โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เลือกตั้งโปร่งใส ภารกิจท้าทาย กกต. ย้อนดูคำร้องเลือกตั้ง 66 สะท้อนอะไรถึง เลือกตั้ง 69

Thai PBS

อัพเดต 12 มกราคม 2569 เวลา 1.50 น. • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • Thai PBS

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน กับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 ก.พ. นี้ ทำให้บรรยากาศการหาเสียงในหลายพื้นที่เริ่มร้อนระอุ ทั้งการชูนิ้วกลางใส่กัน ติดป้ายหาเสียงทับป้ายคู่แข่ง รวมถึงการปราศรัยที่ถูกวิจารณ์ว่าใส่ร้ายบิดเบือน

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงตลอดจนทุกกระบวนการในการจัดการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปตามกติกา ซึ่งมีกฎหมายควบคุมดูแล ทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ ที่ไม่ได้บังคับใช้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องรับหน้าที่ควบคุมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใสเพื่อทำให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย The Active ชวนย้อนดู การเลือกตั้งครั้งปี 2566 ผ่านคำวินิจฉัยของ กกต. ในอดีต พร้อมจับตาการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เอาผิดคนได้ไม่ถึง 9% เอี่ยวพรรคใหญ่มากที่สุด

จากข้อมูลที่ผ่านมา กกต. รับเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งปี 2566 เข้าสู่การพิจารณา 128 คำร้อง* แบ่งเป็นเกี่ยวกับ

  • การหาเสียง 116 เรื่อง
  • คะแนนเลือกตั้ง 7 เรื่อง
  • คุณสมบัติผู้สมัคร 7 เรื่อง
  • พรรคการเมือง 2 เรื่อง

โดยพรรคที่มีเรื่องร้องเรียนมากคือเป็นพรรคใหญ่อย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ พรรคเพื่อไทยสามารถเคลียร์ข้อกล่าวหา ทำให้มีอัตราการรอดพ้นจากคำร้องได้มากกว่าพรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้ง

ในแง่จำนวนบุคคลรวมแล้วมีผู้ถูกกล่าวหามากถึง 395 คน* แต่ กกต. สามารถเอาผิดได้เพียง 35 คน คิดเป็น 9% เท่านั้น ส่วนอีก 360 คน หรือ 91% ไม่มีความผิด

โดยกลุ่มผู้ถูกร้องส่วนใหญ่เป็นผู้สมัคร สส. 144 คน แต่เอาผิดได้เพียง 9 คนเท่านั้น เป็นพรรคภูมิใจไทย 3 คน พรรคก้าวไกล 2 คน และพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคละ 1 คน

กลุ่มผู้ถูกร้องรองลงมา เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง 139 คน เอาผิดได้ 26 คน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย 6 คน พรรคพลังประชารัฐ 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน พรรคเพื่อชาติและพรรคเศรษฐกิจไทยพรรคละ 1 คน และที่ไม่ระบุพรรคอีก 13 คน

กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ 24 คน ก็ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย ในการซื้อเสียงและใช้ตำแหน่งหน้าที่มิชอบ แต่ทุกคนพ้นข้อกล่าวหา แม้จะ กกต. มีความเห็นว่า การช่วยหาเสียงเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสมในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางก็ตาม

ด้านพื้นที่ พบว่ามีการร้องในพื้นที่สนามใหญ่อย่าง ชลบุรี นครราชสีมา นครศรีธรรมราช ซึ่งอาจสะท้อนได้ในหลายมุม ว่ามีการกระทำผิดในพื้นที่มาก มีการตื่นตัวทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น หรืออาจเป็นการใช้ช่องทางร้องเรียนขัดขาคู่แข่งก็เป็นได้

*หมายเหตุ:

  • 1 คำร้องที่ กกต. รับพิจารณา สามารถมีข้อกล่าวหาได้มากกว่า 1 เรื่อง (ประเภทเรื่อง) และมากกว่า 1 กรณี
  • จำนวนคน รวมนับซ้ำคนที่โดนร้องมากกว่า 1 เรื่อง ซึ่งสังกัดพรรคหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับพรรคและนับรวมการถูกร้องในนามพรรคด้วย

