรื่องราวทุกอย่างเสร็จสิ้น ฮั่วหรงหรงก็ต้องไปรอที่โรงพยาบาล เพื่อฟังผลการจับกุม และรักษาตัวเอง
ตำรวจหญิงที่มาส่งเธอส่งสายตาเห็นใจมาให้ ก่อนจะกลับไปทำงาน แล้วบอกว่าเธอจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่การจับกุมเสร็จสิ้นแล้ว
ฮั่วหรงหรงได้รับการตรวจวินิจฉัย และนอนที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว บาดแผลภายนอกหลายจุดดูแล้วค่อนข้างร้ายแรง แต่เลือดกลับแห้งไปแล้ว และออกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จนหมอและพยาบาลตกใจ
หญิงสาวไม่ลืมขอใบรับรองแพทย์สำหรับอาการต่าง ๆ ของเธอ ทั้งอาการขาดสารอาหาร ทั้งบาดแผลหลายแผลตามร่างกาย ไม่เพียงแต่บาดแผลที่เกิดจากพวกค้ามนุษย์
วุ่นวายมาตลอดทั้งวันสุดท้ายเธอจึงได้นอนพักดี ๆ เสียที
ในขณะที่หญิงสาวกำลังอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นจากความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้น เนื่องจากร่างกายนี้ก็คือร่างกายของคนธรรมดา ทำให้เธอคล้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แบตหมด ตอนนี้ได้แต่นอนพักเอาแรงอย่างอ่อนเพลีย
ทว่าจู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวของเธอก็เย็นเยียบขึ้นมา ดวงตาของหญิงสาวลืมขึ้นทันใด
เงาทะมึนค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาหาเธอช้า ๆ
ในมือของหญิงสาวปรากฏยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่ง
“หึ ๆ ไม่นึกเลยว่าเจ้ามาอยู่ในสภาพคนธรรมดาได้แบบนี้ ดูไม่สมกับเป็นเจ้าเอาเสียเลย เช่นนี้ก็หมายความว่าข้าสามารถรังแกเจ้าได้ดั่งใจเลยสินะ” เงาดำนั้นค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น จนกลายเป็นร่างของคู่ต่อสู้อันน่ากลัวที่เธอได้เผชิญก่อนหน้านี้
ฮั่วหรงหรงขมวดคิ้วมุ่น เธอค่อนข้างเหลือเชื่อที่อีกฝ่ายจะสามารถตามเธอมาถึงที่นี่ได้
“ท่านตามมาได้ยังไง” เธอสงสัยจนอดถามออกไปไม่ได้
ดวงวิญญาณฮ่องเต้แสนหล่อเหลานั้นเหยียดยิ้มออกมาจนดูลึกลับ ดวงตาของเขาเป็นประกาย ค่อย ๆ เคลื่อนกายเข้ามาใกล้เธอ โน้มใบหน้าลงจนจมูกเกือบจะชนกันอยู่แล้ว เขาตอบพร้อมร้อยยิ้มเจ้าเล่ห์
“นั่นสิ ข้ามาได้อย่างไรกันนะ”
ทว่าฮั่วหรงหรงไม่คิดหาคำตอบอีกต่อไปแล้ว เธอสะบัดมือหนึ่งครั้งเพื่อปล่อยยันต์ออกไป
ส่วนฮ่องเต้หนุ่มนั้นก็ถอยไปเพื่อเตรียมตัวตั้งรับอย่างเต็มที่ ไอทะมึนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ทว่า…ยันต์ที่ควรจะจู่โจมอย่างดุดันนั้น กลับไร้ซึ่งพลังโดยสิ้นเชิง มันลอยเปะปะไปมาแล้วร่วงลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
ฮั่วหรงหรง “…” แย่ล่ะ
วิญญาณฮ่องเต้ตนนั้นหัวเราะร่วนอย่างพออกพอใจ จากนั้นมือของเขาก็ยื่นออกมาช้า ๆ มันตรงไปที่ลำคอของหญิงสาวอย่างแม่นยำ หมายว่าจะปลิดชีพผู้ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูตนเองให้ได้
ทว่า…มือของเขาก็ทะลุร่างเนื้อของหญิงสาวไปเช่นกัน
วิญญาณฮ่องเต้ “…” แย่ล่ะ
ทั้งสองมองหน้ากันไปมาท่ามกลางความมืดมิด
เป็นวิญญาณฮ่องเต้ที่ถามออกมาก่อน “พลังของเจ้าไปไหนหมด”
หญิงสาวมองวิญญาณที่บัดนี้คล้ายจะเหลือเพียงร่างวิญญาณเท่านั้น ปราศจากพลังอำนาจของพลังมารผี ที่เต็มไปด้วยพลังหยินก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เธอเผยสีหน้าตายด้านขณะตอบ
