ไทยควรยึดดินแดน'เขาพระวิหาร'ได้หรือยัง? นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลและกองทัพควรพิจารณา
ในสงครามไทย-กัมพูชาครั้งนี้มีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารโดยตรง
เรื่องแรกคือ กองทัพไทยสามารถทำลายเครนทางขึ้นเขาพระวิหารฝั่งกัมพูชาซึ่งใช้เป็นที่ติดตั้งสกัดโดรน
เรื่องที่สอง กองทัพกัมพูชาส่งทหารขึ้นไปประจำการที่เขาพระวิหาร คาดว่าจะใช้เป็นฐานที่มั่นเช่นเดียวกับที่ใช้ปราสาทอื่นๆ เป็นเกราะกำบังมาแล้ว
แม้ว่าเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารจะตกเป็นของกัมพูชาตามคำพิพากษาของศาลโลก แต่คนไทยก็ยังฝันว่าสักวันปราสาทแห่งนี้จะกลับมาเป็นของไทยอีกครั้ง
ผมเองก็มีความฝันแบบนั้น เพียงแต่ว่าเราต้องเคารพกติกาสากล ไม่สามารถยึดพื้นที่นั้น "คืนมาเป็นของไทยได้" ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ที่เรา "ยึดคืนมา" เพราะเป็นของไทยหรือถูกสวมรอยว่าเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" หรือแม้แต่ "ถูกกัมพูชารุกเข้ามา"
กรณีของเขาพระวิหารจึงต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า กัมพูชาไม่ได้ดูดำดูดีประสาทพระวิหารยามเมื่อมันตกอยู่ท่ามกลางสงคราม แทนที่จะประกาศให้เป็นพื้นที่ปลอดทหาร กลับเสริมกำลังทหารเข้าไป ทั้งยังติดตั้งยุทโธปการณ์ที่เป็นภัยต่อไทย
พอไทยทำการทำลายยุทโธปกรณ์เหล่านั้น กัมพูชาก็ฟ้องชาวโลกว่า "ไทยทำลายปราสาทพระวิหาร" และยังพยายามโยงประเทศที่สามเข้ามาโดยบอกว่า ปราสาทพระวิหารร่วมบูรณะกับอินเดียกำลังถูกทำลาย นี่คือพฤติกรรมที่ไม่เป็นวิญญูชนเพราะการที่ประเทศไหนมาบูรณะร่วม ก็ใช่ว่าประเทศนั้นจะต้องมาร่วมกับสงคราม แต่กัมพูชาต้องการให้มีหลายประเทศมากที่สุดมาช่วยรุมไทย
ในเมื่อเขาพระวิหารเป็นภัยทั้งทางทหารและการทูตต่อไทยขนาดนี้ ไทยควรจะยึดคืนมันมาหรือไม่? แน่นอนว่า ผมบอกแล้วว่า "ยึดคืนมาเป็นของเราไม่ได้"
แต่ยังมีช่องให้เราสามารถทำให้เขาพระวิหารเป็นพื้นที่ Military occupation (พื้นที่ยึดครองโดยกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม) โดยพื้นที่นั้นก็ยังเป็นดินแดนของกัมพูชาในทางนิตินัย เพียงแต่มันถูกยึดครองโดยไทย
นิยามของ Military occupation ตามที่ปรากฏในหนังสือ " Transitional Justice for Palestine: Truth-Telling and Empathy in Ongoing Conflict" คือ "ในปัจจุบัน นิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางของการยึดครองคือ 'การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพของอำนาจหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นรัฐเดียวหรือหลายรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ) เหนือดินแดนที่อำนาจนั้นไม่มีสิทธิอธิปไตย โดยปราศจากความยินยอมของอธิปไตยของดินแดนนั้น'"
นิยามกำหนดขึ้นโดยผู้เขียนหนังสือ (เชิงวิชาการ) เล่มนี้เพื่ออธิบายการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล ซึ่งถือเป็น Military occupation ที่ชัดเจนที่สุดและดำเนินต่อเนื่องมาหลายสิบปีแล้ว
แต่สิ่งที่ยังถกเถียงกันก็คือ ความชอบธรรมของการยึดครองดินแดนประเทศอื่นโดยกำลังทหาร ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะเถียงกันก็จะต้องเถียงไม่รู้จักจบสิ้น เพราะอย่างน้อยมีทฤษฎีสองทฤษฎีที่ต้องพิจารณา คือ ทฤษฎีว่าด้วยสงครามอันชอบธรรม (just war theory) และทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมือง (theories of political legitimacy)