‘ซื้อเสียง’ ยังมีจริง แต่เอาผิดยาก

หากดูเฉพาะคำร้องเกี่ยวกับการซื้อเสียง ไม่ว่าจะเป็นการให้เงิน ให้ของ หรือให้ผลประโยชน์ต่าง ๆ พบว่ามีพรรคที่ถูกร้อง 8 พรรค รวม 80 กรณี ผู้ถูกร้องรวม 200 คน นับว่าเป็นความผิดที่ถูกร้องมากที่สุด

จากการตรวจสอบผู้ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคต่าง ๆ ในการซื้อเสียง พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ถูกร้องซื้อเสียงมากที่สุด 25 เรื่อง 77 คน อย่างไรก็ตาม ผลการวินิจฉัยของ กกต. ชี้ว่ามีความผิดจริงเพียง 8 คนเท่านั้น รองลงมาคือพรรคเพื่อไทย 17 เรื่อง 31 คน โดยไม่มีผู้ใดถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดเลย

ทั้งนี้ พยานหลักฐานเป็นส่วนสำคัญในการสอบสวน แม้ผู้ที่อ้างว่าได้รับเงินจะยืนยันว่าได้รับการติดต่อเข้ามาซื้อเสียงจริง แต่ดูเหมือนว่าหากไม่มีหลักฐานที่ต้องชัดเจนมาก ๆ ถึงขนาดมีคลิปตอนยื่นเงินพร้อมเสียงที่พูดว่าให้เลือกเบอร์อะไร คนทำผิดก็อาจหลุดรอดไปได้ ซึ่งหลายครั้งที่เป็นการสื่อสารหลบเลี่ยง เปิดช่องให้อ้างตีความเป็นอย่างอื่นได้

แม้แต่เงินของกลางก็ต้องเก็บไว้เพื่อส่งตรวจสารพันธุกรรมบนธนบัตร หากนำไปใช้เสียก่อน หรือไม่มีลายนิ้วมือผู้ถูกร้องก็ขาดหลักฐานสนับสนุนจนอาจยากที่จะเอาผิด รวมถึงต้องมีประวัติการโอนเงินจากบัญชีผู้สมัครไปยังบัญชีผู้ที่แจกเงิน โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าคงไม่มีผู้สมัครคนไหนเป็นผู้ยื่นเงินด้วยตนเอง หรือกดโอนเงินจากบัญชีตนเองแน่

ตัวอย่าง บทสนทนาคลิปเหตุการณ์ จ.เพชรบูรณ์

A: “เซ็นแล้วเอาเงินไป 3,840 บาท”

B: “เงินอะไร”

A: “เงินเลือกตั้ง”

B: “ไม่เอา”

A: “หนูให้เขาเซ็นชื่อหมดทุกคนแล้ว ก็เป็นอย่างนี้อีกแล้ว”

จากนั้นขณะที่ B กำลังจะกลับบ้าน ได้สอบถาม A ว่า ตกลงจะให้แจกเงินให้กับเบอร์ใด A ตอบว่า ให้บอกชาวบ้านว่าลงคะแนนให้…เท่านั้น ส่วนพรรคจะลงคะแนนให้กับเบอร์ใดก็ได้ แต่การพูดถึงผู้สมัครนี้ไม่ได้มีการบันทึกคลิปไว้ ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญจึงขาดหายไป ผู้ถูกกล่าวหา 11 คน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน อบต. อสม. จึงถูกวินิจฉัยว่าไม่ผิด

เรื่องร้องเรียนนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจ คือผู้ถูกกล่าวหาอีกคนอ้างว่าเงินนี้ไม่ใช่เงินซื้อเสียง เป็นเงินที่ A (ผู้ถูกกล่าวหา) ให้เป็นค่าตอบแทนชาวบ้านในโอกาสที่ A ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้เห็นว่าความโปร่งใสในระดับท้องถิ่นยังมีปัญหา

ในหลายกรณี พบว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ทำหน้าที่แจกเงินหรือจดรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกวินิจฉัยว่ามีความผิด หรือแม้แต่ยอมรับด้วยตนเอง แต่ผู้สมัครกลับถูกวินิจฉัยว่าไม่มีความผิด เพราะการให้ถ้อยคำไม่ซัดทอดไปถึงเจ้าของเงิน การตรวจสอบเส้นทางการเงินก็ดูที่การเชื่อมโยงระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้สมัครโดยตรงเป็นหลัก ทั้งที่เงินสกปรกย่อมมีเส้นทางที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยที่ผู้สมัครหรือพรรคไม่จำเป็นต้องออกหน้า

