บล.กรุงศรี มอง SET ฟื้นตัว หลัง “เดลต้า” คลายกดดัน ชู ADVANC–BCP–ITC รับดอกเบี้ยขาลง
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นมีโอกาส “ฟื้นตัว” หลังความผันผวนจากบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ในสัปดาห์ก่อนหน้าเริ่มคลี่คลาย โดยมอง Downside ของตลาดค่อนข้างจำกัด จากการที่ราคาหุ้น DELTA เข้าใกล้แนวรับสำคัญบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (MA200) ในกรอบ 160–157 บาท ขณะที่แรงส่งของตลาดยังมาจากความเชื่อมั่นต่อนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น
ฝ่ายวิจัยระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญอยู่ที่รายงานภาคแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะออกมาอ่อนตัวกว่าระดับการจ้างงานปกติ สอดคล้องกับข้อมูลเงินเฟ้อที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ CPI จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Fund Rate) ส่งผลให้มุมมองต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย ประกอบกับภาพกระแสเงินทุนที่เริ่มหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี (เพื่อรอพัฒนาการด้านปัญญาประดิษฐ์) เข้าสู่หุ้น Value มากขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้น บล.กรุงศรี แนะนำให้น้ำหนักกับ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ้น Value ที่ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมากกว่า 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (AVG – 1.0 S.D.) และเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว อาทิ กลุ่มโรงกลั่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และกลุ่มปิโตรเคมี บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC
หุ้นที่ตลาดคาดว่ากำไรไตรมาส 4 ปี 2568 จะออกมาดี อาทิ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON, บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC และ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC
ในเชิงพื้นฐาน ADVANC มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 4 ปี 2568 เติบโตเด่น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.4% จากไตรมาสก่อน พร้อมอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง ขณะที่ BCP ได้แรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกต่อต้นทุนน้ำมันในระยะกลางถึงยาว และให้ผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 4% ต่อปี ส่วน ITC คาดว่ากำไรจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 แม้ค่าเงินบาทยังแข็งค่า และมีแนวโน้มโดดเด่นมากขึ้นในช่วงถัดไป
ด้านปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เดือนธันวาคม ซึ่งคาดเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ขณะที่จีนต้องติดตามตัวเลขการค้าระหว่างประเทศเดือนธันวาคม ซึ่งคาดว่าส่งออกจะชะลอลง ส่วนในประเทศให้ความสำคัญกับรายงานนักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์ และทิศทางนโยบายการเมืองในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรต่อหุ้นของตลาด (SET EPS) ปี 2568 อยู่ที่ 89.50 บาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มที่มีการปรับประมาณการขึ้น ได้แก่ ก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และธนาคาร ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและอสังหาริมทรัพย์ถูกปรับลดลง ส่วนกระแสเงินทุนสัปดาห์ก่อนยังไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) มูลค่า 416 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยมีเงินทุนไหลเข้า 83.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ยังมีแรงขายในตลาดหุ้น แต่มีการเข้าซื้อพันธบัตรสุทธิ ขณะที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทรงตัวในกรอบ 31.40–31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