โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ลูกชาย “เฮียเก้า” มอบตัวคดีตีนไก่สวมสิทธิ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 26 มี.ค. 2567 เวลา 08.26 น.

ลูกชาย “เฮียเก้า” มอบตัวคดีตีนไก่สวมสิทธิ

เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2567 ชุดสืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้การกำกับของ นายวิทวัส สุคันธรส ผอ.ศูนย์สืบสวนสะกดรอยฯ ได้สั่งการให้ นายวุฒิไกร ศรีธวัช ณ อยุธยา ผอ.ส่วนสะกดรอยและการข่าว เข้าจับกุม นายกรินทร์ ปิยพรไพบูลย์ อายุ 25 ปี ลูกชายบุญธรรมของนายหลี่ เซิ่งเจียว หรือ เฮียเก้า ผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 127/2566 หรือ คดีตีนไก่สวมสิทธิ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 113/2567 ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

หลังเดินทางกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และประสานเข้ามอบตัวกับดีเอสไอ โดยพนักงานชุดจับกุมได้ทำบันทึกการจับกุมและควบคุมตัว นายกรินทร์ ก่อนนำส่งคณะพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ควบคุมตัวมายังอาคารดีเอสไอ เพื่อดำเนินคดี เมื่อมาถึงบริเวณหน้าอาคารดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายกรินทร์ ลงจากรถยนต์ ยี่ห้อ Toyota รุ่น Fortuner สีดำ ทะเบียน 3 ขษ 3269 กรุงเทพมหานคร

โดยนายกรินทร์ ได้สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สวมหน้ากากอนามัยสีขาว ในมือถือกระดาษเอกสาร เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ทำไมวันนี้จึงประสานติดต่อเข้ามอบตัวกับดีเอสไอ รวมถึงมีอะไรอยากจะชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ เจ้าตัวไม่ตอบคำถาม ก่อนเดินเข้าภายในอาคารไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสะกดรอย เพื่อไปทำบันทึกจับกุม ก่อนเตรียมย้ายมาที่ห้องพนักงานสอบสวนคดีหมูเถื่อน ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 2

เพื่อให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบปากคำ ที่ห้องพนักงานสอบสวนคดีหมูเถื่อน ศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ชั้น 2 ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน พร้อมด้วยนายเกรียงศักดิ์ สุวรรณศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ นายคณพ ปิ่นทอง ผอ.ส่วนสอบสวนการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 1 ร่วมกันเปิดเผยก่อนเข้าสอบปากคำ นายกรินทร์ ปิยพรไพบูลย์

โดย นายเกรียงศักดิ์ สุวรรณศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ กล่าวว่า นายกรินทร์ ปิยพรไพบูลย์ อายุ 25 ปี เดิมมีชื่อว่า นายปรีชา แซ่จ้าว มีหน้าที่ดำเนินธุรกิจต่าง ๆ แทนบิดาของตัวเอง ก็คือ นายหลี่ เซิ่งเจียว หรือเฮียเก้า ทั้งยังมีหน้าที่ติดต่อในการนำตู้คอนเทเนอร์ ซึ่งบรรจุตีนไก่เข้ามาภายในราชอาณาจักรไทย เมื่อนำเข้ามาแล้วจะนำไปผลิตที่บริษัทในพื้นที่ จ.นครปฐม

จากนั้นจะมีการส่งออเดอร์ไปยังประเทศจีน และประเทศจีนก็จะจ่ายเงินกลับมา ซึ่งประเทศจีนมักสั่งซื้อไม่อั้นและจะมีการจ่ายเงินล่วงหน้า ลักษณะวนเป็นวัฏจักร นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564 พบจำนวนตู้คอนเทเนอร์ที่บรรจุตีนไก่ 200 กว่าตู้ ส่วนบทบาทของนายกรินทร์ กับบริษัทห้องเย็น คือ บริษัท ทองหอม ฟู๊ด โปรดักส์ จำกัด และ บริษัท ทรัพย์ทองหอม ฟู๊ดโปรดักส์ จำกัด ที่ จ.นครปฐม นั้น

นายกรินทร์ถือเป็นผู้ซื้อผู้ขาย และเป็นผู้รับเงินโอนเงิน เรียกง่าย ๆ คือ เป็นตัวการสำคัญ และยังมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบิดาของตัวเอง หรือเฮียเก้า นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังหลายกลุ่มเครือข่ายที่ทำเกี่ยวกับตีนไก่สวมสิทธิ ซึ่งพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้นั้นค่อนข้างชัดเจน ส่วนจำนวนเงินที่พบว่านายกรินทร์ มีการทำธุรกรรมทางการเงินกับกลุ่มเครือข่าย พบว่ามีมูลค่าเงินสูงถึง 20 ล้านบาท เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565