ถ้าจะเถียงเรื่องทฤษฎีว่าด้วยสงครามอันชอบธรรม เราต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า "ใครรุกรานใครก่อน" ซึ่งเป็นคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าถูกกระทำก่อน
แต่ถ้าใช้ทฤษฎีว่าด้วยความชอบธรรมทางการเมือง เราจะสามารถตอบคำถามได้ว่าไทยควรจะยึดเขาพระวิหารทำไม คำตอบก็คือ "เพื่อป้องกันรัฐและประชาชนของไทย" เพราะรัฐบาลอันชอบธรรมนั้นจะต้องมี "ความสามารถของรัฐบาลในการรับประกันความปลอดภัยและความมั่นคงของพลเมือง" ตามนิยามของ รอส มิตติกา (Ross Mittiga) รองศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมือง ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย SOAS ลอนดอน
ในแง่การรักษาความชอบธรรมแห่งรัฐ รัฐไทยจะต้องปกป้องชีวิตของประชาชนอย่างถึงที่สุดด้วย ดังที่ มิตติกา กล่าวว่า รัฐบาลอันชอบธรรมนั้นจะต้องทำการ "การต่อสู้กับกองกำลังที่รุกรานหรือปราบปรามการลุกฮือหรือการกบฏที่ไม่เป็นธรรม หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงขั้นพื้นฐานเหล่านี้ได้ รัฐบาลนั้นก็ไม่ชอบธรรม หรืออาจจะไม่ใช่รัฐบาลด้วยซ้ำ"
เมื่อพิจารณาถึงหลักการและความจำเป็นในเชิงปรัชญาการเมืองแล้ว ก็ควรพิจารณาว่า Military occupation สามารถทำได้หรือไม่ในแง่การเมือง (ไม่ใช่ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ)
ปัจจุบันมีพื้นที่ที่เป็น Military occupation หลายแห่ง ที่ดังๆ ก็เช่น ไครเมียของยูเครนซึ่งถูกรัสเซียยึดครอง ดินแดนของอาเซอร์ไบจานและอาร์มาเนียซึ่งเป็นคู่สงครามกันเหมือนกับไทยและเพิ่งรบกันไปเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีดินแดนของแต่ละฝ่ายที่ถูกแต่ละฝ่ายยึดครองเอาไว้
แต่กรณีที่น่าจะคล้ายเขาพระวิหารอีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่ตุรกีใช้กำลังทหารยึดครองดินแดนของซีเรีย
ตุรกี ซึ่งเป็นสมาชิก NATO และเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความวุ่นวายในซีเรีย ได้ส่งทหารเข้าไป "ยึด" หรือเรียกให้ละมุนละม่อมก็คือ "ประจำการ" ในดินแดนไม่ใหญ่นักในซีเรีย แต่มีผลด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของตุรกีเอง
ในเวลาต่อมา กองกำลังซีเรียที่ตุรกีสนับสนุนจะเข้าควบคุมดินแดนเหล่านี้ แต่เนื่องจากเป็นพวกที่อยู่ใต้อิทธิพลของตุรกี ก็ยังทำให้ดินแดนพวกนี้เป็น Military occupations ของตุรกีอยู่ดี
การยึดดินแดนของซีเรียโดยตุรกีนั้น ตุรกีมีเหตุผลเพื่อที่จะสร้าง "แนวปลอดภัย" ซึ่งจะป้องกันตนเองจากการถูกลูกหลงจากสงครามซีเรียและการฉวยโอกาสจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด ซึ่งในตอนแรกสหรัฐฯ คัดค้านแนวคิดนี้ แต่ก็ต้องยอมในที่สุด
คนที่ยอมก็คือ ทรัมป์ ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกนั่นเอง
กรณีของตุรกียึดดินแดนของซีเรียเป็นตัวอย่างของการอ้าง "ความมั่นคง" โดยยึดดินแดนเพื่อนบ้านที่เป็นภัยต่อตนเอง และไม่ใช่ยึดมาเป็นของตัวเอง แต่ยึดมาดูแลเองเพื่อไม่ให้ดนแดนนั้นเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังที่เป็นอันตรายต่อตน
หากไทยจะทำกับเขาพระวิหารแบบเดัยวกับตุรกีทำกับดินแดนของซีเรียได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลของผู้นำปฏิบัติการของไทย ที่จะพิจารณว่าดินแดนของกัมพูชาจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยในอนาคตหรือไม่?