“ทะลุมิติมา มันจะไปมีพลังอะไรเหลือ นี่เป็นร่างคนธรรมดานะ” เพราะเห็นวิญญาณเลยซัดยันต์ออกไปตามสัญชาตญาณ ลืมเสียสนิทว่าร่างนี้คือคนธรรมดาที่ไม่อาจจะธรรมดามากไปกว่านี้ได้แล้ว
“แล้ว…ท่านล่ะ ทำไมถึงกลายเป็นวิญญาณธรรมดาไปแล้ว ตบะหลายพันปีไปไหนหมด” เธอมองอีกฝ่ายแล้วถามต่อ
“มะ มันหมดชั่วคราวเท่านั้นแหละ เดี๋ยวข้าบำเพ็ญเพิ่มมันก็จะเพิ่มมาเองแหละน่า” วิญญาณฮ่องเต้ดวงนั้น คล้ายได้ฟังคำถามที่หมิ่นประมาท และจาบจ้วงที่สุด เขาเผยสีหน้าเย่อหยิ่งจองหองออกมา ทว่าแววตากลับเลิ่กลั่กไม่น้อย
แต่ฮั่วหรงหรงที่โลดแล่นอยู่ในโลกวิญญาณมาเนิ่นนาน จะไม่เข้าใจได้อย่างไร เธอเหยียดยิ้มบ้าง ดวงตาเผยความตระหนักรู้บางอย่าง
“แล้ว…บำเพ็ญเพิ่มนี้ จะต้องบำเพ็ญอีกพันปีกันล่ะ”
วิญญาณตนนั้นเผยแววตาสะเทือนใจและห่อเหี่ยวออกมา
ทั้งสองคนมองตากันไปมา ต่างรู้ทันกันและกันโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก และเบือนหน้าหนีกันไปคนละทาง
สุดท้ายวิญญาณฮ่องเต้จึงพูดขึ้นมาว่า “งั้นก็…สงบศึกชั่วคราวเป็นไง”
ฮั่วหรงหรงมุมปากกระตุก ตอบกลับไปเบา ๆ “ก็ได้”
เพราะตอนนี้ก็ตีกันไม่ได้อยู่แล้วนี่นา
ละครหลังม่าน
วิญญาณฮ่องเต้ : ย้ากกก!!! พลังบำเพ็ญห้าพันปี…เอ๊อะ!!! /// เตรียมซัดพลังใส่ แต่พลังดันไม่ออก
ฮั่วหรงหรง : ฮึ่ม! ไม่กลัวหรอกยันต์อัสนิบาตสวรรค์…เอ๊ะ!!! /// เตรียมซัดยันต์ใส่แต่ยันต์ดันร่วงลงพื้นเพราะไม่มีพลัง
วิญญาณฮ่องเต้ : เอ่อ…สะ สงบศึกกันไปก่อนนะ /// กล่าวเสียงอุบอิบ
ฮั่วหรงหรง : …ก็ได้ /// เบือนหน้าหนี หลบสายตาไปอีกทางเหมือนกัน
Writer's talk :
โอ๊ยยยย ไม่สู้ชีวิตไม่ใช่นางเอกของไรต์จริง ๆ ค่ะ แต่น้องมีตัวช่วย เทพสุด ๆ ความหมอดูอ่ะเนาะ
น้องแบตหมดพลังไม่มี คุณผีที่ตามมาก็เหมือนกัน เป็นเอ็นดู อยากตีกันก็ตีไม่ได้ ดังนั้นจับมือกันชั่วคราวเนาะ
เอาล่ะ ศัตรูกลุ่มแรกของเราโผล่มาแล้วนะคะ บ้านฮั่วนั่นเองค่า รอเลยว่าน้องจะฟาดยังไงนะ
รักมากน้า
บทที่ 2 โอวหยางอวี้ซี
ตอนนี้เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนแล้ว ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามา ส่งผลให้บรรยากาศของห้องนี้ดูลึกลับและเย็นเยียบจากไอวิญญาณของอีกฝ่าย
“มันเกิดอะไรขึ้น” วิญญาณฮ่องเต้หัวเสียอย่างมาก จู่ ๆ ก็มาโผล่ในยุคเก่า แถมพลังที่เฝ้าบำเพ็ญเพียรมาเนิ่นนาน ก็สลายหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน จะให้เขายอมรับได้อย่างไร
เขาคือวิญญาณฮ่องเต้ที่เกรียงไกรมาก่อน ผีใหญ่น้อยทั้งหลายยังต้องหลบ แต่ตอนนี้กลับเป็นได้แค่มวลสารที่เดินผ่านใครก็ทำได้อย่างมากแค่สร้างความเย็นยะเยือกเท่านั้น
เขามิใช่น้ำแข็งนะ
ฮึ่ม มันน่าน้อยใจ
ทว่าฮั่วหรงหรงที่ตื่นขึ้นมาแล้ว จึงได้แต่ต้องมานั่งวิเคราะห์เรื่องราวอย่างจริงจัง
เพราะก่อนหน้านั้นต้องเอาแต่หนีตาย และจัดการเรื่องราวเฉพาะหน้า จึงไม่มีเวลาได้วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นโดยละเอียดมาก่อน ตอนนี้กลับเจอวิญญาณตามติดมาหนึ่งตน แถมยังมาจากยุคเดียวกัน ดังนั้นได้เวลามาหาสาเหตุอย่างจริงจังแล้ว