เช่นที่ จ.ขอนแก่น มีภาพบันทึกเหตุการณ์หลังการปราศรัยเสร็จสิ้น ชาย 2 คนเป็นผู้จัดแถวให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยเดินลงบันไดทางเดียวแล้วยืนแจกเงินให้ ทั้ง 2 คนยอมรับว่าชายในภาพคือตนเอง ด้านผู้สมัครปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักชาย 2 คนนี้มาก่อน เมื่อตรวจสอบประวัติการโทรศัพท์ก็ไม่พบการติดต่อหากัน ผลวินิจฉัยจึงเอาผิดชาย 2 คนที่แจกเงิน ส่วนผู้สมัครรอด

หรือในกรณีที่ จ.นครราชสีมา ที่ผู้ถูกกล่าวหาคนหนึ่งยอมรับผิดว่าแจกเงินจริงตามคลิปหลักฐาน แต่อ้างว่าเป็นเงินส่วนตัวที่แจกให้เพราะชื่นชอบนโยบายและผลงานของผู้สมัครคนนี้

อีกกรณีหนึ่ง ผู้สมัคร จ.อุดรธานี เป็นผู้พูดด้วยตนเองบนเวทีปราศัยว่าได้แจกเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เล่าว่าชาวบ้านมีความน้อยอกน้อยใจที่เงินไม่เท่าเทียมกัน

“คราวนี้พอผมลงสมัครก็เลยคิดถึง อสม.เอ๋ อสม. นี่ปรึกษากับเมีย เราเรียก อสม. มากินข้าว ที่บ้านเราสักมือเป็นยังไงหล่ะ เอาก็เอาสิ ก็ไปเรียกเลย เรียก อสม. มากินข้าวที่บ้าน กินข้าวแล้วใส่มือให้ สองร้อยบาทต่อคนนึงนะ คราวนี้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านกับผู้ใหญ่บ้านก็ไป ก็เลยให้ห้าร้อยบาท”

“เรื่องของเรื่องนะนิ ต่อมา อสม. คนนี้ ถ้าเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ได้ห้าร้อยใช่ไหม คนนี้ก็ได้สองร้อย เกี่ยวกับคนนี้ ออกบ้านผมไป ไปถามกันกับอีกคนหนึ่งพี่ได้เท่าไหร่ ผู้ช่วยบอกได้ห้าร้อยว่างั้น เดือดร้อนกันหมดคราวนี้ เอ้า คือได้สองร้อย ไป ๆ ไม่ได้นะ กูก็กาให้คะแนนหนึ่งเหมือนกัน ทะเลาะกันแล้วครานี้ ไปถามใคร ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยก็ได้ห้าร้อย ไปถาม อสม. ได้คนละสองร้อยเราจะผิดกันพี่น้องเอ้ย ไม่แล้ว ไปคุยกันที่ศาลากลางบ้านอีก ชาวบ้านก็ได้ยินอีก เพราะว่าไม่ได้ ก็ชาวบ้านนี่หล่ะ ชาวบ้านโกรธคราวนี้ คราวนี้ว่าผมเอาแต่ อสม.อีก กาอยู่นะ เกือบแพ้เขา ไม่กาให้ผม โกรธว่าไม่ได้สองร้อย ไม่ได้ เอาอะไรปานนั้นหรอก เอายี่สิบบาทก็ได้นะว่างั้น นี่ไม่ให้เลย ถ้าไม่ให้สักคน เขาก็ไม่โกรธว่างั้น นี่ไปให้ อสม. สองร้อยนี่หล่ะ ผมถึงบอกว่า วันนี้กลับไปแล้ว อย่าไปเล่าให้ใครฟัง ไปถึงบ้านแล้วก็หัวเราะเลย ติดไว้ซะก่อน

