โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยควรทำอย่างไร เมื่อกัมพูชาใช้'เขาพระวิหาร' เป็นฐานที่มั่นในการทำสงคราม?

The Better

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 04.14 น. • THE BETTER

วันนี้ เพจกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุว่า "โบราณสถานไม่ใช่สนามรบ" พร้อมระบุว่า การใช้โบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทหาร เป็นการละเมิดกฎหมาย มนุษยธรรมสากล และทำลายคุณค่าทางโบราณสถานอย่างร้ายแรง โบราณสถานไม่ใช่สนามรบ การปฏิบัติการทางทหาร การติดตั้งอาวุธ กล้องตรวจการณ์ และระบบแอนตี้โดรนบนพื้นที่โบราณสถาน ถือเป็นการละเมิดหลักสากลที่ทุกประเทศต้องเคารพ

ภาพหลักที่นำมาประกอบนั้น คือภาพของปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งในสงครามไทย-กัมพูชาครั้งนี้มีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารโดยตรง คือเมื่อวานกองทัพไทยสามารถทำลายเครนทางขึ้นเขาพระวิหารฝั่งกัมพูชาซึ่งใช้เป็นที่ติดตั้งสกัดโดรน และยังมีการที่กองทัพกัมพูชาส่งทหารขึ้นไปประจำการที่เขาพระวิหาร คาดว่าจะใช้เป็นฐานที่มั่นเช่นเดียวกับที่ใช้ปราสาทอื่นๆ เป็นเกราะกำบังมาแล้ว

ผมจึงเห็นว่า เขาพระวิหารกลายเป็นสนามรบไปแล้ว ทำให้ไทยต้องเข้าไปกำจัดฐานที่มั่นรอบๆ ปราสาท โดยที่กัมพูชาแต่งเรื่องใส่ร้ายไทยว่าทำการโจมตีตัวปราสาท

คนไทยจะโกรธแค้นกับการกระทำอันหมายเอาชีวิตไทยและยังโกหกต่อประชาคมโลกเพื่อทำให้ตัวเองเป็นเหยื่อ โดยมีปราสาทเขาพระวิหาร "อันเป็นที่รักยิ่ง" ของคนไทยและคนกัมพูชา เป็นตัวประกันในสงคราม

แม้ว่าเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารจะตกเป็นของกัมพูชาตามคำพิพากษาของศาลโลก แต่คนไทยก็ยังฝันว่าสักวันปราสาทแห่งนี้จะกลับมาเป็นของไทยอีกครั้ง

ผมเองก็มีความฝันแบบนั้น เพียงแต่ว่าเราต้องเคารพกติกาสากล ไม่สามารถยึดพื้นที่นั้น "คืนมาเป็นของไทยได้" ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ที่เรา "ยึดคืนมา" เพราะเป็นของไทยหรือถูกสวมรอยว่าเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" หรือแม้แต่ "ถูกกัมพูชารุกเข้ามา"

กรณีของเขาพระวิหารจึงต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า กัมพูชาไม่ได้ดูดำดูดีประสาทพระวิหารยามเมื่อมันตกอยู่ท่ามกลางสงคราม แทนที่จะประกาศให้เป็นพื้นที่ปลอดทหาร กลับเสริมกำลังทหารเข้าไป ทั้งยังติดตั้งยุทโธปการณ์ที่เป็นภัยต่อไทย

พอไทยทำการทำลายยุทโธปกรณ์เหล่านั้น กัมพูชาก็ฟ้องชาวโลกว่า "ไทยทำลายปราสาทพระวิหาร" และยังพยายามโยงประเทศที่สามเข้ามาโดยบอกว่า ปราสาทพระวิหารร่วมบูรณะกับอินเดียกำลังถูกทำลาย นี่คือพฤติกรรมที่ไม่เป็นวิญญูชนเพราะการที่ประเทศไหนมาบูรณะร่วม ก็ใช่ว่าประเทศนั้นจะต้องมาร่วมกับสงคราม แต่กัมพูชาต้องการให้มีหลายประเทศมากที่สุดมาช่วยรุมไทย

ในเมื่อเขาพระวิหารเป็นภัยทั้งทางทหารและการทูตต่อไทยขนาดนี้ ไทยควรจะยึดคืนมันมาหรือไม่? แน่นอนว่า ผมบอกแล้วว่า "ยึดคืนมาเป็นของเราไม่ได้"

เพราะดินแดนนั้นเป็นเขตอธิปไตยของกัมพูชา และกองทัพและรัฐบาลไทยมีหน้าที่ในการทวงดินแดนของไทยที่ถูกรุกล้ำเท่านั้น