หญิงสาวนึกย้อนเหตุการณ์ก่อนที่จะมาที่นี่ ยันต์ของอาจารย์ที่ใช้ไป ปะทะเข้ากับพลังมารของอีกฝ่าย เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ที่นี่แล้ว หญิงสาวยกมือขึ้นคำนวณอะไรบางอย่าง ในหัวก็ผุดวันเกิดของร่างนี้ หันหน้ามองออกไปที่ท้องฟ้า สังเกตดูดวงดาวสักครู่ ก็คำนวณออกมาได้
“ฉันกับร่างนี้ชะตาต้องกัน ก่อนตายเธอเกิดความปรารถนาที่รุนแรง เมื่อวิญญาณหลุดออกจากร่างในเวลาพร้อมกัน เลยดึงดูดซึ่งกันและกัน ตอนที่เราสู้กัน แรงปะทะระหว่างพลังวิญญาณมหาศาล น่าจะไปเปิดมิติห้วงเวลา จนทำให้วิญญาณหลุดลอยเข้าสู่ห้วงเวลาอันสับสน วิญญาณของท่านและฉันเลยย้อนกลับมาที่ยุคก่อน ทำให้มาอยู่ที่นี่ ส่วนพลังที่หายไป ก็ไม่น่าแปลกใจ ฉันเข้ามาอยู่ในร่างคนธรรมดาที่ไม่มีพื้นฐานพลังวิญญาณ ส่วนท่านก็ต้องข้ามผ่านห้วงเวลา เพื่อจะรักษาสภาพวิญญาณเอาไว้ ย่อมต้องเสียพลังส่วนใหญ่ไปเป็นธรรมดา”
ฮั่วหรงหรงคือคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในรอบห้าร้อยปีของสำนักพรต ดังนั้นการที่เธอจะมีความตระหนักรู้ และหนักแน่นมากกว่าปกติแบบนี้ ก็ไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วยเพียงอย่างเดียว แต่มันคือพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่ไหนแต่ไรด้วย
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอวิเคราะห์เหตุผลออกมาอย่างรวดเร็ว และแม้ตอนนี้จะไม่มีพลังวิญญาณอยู่ในร่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเธอจะฝึกตัวเองไม่ได้
วิญญาณฮ่องเต้ผู้นั้นได้ยินคำอธิบายเช่นนี้ก็เข้าใจได้ เขามองหญิงสาวที่เพิ่งจะห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเมื่อไม่นานมานี้ จนตอนนี้กลับพบว่าเธอเป็นคนที่นิ่งและใจเย็นยิ่งกว่าที่คิด แถมยังมีมุมมองที่เปิดกว้างและเป็นคนที่น่าสนใจ
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย พิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างตั้งใจมากขึ้น
ฮั่วหรงหรงสังเกตเห็นสายตาของเขา เธอก็จ้องมองกลับ แล้วบอกว่า “ท่านสามารถไปที่วัด เพื่อขอให้พระทำพิธีสวดส่งวิญญาณของท่านได้ ด้วยภาวะวิญญาณของท่านในตอนนี้ คิดว่ายามเมื่อยมโลกมารับไป ท่านก็สามารถขึ้นไปบนสวรรค์ได้
ตอนนี้วิญญาณเบื้องหน้าของเธอปราศจากพลังมาร ไร้ซึ่งพลังหยินอันชั่วร้าย ดังนั้นสามารถไปเกิดได้ ด้วยบารมีและคุณงามความดีในยามมีชีวิตที่สั่งสมเอาไว้ คาดว่าอย่างไรก็ได้ขึ้นสวรรค์ เพราะอีกฝ่ายคือโอรสสวรรค์อยู่แล้ว รากวิญญาณย่อมเต็มไปด้วยไอพลังสีม่วงทอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้มีบุญบารมี
ทว่าเขากลับเบะปาก ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ไม่ล่ะ อยู่ด้านล่างสนุกกว่ากันเยอะ ขืนขึ้นไปบนนั้นข้าก็ต้องไปเจอกับตาแก่ที่ทิ้งภาระหนักอึ้งเอาไว้ให้ข้า ไหนจะบรรดาแม่เลี้ยงทั้งหลายนั่น ไม่ล่ะ ข้าขออยู่ที่นี่ดีกว่า อีกอย่าง ข้ามีชื่อนะ เรียกแต่ท่าน ๆ ๆ อยู่ได้ ข้ามีนามว่า โอวหยางอวี้ซี เรียกข้าว่าพี่โอวหยางก็ได้”
วิญญาณที่เพิ่งจะแนะนำตนเองอย่างไม่เย่อหยิ่งแม้แต่น้อยเชิดหน้าบอก