วันสุดท้ายเราค่อยว่ากัน ถ้าไม่มีอะไรได้กันหมดทุกคน ไม่ต้องห่วงนะครับ ให้ใจเย็น ๆ ถ้าคนที่บ้านถามว่าวันนี้ได้อะไร สส. เขาไป ไปได้อะไร ไปฟังเขาพูดเฉย ๆ พูดแบบนี้เลยนะพี่น้อง ขอฝากไว้ อย่าไปเสียใจข้างนอก น้อยไปน้อยมากก็ตามอดใจไว้ก่อน จนกว่าจะถึงบ้านตัวเอง ถ้าไม่มีบทเรียน จะไม่พูดเรื่องนี้ มันมีบทเรียนจากคะแนนเจ็ดพันแปดพัน เหลืออยู่สี่พันห้า แต่บางคนไม่ได้เงินไป จะไม่กาว่างั้น เงินไม่มีหนีไปนา เงินไม่มากาไม่เป็น หวังจะได้เป็นพันโน่นนะ บ้าดโร่ คนบางคนก็พูดว่าอันนี้คนข้างบ้านผมว่า ได้แบบนั้น เป็น อสม. ว่างั้น ผมนี่เป็นหลานเราก็ยังไม่ให้ผมเลย โอ้ย เสียหายมากเลยพี่น้องเอย เอ้า ตอนนี้ ปิดเป็นความลับให้ผมด้วย โกหกคนที่บ้านเราเลย ถึงวันค่อยว่ากัน จะมีอะไรก็จะได้กันทุกคนอยู่นะ นะ ฝากไว้ ๆ พี่น้อง”

โดยผู้สมัครยอมรับว่าได้พูดจริง แต่เป็นเพียงการเล่าเหตุการณ์ปี 2555 ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล สุดท้ายวินิจฉัยว่าไม่ผิด

สรุปแล้วพยานหลักฐานที่ไม่เพียงพอทำให้การร้องเรียนเรื่องซื้อเสียงมีผู้สมัคร สส. ถูกวินิจฉัยว่าผิดเพียง 5 คนเท่านั้น เป็นพรรคภูมิใจไทย 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ 1 คน และพรรคพลังประชารัฐ 1 คน ภายหลังหนึ่งในนี้กลับได้เป็น สว. คือนายสมชาย เล่งหลัก ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2566 ทั้งที่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปีเพราะซื้อเสียง ทำให้ขาดคุณสมบัติ สว. แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่ง สว. เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2568

การเลือกตั้ง 2569 นี้ หลายพรรคชูความสุจริตโปร่งใสกันชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยที่เปิดศูนย์รับแจ้งเบาะแสทุจริต หรือการหาเสียงด้วยนโยบายต้านโกง เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ เพราะรู้ว่าตอนนี้คนไทยบอบช้ำและเบื่อหน่ายกับการทุจริตมากพอแล้ว รวมถึงอาชญากรรมสแกมเมอร์ ทุนเทา ความเสียหายจากโครงการรัฐ ที่เป็นผลพวงจากการทุจริตด้วย

แต่ก็ไม่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะมีความโปร่งใส สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความพร้อมของประชาชนต่อการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” จาก 2,000 ตัวอย่าง พบว่าในภาพรวม คนไทยพร้อมเลือกตั้ง แต่ยังไม่เชื่อมั่นระบบ โดยเฉพาะด้านความสุจริตและเที่ยงธรรมที่คะแนนค่อนข้างต่ำ

ผู้คุมกฎอย่าง กกต. เป็นหัวใจสำคัญในการเลือกตั้งที่โปร่งใส ในวันนี้กลวิธีเดิมในการกระทำผิดยังได้ผล แล้วยังมีกลเม็ดใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่เท่าทัน จึงเป็นความท้าทายของ กกต. ที่ต้องจับให้ได้ ไล่ให้ทัน เพื่อหยุดบ่อนทำลายประชาธิปไตย

ข้อร้องเรียนเหล่านี้ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจ สำรวจข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Open Data คำวินิจฉัยกระทำผิดการเลือกตั้ง 2566 โดย Active Data Lab

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจต้องปฏิรูป ไม่ใช่แค่แจกเงิน

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

EP.278 พุทธศาสนาเกาหลีใต้ ปรับตัวอย่างไร ในวันที่คนไร้ศรัทธา

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สมช.ออกแถลงการณ์ เหตุลอบวางระเบิดสถานีน้ำมัน 11 แห่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้สมัครสมาชิก อบต.ฉีกบัตรเลือกตั้ง อ้างกากบาทผิด จ.นครศรีธรรมราช

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...