โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยควรยึดดินแดน'เขาพระวิหาร'ได้หรือยัง? นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลและกองทัพควรพิจารณา

The Better

อัพเดต 10 ธ.ค. 2568 เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • THE BETTER

ในสงครามไทย-กัมพูชาครั้งนี้มีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารโดยตรง

เรื่องแรกคือ กองทัพไทยสามารถทำลายเครนทางขึ้นเขาพระวิหารฝั่งกัมพูชาซึ่งใช้เป็นที่ติดตั้งสกัดโดรน

เรื่องที่สอง กองทัพกัมพูชาส่งทหารขึ้นไปประจำการที่เขาพระวิหาร คาดว่าจะใช้เป็นฐานที่มั่นเช่นเดียวกับที่ใช้ปราสาทอื่นๆ เป็นเกราะกำบังมาแล้ว

แม้ว่าเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารจะตกเป็นของกัมพูชาตามคำพิพากษาของศาลโลก แต่คนไทยก็ยังฝันว่าสักวันปราสาทแห่งนี้จะกลับมาเป็นของไทยอีกครั้ง

ผมเองก็มีความฝันแบบนั้น เพียงแต่ว่าเราต้องเคารพกติกาสากล ไม่สามารถยึดพื้นที่นั้น "คืนมาเป็นของไทยได้" ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ที่เรา "ยึดคืนมา" เพราะเป็นของไทยหรือถูกสวมรอยว่าเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" หรือแม้แต่ "ถูกกัมพูชารุกเข้ามา"

กรณีของเขาพระวิหารจึงต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า กัมพูชาไม่ได้ดูดำดูดีประสาทพระวิหารยามเมื่อมันตกอยู่ท่ามกลางสงคราม แทนที่จะประกาศให้เป็นพื้นที่ปลอดทหาร กลับเสริมกำลังทหารเข้าไป ทั้งยังติดตั้งยุทโธปการณ์ที่เป็นภัยต่อไทย

พอไทยทำการทำลายยุทโธปกรณ์เหล่านั้น กัมพูชาก็ฟ้องชาวโลกว่า "ไทยทำลายปราสาทพระวิหาร" และยังพยายามโยงประเทศที่สามเข้ามาโดยบอกว่า ปราสาทพระวิหารร่วมบูรณะกับอินเดียกำลังถูกทำลาย นี่คือพฤติกรรมที่ไม่เป็นวิญญูชนเพราะการที่ประเทศไหนมาบูรณะร่วม ก็ใช่ว่าประเทศนั้นจะต้องมาร่วมกับสงคราม แต่กัมพูชาต้องการให้มีหลายประเทศมากที่สุดมาช่วยรุมไทย

ในเมื่อเขาพระวิหารเป็นภัยทั้งทางทหารและการทูตต่อไทยขนาดนี้ ไทยควรจะยึดคืนมันมาหรือไม่? แน่นอนว่า ผมบอกแล้วว่า "ยึดคืนมาเป็นของเราไม่ได้"

แต่ยังมีช่องให้เราสามารถทำให้เขาพระวิหารเป็นพื้นที่ Military occupation (พื้นที่ยึดครองโดยกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม) โดยพื้นที่นั้นก็ยังเป็นดินแดนของกัมพูชาในทางนิตินัย เพียงแต่มันถูกยึดครองโดยไทย

นิยามของ Military occupation ตามที่ปรากฏในหนังสือ " Transitional Justice for Palestine: Truth-Telling and Empathy in Ongoing Conflict" คือ "ในปัจจุบัน นิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของการยึดครองคือ 'การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพของอำนาจหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นรัฐเดียวหรือหลายรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ) เหนือดินแดนที่อำนาจนั้นไม่มีสิทธิอธิปไตย โดยปราศจากความยินยอมของอธิปไตยของดินแดนนั้น'"

นิยามกำหนดขึ้นโดยผู้เขียนหนังสือ (เชิงวิชาการ) เล่มนี้เพื่ออธิบายการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล ซึ่งถือเป็น Military occupation ที่ชัดเจนที่สุดและดำเนินต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว

แต่สิ่งที่ยังถกเถียงกันก็คือ ความชอบธรรมของการยึดครองดินแดนประเทศอื่นโดยกำลังทหาร ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะเถียงกันก็จะต้องเถียงไม่รู้จักจบสิ้น เพราะอย่างน้อยมีทฤษฎีสองทฤษฎีที่ต้องพิจารณา คือ ทฤษฎีว่าด้วยสงครามอันชอบธรรม (just war theory) และทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมือง (theories of political legitimacy)