ฮั่วหรงหรงมองวิญญาณตรงหน้าอย่างผิดคาด “ท่าน…พี่โอวหยาง หากยืนยันจะอยู่ที่นี่ มีแนวโน้มสูงมากที่วิญญาณของท่านจะปนเปื้อนพลังหยินได้ง่าย ท่านต้องหมั่นบำเพ็ญ และชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ซึ่งตอนนี้ฉันไม่สามารถทำให้ได้ ต้องอาศัยนักบวชผู้มีบุญบารมีในการทำให้ ไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนในโลกที่ผ่านมา ก็คือท่านแปดเปื้อนพลังหยินจนกลายเป็นมารผี สามารถเปลี่ยนดวงเมืองได้ และจะนำพาภัยพิบัติมาให้คนทั่วไปได้” ฮั่วหรงหรงกล่าวตามตรง แล้วนึกต่อในใจว่า หากเป็นเช่นนั้นเธอก็ต้องหาทางกำจัดเขา
โอวหยางอวี้ซีถลึงตาใส่เรือนร่างบอบบาง ที่แทบจะปลิวลมแล้วของหญิงสาวตรงหน้า เพราะเข้าใจได้ว่าคำพูดที่ไม่ได้พูดออกมาคืออะไร กล่าวด้วยน้ำเสียงจองหองไม่เบาแฝงความทระนงเล็กน้อย
“เหอะ ข้าไม่อ่อนด้อยเหมือนเดิมแล้วน่า ก็ที่เดิมมันอยู่แค่ในสุสาน มันก็เอาแต่ดูดพลังด้านลบ อยู่ที่นี่ได้เปิดหูเปิดตา แน่นอนว่าย่อมดึงดูดพลังบวกมาได้มากกว่าอยู่แล้ว”
ที่สุสานมันมีแต่ไอแห่งความตาย ใช่ว่าเขาจะเต็มใจเป็นมารผีเสียที่ไหน ก็แค่ไม่อยากขึ้นสวรรค์ และรังเกียจนรกเท่านั้นเอง อยากเที่ยวเล่นอยู่บนโลกมนุษย์อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง
“ตามใจท่าน” ฮั่วหรงหรงถอนหายใจเมื่อได้ยินแบบนั้น
“บอกให้เรียกพี่โอวหยาง” วิญญาณฮ่องเต้กล่าวด้วยสีหน้าฮึดฮัดขัดใจ
“ท่าน…พี่โอวหยาง ไม่ถือเหรอ” หญิงสาวถามด้วยสีหน้าสงสัย
ไม่ใช่ว่าคนเป็นฮ่องเต้มาก่อนต้องเย่อหยิ่งหน่อย เอะอะก็เจิ้น อะไร ๆ ก็เจิ้น ๆ ทำนองนั้นหรอกเหรอ
“อยู่กับพิธีการน่าปวดหัวตอนเป็นคนแล้ว ยังต้องมาหยิ่งตอนตายอีกหรือไง พูดธรรมดาเถอะน่า เรียกพี่โอวหยางเร็วเข้าแม่นางน้อย” คล้ายว่าพอได้เป็นวิญญาณที่ไร้พลังอีกครั้ง โอวหยางอวี้ซีกลับรู้สึกอิสระขึ้นมา ดังนั้นเขาเลยไม่ถือตัวกับหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย ยังโน้มกายลงมาใกล้ แล้วยื่นมือออกไปเขี่ยที่ใต้คางของหญิงสาวเป็นเชิงเย้าแหย่ด้วย แถมยังยิ้มขี้เล่นออกมา
โอวหยางอวี้ซีรู้สึกว่า สตรีผู้นี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจเหลือเกิน รู้สึกว่าการเฝ้าดูนางจะไม่น่าเบื่อ
ฮั่วหรงหรงที่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องน่าสนใจของอีกฝ่ายไปแล้ว ก็คร้านจะสนใจ ตอนนี้เธออ่อนแอมาก แม้จะมีมิติติดมาด้วย แต่ไร้พลังวิญญาณ ก็ไม่สามารถใช้พลังอะไรได้เลย ทำได้แค่คำนวณเสี่ยงทาย และทำนายง่าย ๆ เท่านั้น ซึ่งมันก็เพียงพอให้เอาตัวรอดได้เล็กน้อย
อีกอย่างวันนี้ร่างกายของเธอก็ต้องการการพักผ่อนอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ได้สนใจเขาอีก เอนตัวลงนอนแล้วหลับไปทันที
โดยมีวิญญาณของโอวหยางอวี้ซีเฝ้าวนเวียนไปมาแบบนี้ทั้งคืน
วิญญาณเจ้าที่ “…” ฮ่องเต้องค์นั้นน่ะ ท่านอย่ามาทำให้กลัวได้หรือไม่ แสงไอวิญญาณของท่านแยงตาจนแสบไปหมดแล้ว
เช้าวันต่อมาฮั่วหรงหรงตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า สิ่งแรกที่เธอทำคือนับนิ้วคำนวณอะไรบางอย่าง จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้ม ดวงตาฉายแววอารมณ์ดีมากยิ่งขึ้น ลุกจากเตียงอย่างคล่องแคล่วกว่าเดิม เนื่องจากยาต่าง ๆ ที่ได้กินเข้าไปนั้นได้แสดงประสิทธิภาพจนเต็มเปี่ยมแล้วเรียบร้อย เยียวยาร่างกายจากภายในได้แล้ว เหลือเพียงบาดแผลภายนอกที่เธอไม่คิดจะให้มันรักษาไวเกินไป