แต่ก็ยังมีเสียงเรียกร้องของคนไทยให้ยึดคืนเขาพระวิหารกับมา ทั้งจากสื่อเองและคนธรรมดาๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะทำให้รัฐบาลลำบากใจ เพราะกลัวว่าหากคนไทยเรียกร้องมากๆ เข้า กัมพูชาก็อาจฉวยโอกาสฟ้องประชาคมโลกว่า "ไทยอยากยึดเขาพระวิหาร"

แต่ผมอยากกจะบอกรัฐบาลว่า อย่าไปตาขาวกับประเด็นนี้มากนัก เพราะนั่นเป็นทัศนะของประชาชน "ไม่ใช่มติมหาชน" ที่รัฐต้องปฏิบัติตาม

ตรงกันข้าม ผมอยากให้คนที่ขี้กลัวในเรื่องคนไทยทวงคืนเขาพระวิหารได้ลองตรวจสอบพฤติกรรมของสือและคนกัมพูชาดูบ้างว่าเขาต้องการดินแดนของเราอย่างเลวร้ายแค่ไหน ซึ่งผมเคยเขียนไว้บ่อยครั้งแล้วทั้งใน The Better และในโซเชียลมีเดียส่วนตัว ซึ่งมีผู้อ่านและแชร์เป็นจำนวนมาก

ผมเชื่อว่าความต้องการดินแดนของไทยโดยพวกกัมพูชา หรือ Cambodian Irredentism นั้นเป็นปัญหาต่อไทย ยิ่งกว่าคนไทย "ฝัน" อยากจะได้เขาพระวิหารคืนมา

ผมขอให้ภาครัฐพิจารณาเรื่องนี้ดีๆ เพราะไม่ใช่คนไทยทุกคนที่จะ "ใจเย็น" แบบผม

แต่เพื่อตอบคำถามของคนไทยที่ถาม เรียกร้อง และสงสัยว่า "ไทยสามารถยึดคืนเขาพระวิหารได้หรือไม่?" ผมก็ต้องตอบอีกครั้งว่าไม่ได้และไม่ควร เพราะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

และไทยนั้นเป็น "ลูกที่ดี" ของระเบียบโลก แม้ประชาชนไทยอยากจะดื้อกับระบบ แต่รัฐบาลเขาดื้อไม่ได้ หากไม่แล้วเขาจะทำงานลำบาก ซึ่งงานนั้นก็คือรักษาภาพลักษณ์ของไทยในฐานะวิญญูชนผู้เคารพกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ด้วยคำถามนั้น (ไทยสามารถยึดคืนเขาพระวิหารได้หรือไม่?) ผมจะขอตอบโดยใช้เนื้อหาจากบทความที่เขียนก่อนหน้านี้ (ซึ่งสามารถอ่านได้ที่นี่)

ในบทความนั้นผมยกตัวอย่างว่า "ความมั่นคง" มักจะสวนทางกับ "กฎหมายระหว่างประเทศ" ดังนั้นประเทศต่างๆ จะอ้างเรื่องความมั่นคงของตนเพื่อที่จะล่วงล้ำอธิปไตยของประเทศอื่น โดยที่เหตุผลนั้นจะหนักแน่นหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่หนักกว่าคือ "การกระทำที่ดุดัน" และ "อำนาจเด็ดขาดทางการเมือง"

ในการสงคราม (ซึ่งมักจะเป็นเหตุแห่งการละเมิดกติกาสากลอยู่บ่อยๆ) มันมีสิ่งที่เรียกว่า Military occupation (พื้นที่ยึดครองโดยกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม)

นิยามของ Military occupation ตามที่ปรากฏในหนังสือ " Transitional Justice for Palestine: Truth-Telling and Empathy in Ongoing Conflict" คือ "ในปัจจุบัน นิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของการยึดครองคือ 'การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพของอำนาจหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นรัฐเดียวหรือหลายรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ) เหนือดินแดนที่อำนาจนั้นไม่มีสิทธิอธิปไตย โดยปราศจากความยินยอมของอธิปไตยของดินแดนนั้น'"

นิยามกำหนดขึ้นโดยผู้เขียนหนังสือ (เชิงวิชาการ) เล่มนี้เพื่ออธิบายการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล ซึ่งถือเป็น Military occupation ที่ชัดเจนที่สุดและดำเนินต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว

แต่สิ่งที่ยังถกเถียงกันก็คือ ความชอบธรรมของการยึดครองดินแดนประเทศอื่นโดยกำลังทหาร ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะเถียงกันก็จะต้องเถียงไม่รู้จักจบสิ้น เพราะอย่างน้อยมีทฤษฎีสองทฤษฎีที่ต้องพิจารณา คือ ทฤษฎีว่าด้วยสงครามอันชอบธรรม (just war theory) และทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมือง (theories of political legitimacy)

ถ้าจะเถียงเรื่องทฤษฎีว่าด้วยสงครามอันชอบธรรม เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า "ใครรุกรานใครก่อน" ซึ่งเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถูกกระทำก่อน