ถ้าจะเถียงเรื่องทฤษฎีว่าด้วยสงครามอันชอบธรรม เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า "ใครรุกรานใครก่อน" ซึ่งเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถูกกระทำก่อน

แต่ถ้าใช้ทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมือง เราจะสามารถตอบคำถามได้ว่าไทยควรจะยึดเขาพระวิหารทำไม คำตอบก็คือ "เพื่อป้องกันรัฐและประชาชนของไทย" เพราะรัฐบาลอันชอบธรรมนั้นจะต้องมี "ความสามารถของรัฐบาลในการรับประกันความปลอดภัยและความมั่นคงของพลเมือง" ตามนิยามของ รอส มิตติกา (Ross Mittiga) รองศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมือง ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย SOAS ลอนดอน

ในแง่การรักษาความชอบธรรมแห่งรัฐ รัฐไทยจะต้องปกป้องชีวิตของประชาชนอย่างถึงที่สุดด้วย ดังที่ มิตติกา กล่าวว่า รัฐบาลอันชอบธรรมนั้นจะต้องทำการ "การต่อสู้กับกองกำลังที่รุกรานหรือปราบปรามการลุกฮือหรือการกบฏที่ไม่เป็นธรรม หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงขั้นพื้นฐานเหล่านี้ได้ รัฐบาลนั้นก็ไม่ชอบธรรม หรืออาจจะไม่ใช่รัฐบาลด้วยซ้ำ"

เมื่อพิจารณาถึงหลักการและความจำเป็นในเชิงปรัชญาการเมืองแล้ว ก็ควรพิจารณาว่า Military occupation สามารถทำได้หรือไม่ในแง่การเมือง (ไม่ใช่ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ)

ปัจจุบันมีพื้นที่ที่เป็น Military occupation หลายแห่ง ที่ดังๆ ก็เช่น ไครเมียของยูเครนซึ่งถูกรัสเซียยึดครอง ดินแดนของอาเซอร์ไบจานและอาร์มาเนียซึ่งเป็นคู่สงครามกันเหมือนกับไทยและเพิ่งรบกันไปเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีดินแดนของแต่ละฝ่ายที่ถูกแต่ละฝ่ายยึดครองเอาไว้

แต่กรณีที่น่าจะคล้ายเขาพระวิหารอีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่ตุรกีใช้กำลังทหารยึดครองดินแดนของซีเรีย

ตุรกี ซึ่งเป็นสมาชิก NATO และเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความวุ่นวายในซีเรีย ได้ส่งทหารเข้าไป "ยึด" หรือเรียกให้ละมุนละม่อมก็คือ "ประจำการ" ในดินแดนไม่ใหญ่นักในซีเรีย แต่มีผลด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของตุรกีเอง

ในเวลาต่อมา กองกำลังซีเรียที่ตุรกีสนับสนุนจะเข้าควบคุมดินแดนเหล่านี้ แต่เนื่องจากเป็นพวกที่อยู่ใต้อิทธิพลของตุรกี ก็ยังทำให้ดินแดนพวกนี้เป็น Military occupations ของตุรกีอยู่ดี

การยึดดินแดนของซีเรียโดยตุรกีนั้น ตุรกีมีเหตุผลเพื่อที่จะสร้าง "แนวปลอดภัย" ซึ่งจะป้องกันตนเองจากการถูกลูกหลงจากสงครามซีเรียและการฉวยโอกาสจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด ซึ่งในตอนแรกสหรัฐฯ คัดค้านแนวคิดนี้ แต่ก็ต้องยอมในที่สุด

คนที่ยอมก็คือ ทรัมป์ ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกนั่นเอง

กรณีของตุรกียึดดินแดนของซีเรียเป็นตัวอย่างของการอ้าง "ความมั่นคง" โดยยึดดินแดนเพื่อนบ้านที่เป็นภัยต่อตนเอง และไม่ใช่ยึดมาเป็นของตัวเอง แต่ยึดมาดูแลเองเพื่อไม่ให้ดนแดนนั้นเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังที่เป็นอันตรายต่อตน

หากไทยจะทำกับเขาพระวิหารแบบเดัยวกับตุรกีทำกับดินแดนของซีเรียได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลของผู้นำปฏิบัติการของไทย ที่จะพิจารณว่าดินแดนของกัมพูชาจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยในอนาคตหรือไม่?