ในมือของเธอปรากฏวิตามินและเกลือแร่แบบเม็ดขึ้นมาอีกครั้ง คงต้องกินต่อเนื่องไปอีกเป็นเดือน จนกว่าร่างกายที่ขาดสารอาหารอย่างรุนแรงนี้จะกลับมาเป็นปกติได้
เธอไม่ลืมเอาอาหารฉุกเฉินออกมาเติมท้องอีกครั้ง เมื่อท้องอิ่มก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น พร้อมรับอะไรก็ตามที่จะเข้ามาในวันนี้
โอวหยางอวี้ซีที่สัมผัสได้ว่าเธออารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ ก็ลอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แล้วถามอย่างอดไม่ได้
“ทำไมอารมณ์ดีจัง กำลังจะมีเรื่องอะไรดี ๆ งั้นเหรอ”
ฮั่วหรงหรงไม่มองวิญญาณฮ่องเต้หนุ่ม เธอบอกเพียงว่า “กฎแห่งกรรมกำลังทำงานน่ะ”
โอวหยางอวี้ซีไม่เข้าใจอะไรนัก แต่เขาก็ไม่ถามอะไรเพิ่มเติมอีก
รอไม่นานจากนั้น นายตำรวจและหมอก็เข้ามายังห้องที่เธอพักรักษาตัวอยู่
หมอตรวจอาการเบื้องต้นและตรวจบาดแผลต่าง ๆ ก็บอกว่า
“อาการโดยรวมดีขึ้นกว่าเมื่อวานมากเลยนะครับ บาดแผลภายนอกก็พยายามอย่าให้โดนน้ำ เดี๋ยวหมอจะสั่งยาทาให้ไป อาการบอบช้ำตามตัวก็หมั่นทายา โชคดีมากที่กระดูกไม่หัก แต่จะมีอาการปวดตามกล้ามเนื้อเหล่านั้นแน่นอน ดังนั้นก็ขอให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ รักษาตัวเองไป อย่าเพิ่งทำงานหนักในช่วงนี้ และกินอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์ ห้ามดื่มของมึนเมา ส่วนบาดแผลเก่า ๆ ที่เกิดขึ้น หมอตรวจดูแล้วไม่มีอาการข้างเคียงอะไร นอกจากรอยแผลเป็น ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวหมอออกใบรับรองแพทย์ให้ตามที่ขอนะครับ”
ฮั่วหรงหรงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ยิ้มขอบคุณหมอที่ช่วยรักษาเธออย่างเป็นมิตร
เธอสำรวจอาการตัวเองแล้วเมื่อวานนี้ เพราะได้ยาฉุกเฉินนั้นช่วยเอาไว้ เธอมีอาการกระดูกหักสามที่ ที่ซี่โครง 2 จุด ที่ต้นแขนซ้ายหนึ่งจุด โชคดีว่ากระดูกซี่โครงไม่หักทิ่มอวัยวะภายใน ยาเลยสามารถเยียวยาประสานได้
ตำรวจที่ได้ยินว่าเธอบาดเจ็บอย่างไรตรงไหนบ้างก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง เขาบอกข่าวเธออย่างรวดเร็ว
“สหายฮั่ว เราไปตามที่สหายบอกเมื่อวานนี้ พบกับผู้เสียหายหลายสิบคน และโจรหลายสิบคนจริง ๆ ด้วย ทำการจับกุมมาได้หมดทุกคนแล้ว ต้องขอบคุณสหายที่มีสติและจำทางได้ และยังดีที่ยาสลบที่สหายแอบขโมยมาวางใส่พวกมันเพื่อหาทางหนียังออกฤทธิ์อยู่” ตำรวจคนนั้นยิ้มและเล่าเรื่องราวอย่างออกรส
ยาสลบที่เธอขโมยมาวางยาโจรทั้งค่าย นั่นคือเรื่องราวที่เธอแต่งให้ตำรวจฟัง และโชคดีที่มันสอดคล้องกับรูปการณ์ที่มันควรจะเป็น และแนบเนียนพอ อธิบายได้พอดีว่าทำไมหลายคนถึงสลบไปไม่ฟื้น
นายตำรวจคนนั้นยังเล่าอีกด้วยว่า “นี่เป็นการจับโจรที่ง่ายที่สุดเท่าที่เราเคยทำมาเลยล่ะ ต้องขอบใจสหายอีกครั้งจริง ๆ ส่วนเรื่องคดี เราเร่งมือสอบสวนหาเครือข่ายของพวกมันแล้ว ส่วนผู้เสียหาย…ก็เร่งมือหาภูมิลำเนาแล้วส่งกลับ แต่เรื่องหลังนี่ เฮ้อ” เล่ามาถึงตรงนี้นายตำรวจก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
ฮั่วหรงหรงเข้าใจได้ในทันที
มีหญิงสาวหลายคนที่นั่น ที่มีชะตากรรมเดียวกับร่างเดิมของเธอ ก็คือโดนคนใกล้ตัวขายออกมา หมายความว่าหากพวกเธอรอดจากพวกชั่วนั่นมาได้ กลับบ้านไปก็คงไม่มีใครต้อนรับ แถมยังแตกหักกับครอบครัวอีก เรียกว่าไม่มีที่ไปอย่างแท้จริง แถมในยุคนี้ตามความเข้าใจของร่างเดิม ชื่อเสียงก็คงเสียหายไปถึงไหนต่อไหน