การยึดครองนี้จะต้องมีเหตุผลที่สมควรต่อไทย โดยประกาศต่อประบาคมโลกว่ากัมพูชาได้ใช้โบราณสถานเป็นฐานทัพและฐานทัพนั้นส่งผลต่อความปลอดภัยของชายแดนไทยหลายกิโลเมตร
เหตุผลอีกประการก็คือ ปราสาทพระวิหารถูกใช้เป็นฐานทัพ เท่ากับกัมพูชาไม่เห็นคุณค่าของมรดกโลก ไทยจึงควรเข้าไปปกป้องปราสาทนี้ด้วย แต่เหตุผลนี้เป็นเพียงข้อปลีกย่อยเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดยังเป็นเรื่องความปลอดภัยของไทย เพราะพื้นที่เขาพระวิหารนั้นเป็นคุณต่อกองทัพกัมพูชา แต่เป็นโทษต่อการป้องกันดินแดนของไทย
และไทยจะต้องยืนยันว่านี่ไม่ใช่การยึดครองถาวร แต่เป็นการปกครองโดยไทยจนกว่าดินแดนนั้นจะปลอดภัยต่อไทย ซึ่งระยะเวลาอาจจะยาวนานจนไม่อาจนับได้ หรือจนกว่ากัมพูชาจะรับประกันว่าจะไม่มีการตั้งกำลังทหารในพื้นที่นั้น
ผมขอเสนอว่าหากไทยสามารถยึดเขาวิหารได้และกัมพูชายอมแพ้ ก็ควรตั้งเงื่อนไขในการคืนเขาพระวิหารให้กัมพูชาว่าจะต้องเป็นเขต Demilitarized zone (DMZ) หรือเขตปลอดทหาร ความจริงแล้ว หากสงครามนี้ไทยได้เปรียบและกัมพูชายอมแพ้ ก็ควรกำหนดเงื่อนไขให้กัมพูชาห้ามตั้งกองทหารในพื้นที่ระยะหลายสิบกิโลเมตรจากชายแดนของสองประเทศด้วยซ้ำ เพื่อความปลอดภัยของพลเรือนไทยที่ถูกเข่นฆ่าจากกัมพูชา
แม้จะมีความจำเป็นในการยึดดินแดนเขาพระวิหารเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง
แต่ไทยไม่ควรรุกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาไกลกว่านั้นแม้ว่าจะมีศักยภาพที่ทำได้ก็ตาม
เหตุผลสำคัญก็คือ เราจะต้องไม่แสดงให้ชาวโลกเห็นว่าเรากระหายอยากได้ดินแดนประเทศอื่น เหตุผลที่ยึดดินแดนส่วนเล็กๆ ของกัมพูชาเอาไว้ก็เพื่อป้องกันตัวเอง (เมื่อกัมพูชายอมแพ้หรือยอมตกลงสิ่งที่เป็นคุณต่อไทยแล้ว เช่น รับปากว่าจะไม่ตั้งฐานทัพที่เขาพระวิหารอีก เราก็ถอนกำลังออกมา)
อีกผลก็คือ การรุกรานกัมพูชาจะเป็นกระตุ้นให้เวียดนาม ลาว และอาเซียนทั้งหมดหวาดระแวงไทยว่าเป็นผู้ต้องการดินแดนประเทศอื่น ซึ่งจะส่งผลต่อมิตรภาพของไทยกับเพื่อนบ้านอื่นๆ
ดังนั้น ไทยไม่ควรยึดดินแดนของกัมพูชามากไปกว่าส่วนที่จำเป็น นั่นคือ เขาพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาติดตั้งสิ่งก่อสร้างทางทหาร ขุดสนามเพลาะ ส่งทหารไปประจำการ โดยใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อไป
นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอ หากรัฐบาลและกองทัพไทยจะพิจารณาทำอะไรสักอย่างกับเขาพระวิหาร ผมเห็นว่าควรทำลายทางขึ้นฝั่งกัมพูชาให้ราบคาบก่อน โดยให้เหตุผลว่าเป็นทางลำเลียงกำลังพลเพื่อโจมตีไทย
แต่จะยึดเขาพระวิหารด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้มีอำนาจในประเทศ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo*- ทหารกัมพูชาเดินผ่านปราสาทพระวิหารในจังหวัดพระวิหาร ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 500 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ในวันเดียวกันนั้น ทหารกัมพูชาและไทยได้หยุดยิง เนื่องจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าพร้อมที่จะประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเป็นเวลาสี่วัน ใกล้กับปราสาทเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 11 ที่เป็นข้อพิพาท (ภาพโดย TANG CHHIN SOTHY / AFP)*