แต่ถ้าใช้ทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมือง เราจะสามารถตอบคำถามได้ว่าไทยควรจะ "เข้าคุ้มครอง" เขาพระวิหารทำไม? คำตอบก็คือ "เพื่อป้องกันรัฐและประชาชนของไทย"

เพราะรัฐบาลอันชอบธรรมนั้นจะต้องมี "ความสามารถของรัฐบาลในการรับประกันความปลอดภัยและความมั่นคงของพลเมือง" ตามนิยามของ รอส มิตติกา (Ross Mittiga) รองศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมือง ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย SOAS ลอนดอน

ในแง่การรักษาความชอบธรรมแห่งรัฐ รัฐไทยจะต้องปกป้องชีวิตของประชาชนอย่างถึงที่สุดด้วย ดังที่ มิตติกา กล่าวว่า รัฐบาลอันชอบธรรมนั้นจะต้องทำการ "การต่อสู้กับกองกำลังที่รุกรานหรือปราบปรามการลุกฮือหรือการกบฏที่ไม่เป็นธรรม หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงขั้นพื้นฐานเหล่านี้ได้ รัฐบาลนั้นก็ไม่ชอบธรรม หรืออาจจะไม่ใช่รัฐบาลด้วยซ้ำ"

เมื่อพิจารณาถึงหลักการและความจำเป็นในเชิงปรัชญาการเมืองแล้ว ก็ควรพิจารณาว่า Military occupation สามารถทำได้หรือไม่ในแง่การเมือง (ไม่ใช่ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ) ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลไทย "ไม่กล้าทำ" จึงมีแต่เสียงเรียกร้องของคนไทยที่เป็นเอโค่ไปเรื่อยๆ เท่านั้น โดยไม่มี "สัญญาณตอบรับ"

อย่างไรก็ตาม ผมขอให้ข้อมูลเอาไว้ประดับความรู้ว่าปัจจุบันมีพื้นที่ที่เป็น Military occupation หลายแห่ง ที่ดังๆ ก็เช่น ไครเมียของยูเครนซึ่งถูกรัสเซียยึดครอง ดินแดนของอาเซอร์ไบจานและอาร์มาเนียซึ่งเป็นคู่สงครามกันเหมือนกับไทยและเพิ่งรบกันไปเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีดินแดนของแต่ละฝ่ายที่ถูกแต่ละฝ่ายยึดครองเอาไว้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่ตุรกีใช้กำลังทหารยึดครองดินแดนของซีเรีย

ตุรกี ซึ่งเป็นสมาชิก NATO และเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความวุ่นวายในซีเรีย ได้ส่งทหารเข้าไป "ยึด" หรือเรียกให้ละมุนละม่อมก็คือ "ประจำการ" ในดินแดนไม่ใหญ่นักในซีเรีย แต่มีผลด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของตุรกีเอง

ในเวลาต่อมา กองกำลังซีเรียที่ตุรกีสนับสนุนจะเข้าควบคุมดินแดนเหล่านี้ แต่เนื่องจากเป็นพวกที่อยู่ใต้อิทธิพลของตุรกี ก็ยังทำให้ดินแดนพวกนี้เป็น Military occupations ของตุรกีอยู่ดี

การยึดดินแดนของซีเรียโดยตุรกีนั้น ตุรกีมีเหตุผลเพื่อที่จะสร้าง "แนวปลอดภัย" ซึ่งจะป้องกันตนเองจากการถูกลูกหลงจากสงครามซีเรียและการฉวยโอกาสจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด ซึ่งในตอนแรกสหรัฐฯ คัดค้านแนวคิดนี้ แต่ก็ต้องยอมในที่สุด

คนที่ยอมก็คือ ทรัมป์ ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกนั่นเอง

กรณีของตุรกียึดดินแดนของซีเรียเป็นตัวอย่างของการอ้าง "ความมั่นคง" โดยยึดดินแดนเพื่อนบ้านที่เป็นภัยต่อตนเอง และไม่ใช่ยึดมาเป็นของตัวเอง แต่ยึดมาดูแลเองเพื่อไม่ให้ดนแดนนั้นเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังที่เป็นอันตรายต่อตน

"สมมติว่า" ถ้าไทยจะทำกับเขาพระวิหารแบบเดัยวกับตุรกีทำกับดินแดนของซีเรียได้หรือไม่? เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลของผู้นำปฏิบัติการของไทย ที่จะพิจารณว่าดินแดนของกัมพูชาจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยในอนาคตหรือไม่?