“ถ้าให้ฉันเสนอ ถ้าพวกเธออายุเกินเกณฑ์กันแล้ว ก็อย่าส่งพวกเธอกลับบ้านเลยค่ะ ถ้าพวกเธอไม่เต็มใจ ให้พวกเธอหาหนทางของตัวเอง ไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่นจะดีกว่า อีกอย่างหลายคนก็อาจจะได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ อาจต้องการการรักษา”
นายตำรวจคนนั้นจึงรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้บังคับบัญชา แล้วเขาก็บอกเล่าเรื่องที่เธออยากรู้ต่อไปให้ฟัง
“เอ่อ ส่วนเรื่องของย่าของสหายน่ะ เราจัดการแล้ว วันนี้มีเจ้าหน้าที่ไปที่หมู่บ้านของสหาย เพื่อจับกุมย่าของสหายคือนางกัวฟู่แล้ว ดังนั้นสหายไม่ต้องห่วงนะ”
ฮั่วหรงหรงไม่ได้แสดงสีหน้าดีอกดีใจ หรือเศร้าสลดอะไร เธอเพียงพยักหน้ารับอย่างง่าย ๆ แล้วกล่าวว่า
“ขอบคุณสหายตำรวจมากค่ะ อย่างน้อย ฉันคงจะได้กลับบ้านอย่างสบายใจแล้ว”
นายตำรวจคนนั้นถอนหายใจเฮือก เหยื่อรายนี้เป็นคนเดียวที่กล้าเอาเรื่องคนในครอบครัวของตัวเอง ส่วนเหยื่อรายอื่นนั้น…
คงต้องใช้เวลาอีกมากทีเดียว
จากนั้นตำรวจรายนี้ก็สอบถามข้อมูลเรื่องทั่ว ๆ ไป และสถานที่ติดต่อของเธอเอาไว้ เพื่อที่ว่าหากคดีมีความคืบหน้าอย่างไร จะได้ติดต่อไปได้
“ฉันอยู่ที่เมืองเยียนไถค่ะ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเมืองนั้น ชื่อว่าหมู่บ้านเจี้ยนลู่จง ถามหาบ้านสามฮั่วในหมู่บ้าน ก็จะเป็นบ้านของฉันค่ะ”
เธอเล่าเรื่องให้ตำรวจฟังว่า ร่างเดิมมีทรัพย์สินติดตัวก็คือบ้าน ที่พ่อซึ่งเป็นทหารของเธอออกเงินสร้างเอาไว้ให้ เมื่อตอนที่เขาได้เลื่อนยศใหม่ ๆ เพราะเข้าใจธรรมชาติของครอบครัวใหญ่ดี และไม่อยากให้ลูกเมียโดนรังแก ดังนั้นจึงได้แยกบ้านออกมาแล้วสร้างเอาไว้
ยังความเจ็บใจมาสู่พี่น้อง ทว่าพวกเขาก็ได้เงินจากพ่อของร่างเดิมไปอีกคนละก้อน ต่างก็ไปสร้างบ้านแยกเอาไว้เช่นเดียวกัน เรื่องนี้เลยจบลงไปได้ เงินที่เหลืออยู่ในมือพ่อและแม่ เพราะต้องโดนญาติเหล่านั้นสูบไป เลยเหลือไม่เท่าไร
ทว่าฝันร้ายนั้นมันยังไม่จบง่าย ๆ หรอก แม้ว่าบ้านจะแยกแล้ว ทว่าร่างเดิมและแม่ต่างก็เป็นคนหัวอ่อนไม่สู้คน ดังนั้นจึงมักโดนสองบ้านที่เหลือเอาเปรียบเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกิน แม้แต่เงินเดือนพ่อที่ส่งมาทุกเดือน ก็โดนบังคับเอาเข้ากองกลางไปมากกว่าที่ตกลง จนแต่ละเดือนสองแม่ลูกแทบไม่มีเงินเก็บเลย
แม่ผู้น่าสงสารของร่างเดิม ต้องขึ้นเขาไปหาของป่ามาประทังชีวิตแม่ลูก ลงทำงานในแปลงนาไปวัน ๆ รับจ้างเล็ก ๆ เพื่อหาเงินมาใช้จ่าย และแน่นอนว่าเงินนั้นมันไม่พอให้ร่างเดิมได้เรียนหนังสือสูง ๆ อย่างที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ
เพราะทำงานหนักตรากตรำมากจนเกินไป ในที่สุดแม่ของร่างเดิมก็ไม่อาจฝืนตัวเองได้ ร่างกายที่ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง จึงป่วยตายในตอนที่ร่างเดิมมีอายุได้เพียง 15 ปีเท่านั้น แม้แต่หลุมฝังศพดี ๆ บ้านฮั่วยังไม่ทำให้ เพียงเผาร่างของแม่ง่าย ๆ แล้วให้ร่างเดิมเก็บเถ้ากระดูกของแม่เอาไว้เท่านั้น