ซึ่งประเด็นที่เราจะใช้สอบปากคำนายกรินทร์ในวันนี้ก็จะมีความสอดคล้องกับที่เคยใช้สอบปากคำเฮียเก้า และ เฮียเกียรติ (นายสมเกียรติ กอไพศาล อดีตเลขาส่วนตัวของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) อาทิ เรื่องการซื้อขาย และการนำเข้าสินค้า ตู้คอนเทเนอร์จากต่างประเทศ ด้วยการสำแดงเป็นสินค้าประเภทอื่น แต่ความเป็นจริงคือ ตีนไก่ ประเด็นการทำธุรกรรมทางการเงิน อีกทั้งจะสอบถามในเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายกรินทร์และข้าราชการฝ่ายการเมืองด้วย เพราะเขามีการเปลี่ยนชื่อและนามสกุล เราก็ต้องถามว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อะไรหรือไม่ เพราะมีการไปใช้นามสกุลของพี่ชายนักการเมืองดัง อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวเราจะต้องประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกรินทร์ มีบทบาทเป็นกรรมการใน 9 บริษัท แต่บริษัทที่เขาใช้ทำธุรกิจจริง ๆ มี 3 บริษัท ซึ่งจะรับโอนเงินชำระค่าตีนไก่จากต่างประเทศ ทั้งนี้ ในบรรดาบริษัททั้ง 9 แห่งที่นายกรินทร์เข้าไปเกี่ยวข้อง มีทั้งบริษัทที่ดำเนินการในธุรกิจอื่น ๆ แต่นายกรินทร์ได้นำมาใช้ในการนำเข้าสินค้าตีนไก่และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีน ทั้งนี้ หากนายกรินทร์ให้การเป็นประโยชน์ เมื่อสอบสวนเสร็จ เราจะส่งเรื่องให้ รรท.อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาให้ประกันตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวนต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.ณฐพล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าในคดีพิเศษที่ 127/2566 หรือคดีตีนไก่สวมสิทธิ เราได้ตรวจสอบสถานภาพของเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบันว่าในช่วงเวลาดังกล่าว บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี มีใครประจำการบ้าง เพราะเราได้ข้อมูลจากเอกสารพบว่ามีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ กรมประมง เราจะตรวจสอบว่าชื่อที่ปรากฏในส่วยเป็นชื่อนามสกุลจริงหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างส่งข้อมูลไปสอบถามยัง 3 หน่วยงาน คือ กรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร และกรมประมง เพื่อดูว่ามีชื่อใครบ้าง

หากมีการตอบกลับมา เราก็จะเรียกบุคคลนั้นๆมาให้ถ้อยคำต่อไป ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ที่ปรากฏชื่อในบัญชีส่วย บางรายประสานจะเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอก่อนนั้น พอเราได้ดูรายชื่อพบว่าบางรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว หลังจากนี้จึงต้องประสานกลับอีกครั้งว่าพร้อมจะเข้าให้ข้อมูลห้วงเวลาใด นอกจากการรอเจ้าหน้าที่รัฐเข้าให้ข้อมูลเรื่องการรับเงินส่วยจากกลุ่มของนายประกร มหากิจโภคิณ กรณีบริษัท พี ซี ฟูดส์ เซ็นเตอร์ จำกัด นั้น เราก็จะสอบปากคำผู้ต้องหาขนานไปด้วยว่าเอกสารส่วยคืออะไร เพราะที่ผ่านมาพวกเขายังไม่เคยให้ถ้อยคำในส่วนนี้ โดยบอกว่าจะกลับไปรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเข้าให้การในครั้งถัดไป ส่วนในกรณีจะต้องแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในประเด็นที่มีการให้สินทรัพย์แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนเพื่อดูข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน

พ.ต.ต.ณฐพล กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในคดีพิเศษที่ 59/2566 หรือคดีหมูเถื่อน 161 ตู้ จากการที่เราได้แยกสำนวนออกเป็น 10 เลขคดีพิเศษ และได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไปแล้ว 3 สำนวน ส่วนอีก 7 สำนวน เราได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงพบว่ามี 2 บริษัทที่มีเจ้าหน้าที่รัฐ 3 หน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ กรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร และกรมประมง ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบสถานภาพ หากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจริง 2 สำนวนนี้ เราจะส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ

ขณะที่ 5 สำนวนที่เหลือเราจะส่งไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ คาดว่าจะเเล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย.นี้ ส่วนคดีพิเศษที่ 126/2566 หรือคดีหมูเถื่อน 2,388 ตู้ ในคดีนี้ เนื่องจากเป็นตู้หมูที่นำเข้ามายังท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และได้นำออกไปจำหน่ายหมดแล้ว ปัญหาคือไม่มีของกลางให้เราตรวจสอบ เราจึงต้องไปดูว่าตู้ที่ถูกนำเข้ามานี้ได้ถูกสำแดงเป็นอะไร

เบื้องต้นพบว่าถูกสำแดงเป็นพอลิเมอร์และเนื้อปลาแช่แข็ง ดังนั้น สิ่งที่จะยืนยันได้คือการทำกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา (MLAT) จากประเทศต้นทาง เพื่อดูใบส่งของ (Invoice) ใบตราส่งสินค้า หรือ Bill of Lading (B/L) ว่าสินค้าแท้จริงคืออะไร ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการดำเนินการกับกลุ่มผู้นำเข้าได้ ซึ่งกลุ่มผู้นำเข้าก็เป็นบริษัทที่ดีเอสไอ เคยดำเนินคดีมาก่อน จำนวน 9 บริษัท

โดยมีพฤติกรรมสั่งเข้ามาในปี 2565-2566 และยังมีอีกประมาณ 2 บริษัท ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอีก แต่แม้ 9 บริษัทจะเคยถูกดำเนินคดีมาก่อนแล้ว แต่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทได้ สำหรับบริษัทที่อยู่ต่างประเทศโดยมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์เถื่อน ได้มีการสั่งซื้อสินค้าด้วยนั้น คณะพนักงานสอบสวนพบว่ามีบริษัทที่อยู่ต่างประเทศ จำนวน 15 บริษัท เป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าการเกษตร มีทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา มีประเทศในทวีปอเมริกาใต้ 2 ประเทศ และในทวีปยุโรป 5 ประเทศ อาทิ ประเทศเยอรมนี ประเทศเดนมาร์ก ประเทศอิตาลี ประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนติน่า จึงต้องมาดูว่าข้อมูลที่ได้มีการประสานไปจะสอดคล้องกับที่กลุ่มผู้ต้องหาระบุหรือไม่ ว่าได้สั่งซื้อสินค้าเนื้อปลาแช่แข็ง หากไม่มีความสอดคล้องกันก็ต้องดำเนินคดี

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...