"สมมติว่า" ถ้าไทยคิดจะเข้าคุ้มครองขึ้นมา การเข้าคุ้มครองนี้จะต้องมีเหตุผลที่สมควรต่อไทย โดยประกาศต่อประชาคมโลกว่ากัมพูชาได้ใช้โบราณสถานเป็นฐานทัพและฐานทัพนั้นส่งผลต่อความปลอดภัยของชายแดนไทยหลายกิโลเมตร

เหตุผลอีกประการก็คือ ปราสาทพระวิหารถูกใช้เป็นฐานทัพ เท่ากับกัมพูชาไม่เห็นคุณค่าของมรดกโลก ไทยจึงควรเข้าไปปกป้องปราสาทนี้ด้วย แต่เหตุผลนี้เป็นเพียงข้อปลีกย่อยเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องความปลอดภัยของไทย เพราะพื้นที่เขาพระวิหารนั้นเป็นคุณต่อกองทัพกัมพูชา แต่เป็นโทษต่อการป้องกันดินแดนของไทย

"สมมติว่า" ไทยจะทำแบบนั้นจริง ก็ต้องยืนยันว่านี่ไม่ใช่การยึดครอง แต่เป็นการเข้าคุ้มครองโดยไทยจนกว่าดินแดนนั้นจะปลอดภัยต่อไทย ซึ่งระยะเวลาอาจจะยาวนานจนไม่อาจนับได้ หรือจนกว่ากัมพูชาจะรับประกันว่าจะไม่มีการตั้งกำลังทหารในพื้นที่นั้น

และ "สมมติว่า" ถ้าไทยสามารถเข้าคุ้มครองเขาวิหารได้และกัมพูชายอมแพ้ ก็อาจจะตั้งเงื่อนไขในการคืนเขาพระวิหารให้กัมพูชาว่าจะต้องเป็นเขต Demilitarized zone (DMZ) หรือเขตปลอดทหาร

ความจริงแล้ว ถ้าไม่มีการยึดดินแดนของกัมพูชาเลย (ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะไม่ทำแบบนั้นเพราะ "กลัว") หากสงครามนี้ไทยได้เปรียบและกัมพูชายอมแพ้ ก็ควรกำหนดเงื่อนไขให้กัมพูชาห้ามตั้งกองทหารในพื้นที่ระยะหลายสิบกิโลเมตรจากชายแดนของสองประเทศด้วยซ้ำ เพื่อความปลอดภัยของพลเรือนไทยที่ถูกเข่นฆ่าจากกัมพูชา

ย้ำอีกครั้งว่า "สมมติว่า" ไทยมีความจำเป็นในการเข้าคุ้มครองดินแดนเขาพระวิหารชั่วคราวเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง

แต่ไทยไม่ควรรุกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาไกลกว่านั้นแม้ว่าจะมีศักยภาพที่ทำได้ก็ตาม

เหตุผลสำคัญก็คือ เราจะต้องไม่แสดงให้ชาวโลกเห็นว่าเรากระหายอยากได้ดินแดนประเทศอื่น เหตุผลที่เข้าคุ้มครองดินแดนส่วนเล็กๆ ของกัมพูชาเอาไว้ก็เพื่อป้องกันตัวเอง (เมื่อกัมพูชายอมแพ้หรือยอมตกลงสิ่งที่เป็นคุณต่อไทยแล้ว เช่น รับปากว่าจะไม่ตั้งฐานทัพที่เขาพระวิหารอีก เราก็ถอนกำลังออกมา)

อีกผลก็คือ การรุกรานกัมพูชาจะเป็นกระตุ้นให้เวียดนาม ลาว และอาเซียนทั้งหมดหวาดระแวงไทยว่าเป็นผู้ต้องการดินแดนประเทศอื่น ซึ่งจะส่งผลต่อมิตรภาพของไทยกับเพื่อนบ้านอื่นๆ

ดังนั้น ไทยไม่ควรเข้าคุ้มครองดินแดนของกัมพูชามากไปกว่าส่วนที่จำเป็น นั่นคือ เขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาติดตั้งสิ่งก่อสร้างทางทหาร ขุดสนามเพลาะ ส่งทหารไปประจำการ โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อไป

นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอ หากรัฐบาลและกองทัพไทยจะพิจารณาทำอะไรสักอย่างกับเขาพระวิหาร ผมเห็นว่าควรทำลายทางขึ้นฝั่งกัมพูชาให้ราบคาบก่อน โดยให้เหตุผลว่าเป็นทางลำเลียงกำลังพลเพื่อโจมตีไทย

แต่จะเข้าคุ้มครองเขาพระวิหารด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจในประเทศ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo*- ตำรวจปราบจลาจลกัมพูชายืนรักษาการณ์อยู่ที่ปราสาทพระวิหาร ใกล้ชายแดนไทย ในจังหวัดพระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางเหนือประมาณ 543 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 ภาพถ่ายโดย TANG CHHIN SOTHY (ภาพโดย TANG CHHIN SOTHY / AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...