ทว่าเรื่องราวที่ดูจะเลวร้ายที่สุดแล้ว กลับยังไม่ถึงจุดสูงสุดของมัน จินตนาการดูว่า คนบ้านฮั่วที่ใจไม้ไส้ระกำแบบนั้น จะมาทำดีกับร่างเดิมได้อย่างไร ยิ่งสูญเสียแม่ไปแล้ว เธอก็ยิ่งไม่มีที่พึ่ง เรียนก็ไม่ได้เรียน ได้แต่ก้มหน้าทำงานงก ๆ ไปวัน ๆ เพื่อให้ได้ข้าวของมาทำอาหารสักมื้อ เธอต้องทำงานรับใช้ทั้งสองบ้านอย่างหนัก จนเกรงว่าคนรับใช้ในบ้านเศรษฐียังไม่ต้องทำงานหนักเท่าเธอด้วยซ้ำ
แล้วในที่สุด พ่อของร่างเดิมที่ต้องอยู่ค่ายทหารติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่สามารถกลับบ้านได้มาหลายปี ก็เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ข่าวร้ายที่มาถึงพร้อมกับยศของพ่อที่เลื่อนขึ้นมาเป็นนายพัน บ่งบอกว่าเขาทำงานอย่างหนักขนาดไหน แน่นอนว่าเงินชดเชยจากกองทัพ ก็ย่อมต้องมากมายให้สมกับการเสียสละของเขา
และแน่นอนว่าเงินนั้นมันย่อมไม่ตกมาถึงมือของเธอสักหยวน
ไม่มีแม่ แถมพ่อก็เพิ่งจะตาย กระดูกพ่อที่มาถึงมือยังไม่ทันเย็น ย่าที่มองว่าหลังจากนี้จะไม่ได้เงินเดือนจากพ่อแล้ว ก็รีบหาทางขายเธอออกไปอย่างเร่งร้อน
หนึ่งเพราะหมดประโยชน์แล้ว สองเพราะกลัวว่าเรื่องที่พวกเขารวมหัวกันฮุบเงินชดเชยจากพ่อจะแดงออกมา เป็นการกำจัดเธอออกไปเสีย
นำพามาซึ่งจุดจบสุดท้ายของร่างเดิม ที่ต้องตกตายในมือของพวกค้ามนุษย์นั่นเอง
เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกจากปากของเธอ คล้ายกับกำลังเล่าเรื่องของบุคคลที่สาม ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
นายตำรวจคนนั้นที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเม้มปากแน่น เขาสะเทือนใจกับเรื่องที่ได้ฟังมาก ทั้งสลดใจทั้งโกรธแค้นแทนเธอ จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่ตะขิดตะขวงใจอีกที่เธอจะดำเนินคดีกับย่า
ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้ตอนนี้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนมีเงินทองมากขึ้น แต่ก็จะมีผู้คนบางส่วนที่อยู่ไกลออกไป ที่เข้าไม่ถึงความเจริญเหล่านี้ พวกเขายังต้องดิ้นรน ยังต้องอยู่รอดด้วยการเอารัดเอาเปรียบคน
โอวหยางอวี้ซีเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดนี้ ทว่าเขาไม่ได้สะเทือนใจตามไปด้วยขนาดนั้น ด้วยรู้ดีว่าคนในร่างนี้ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ทว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าสลดอย่างมากจริง ๆ แต่ในยุคของตนนั้น เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เผลอ ๆ จะมากกว่า
มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัว ใครอ่อนแอก็ต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแกร่งกว่า เป็นเรื่องธรรมดา
นายตำรวจคนนั้นพลันเผยสีหน้ามุ่งมั่นมากขึ้น “สหายไม่ต้องกลัว ทางเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมต่อสหายแน่นอน เดี๋ยวในวันที่สหายจะออกจากโรงพยาบาลผมจะหาคนไปส่งให้นะ”
ฮั่วหรงหรงเผยรอยยิ้มเซียว ๆ ออกมา แววตาของเธอฉายความพึงพอใจ “ขอบคุณสหาย”
ที่เธอต้องการก็คือความมุ่งมั่นแบบนี้แหละ
นายตำรวจคนนั้นไปแล้ว สุดท้ายโอวหยางอวี้ซีก็ถามออกมาอีกครั้ง “เจ้าทำเช่นนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะกล่าวหาว่าเจ้าอกตัญญูหรือไร?”