การยึดครองนี้จะต้องมีเหตุผลที่สมควรต่อไทย โดยประกาศต่อประบาคมโลกว่ากัมพูชาได้ใช้โบราณสถานเป็นฐานทัพและฐานทัพนั้นส่งผลต่อความปลอดภัยของชายแดนไทยหลายกิโลเมตร

เหตุผลอีกประการก็คือ ปราสาทพระวิหารถูกใช้เป็นฐานทัพ เท่ากับกัมพูชาไม่เห็นคุณค่าของมรดกโลก ไทยจึงควรเข้าไปปกป้องปราสาทนี้ด้วย แต่เหตุผลนี้เป็นเพียงข้อปลีกย่อยเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องความปลอดภัยของไทย เพราะพื้นที่เขาพระวิหารนั้นเป็นคุณต่อกองทัพกัมพูชา แต่เป็นโทษต่อการป้องกันดินแดนของไทย

และไทยจะต้องยืนยันว่านี่ไม่ใช่การยึดครองถาวร แต่เป็นการปกครองโดยไทยจนกว่าดินแดนนั้นจะปลอดภัยต่อไทย ซึ่งระยะเวลาอาจจะยาวนานจนไม่อาจนับได้ หรือจนกว่ากัมพูชาจะรับประกันว่าจะไม่มีการตั้งกำลังทหารในพื้นที่นั้น

ผมขอเสนอว่าหากไทยสามารถยึดเขาวิหารได้และกัมพูชายอมแพ้ ก็ควรตั้งเงื่อนไขในการคืนเขาพระวิหารให้กัมพูชาว่าจะต้องเป็นเขต Demilitarized zone (DMZ) หรือเขตปลอดทหาร ความจริงแล้ว หากสงครามนี้ไทยได้เปรียบและกัมพูชายอมแพ้ ก็ควรกำหนดเงื่อนไขให้กัมพูชาห้ามตั้งกองทหารในพื้นที่ระยะหลายสิบกิโลเมตรจากชายแดนของสองประเทศด้วยซ้ำ เพื่อความปลอดภัยของพลเรือนไทยที่ถูกเข่นฆ่าจากกัมพูชา

แม้จะมีความจำเป็นในการยึดดินแดนเขาพระวิหารเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง

แต่ไทยไม่ควรรุกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาไกลกว่านั้นแม้ว่าจะมีศักยภาพที่ทำได้ก็ตาม

เหตุผลสำคัญก็คือ เราจะต้องไม่แสดงให้ชาวโลกเห็นว่าเรากระหายอยากได้ดินแดนประเทศอื่น เหตุผลที่ยึดดินแดนส่วนเล็กๆ ของกัมพูชาเอาไว้ก็เพื่อป้องกันตัวเอง (เมื่อกัมพูชายอมแพ้หรือยอมตกลงสิ่งที่เป็นคุณต่อไทยแล้ว เช่น รับปากว่าจะไม่ตั้งฐานทัพที่เขาพระวิหารอีก เราก็ถอนกำลังออกมา)

อีกผลก็คือ การรุกรานกัมพูชาจะเป็นกระตุ้นให้เวียดนาม ลาว และอาเซียนทั้งหมดหวาดระแวงไทยว่าเป็นผู้ต้องการดินแดนประเทศอื่น ซึ่งจะส่งผลต่อมิตรภาพของไทยกับเพื่อนบ้านอื่นๆ

ดังนั้น ไทยไม่ควรยึดดินแดนของกัมพูชามากไปกว่าส่วนที่จำเป็น นั่นคือ เขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาติดตั้งสิ่งก่อสร้างทางทหาร ขุดสนามเพลาะ ส่งทหารไปประจำการ โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อไป

นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอ หากรัฐบาลและกองทัพไทยจะพิจารณาทำอะไรสักอย่างกับเขาพระวิหาร ผมเห็นว่าควรทำลายทางขึ้นฝั่งกัมพูชาให้ราบคาบก่อน โดยให้เหตุผลว่าเป็นทางลำเลียงกำลังพลเพื่อโจมตีไทย

แต่จะยึดเขาพระวิหารด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจในประเทศ

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo*- ทหารกัมพูชาเดินผ่านปราสาทพระวิหารในจังหวัดพระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ในวันเดียวกันนั้น ทหารกัมพูชาและไทยได้หยุดยิง เนื่องจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าพร้อมที่จะประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเป็นเวลาสี่วัน ใกล้กับปราสาทเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 11 ที่เป็นข้อพิพาท (ภาพโดย TANG CHHIN SOTHY / AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...