“ไม่กลัวหรอก อกตัญญูไม่ได้ผิดกฎหมายนี่นา ฉันเป็นประชาชนที่เคารพกฎหมาย ระหว่างอกตัญญูกับกฎหมายบ้านเมือง ฉันก็ต้องเลือกบ้านเมืองก่อนอยู่แล้วค่ะ” หญิงสาวคลี่ยิ้มเล็กน้อย คำกล่าวคล้ายจนใจ แต่จริง ๆ แล้วคือเธอต้องการจัดการบ้านฮั่วอย่างเด็ดขาดเท่านั้น
เธอเป็นปรมาจารย์ ร่ำเรียนเรื่องหลักการทางธรรม และหลักการทางเต๋ามากมาย ทว่าก็ตระหนักได้ว่า บนโลกใบนี้ มันไม่ได้มีแค่สีขาวและดำเท่านั้น
เธอเป็นนักปราบผี ไม่ใช่นักบุญเสียหน่อย
“อีกอย่าง…” เธอพูดต่อ “เด็ก ๆ ที่อายุยังไม่ถึง 15 ในยุคที่พวกเราจากมา ยังฆ่าคนเพราะความคะนองได้เลย ดังนั้นเรื่องคุณธรรมความกตัญญูอะไรนั่น บางทีก็ต้องดูด้วยว่าคนที่อยากได้ เขาสมควรได้รับหรือเปล่า เพราะสันดานจากเบื้องลึกบางอย่าง ก็ใช่ว่าจะปรับเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน”
โอวหยางอวี้ซียิ่งยกยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อได้ยินแบบนี้ เขาหัวเราะอย่างชอบใจ “ฮ่า ๆ ๆ ถูกต้องแล้ว ต้องแบบนี้สิ น่าสนใจ น่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจริง ๆ ข้าติดตามเจ้าแบบนี้ย่อมมีแต่เรื่องน่าสนุกแน่นอน”
ฮั่วหรงหรงได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เธอเพียงมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ “จะติดตามฉันก็ต้องทำงานนะคะ ถ้าจะมาทำแค่วนเวียนรอบ ๆ ตัวก็ไปที่วัดเองเสียเถอะค่ะ”
“ชิชะ ดูถูกกันชัด ๆ ข้าคือฮ่องเต้หมิงกวงซ่างตี้ มหาจักรพรรดิผู้รวบรวมแผ่นดินจากเหนือจรดใต้ จะมาไม่มีความสามารถได้อย่างไร” วิญญาณหนุ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม
“งั้นทำงานบ้านได้มั้ย?”
เขาชะงักไป มือของเขาเคยแต่จับดาบกับฎีกา เคยจับไม้กวาดเสียเมื่อไร นั่นมันหน้าที่ข้ารับใช้
“ทำกับข้าวล่ะ?”
วิญญาณฮ่องเต้หนุ่มเหงื่อตก จะบอกว่าเดี๋ยวไปสั่งห้องเครื่องมาให้ก็ไม่ได้ ก็มันไม่มีนี่หว่า จะให้ไปขุดวิญญาณพ่อครัวจากห้องเครื่องมาทำ ก็เกรงว่าคนเหล่านั้นคงไปเกิดใหม่หลายตลบแล้ว
ฮั่วหรงหรงยังขยี้ต่อ “หาเงินให้ฉันได้ไหมคะ?”
โอวหยางอวี้ซีนิ่งคิด สีหน้าสะเทือนใจยิ่งยวด
“ขุด…สุสานตัวเองได้มั้ยล่ะ” ในนั้นมีแก้วแหวนเงินทองมากมายเลยล่ะ
ฮั่วหรงหรงมีสีหน้าดูแคลนชั่ววูบ
โอวหยางอวี้ซีโมโหแล้ว เขาเปล่งพลังวิญญาณออกมาไม่ยั้ง จนทำให้น้ำในแก้วที่อยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงกลายเป็นน้ำเย็นจัด
หญิงสาวปรายตาไปมองน้ำแก้วนั้น แล้วหันกลับมาจ้องวิญญาณตรงหน้า ริมฝีปากเหยียดยิ้ม สายตาที่จ้องตรงมาโดยไม่พูดนั้น แทงใจฮ่องเต้หนุ่มอย่างรุนแรง เพราะมันกำลังบอกว่า
หึ ก็มีดีแค่ทำให้น้ำเย็นนี่แหละว้า
ละครหลังม่าน
โอวหยางอวี้ซี : โฮ!!! ข้า ข้ามันไร้ประโยชน์ /// เข่าทรุด
ฮั่วหรงหรง : หึ ไปอยู่วัด /// ยิ้มร้าย
โอวหยางอวี้ซี : นี่วิญญาณนะไม่ใช่แมว เอะอะก็จะเอาไปอยู่วัดอยู่วัด /// รู้สึกอัปยศมาก
ฮั่วหรงหรง : อ่า ที่คิดไว้ในหัวไม่ใช่แมวแฮะ /// หลบตา
โอวหยางอวี้ซี : โฮ!!! สตรีใจร้ายยยยยยยย
Writer's talk :
คิดว่ากำลังจะสงสารน้องที่ชีวิตเดิมรัดทดเหลือเกิ๊น แต่ดั๊นนนน สงสารแต่มากกว่า
555 โอ๊ยยยย น้อ วิญญาณที่สามารถทำให้น้ำเย็นได้นะเออ
กับบ้านฮั่วต้องค่อย ๆ ใจเย็น ๆ นะคะ น้องฟาดแน่นอนจ้า
รักนะ