โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สยามไม่ใช่คนไทย แต่-คนไทยมาจากสยาม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ธ.ค. 2566 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2566 เวลา 01.00 น.

สยามไม่ใช่คนไทย มีหลักฐานดังนี้ (1.) สยามไม่เรียกตนเองว่าไทย แต่เรียกตามชื่อชาติพันธุ์ตนเอง เช่น ลาว, มอญ, เขมร, มลายู, เอเด (เรอแดว์), กวย (กุย) ฯลฯ (2.) สยามพูดภาษาไท-ไต (ยังไม่เรียกภาษาไทย) เป็นภาษากลางสื่อสารต่างชาติพันธุ์ เมื่ออยู่ชุมชนตนเองก็พูดภาษาใครภาษามัน (3.) ถูกคนอื่นเรียกสยาม ไม่เรียกตนเองสยาม

แต่-คนไทยมาจากสยาม เพราะ (1.) กลุ่มสยามพูดไท-ไต-ไทย มีอำนาจเป็นกษัตริย์ในรัฐอโยธยา เรียกตนเองว่าไทย (2.) ชาวสยามหลายชาติพันธุ์ทั้งในอโยธยาและนอกอโยธยา ต่างทยอยกลายตนเป็นไทย เรียกตนเองว่าไทย เพื่อสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง เท่ากับคนไทยเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” หรือ คนไทยมาจากสยาม

ประวัติศาสตร์ไทยมีต้นตอจากประวัติศาสตร์สยาม มีความหมายหลายอย่างดังนี้ (1.) เรื่องราวความเป็นมาทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว (2.) ของดินแดนและผู้คนทุกชาติพันธุ์ในสยามที่เปลี่ยนชื่อว่าประเทศไทย (3.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างแยกกันมิได้ (4.) ตั้งแต่หลายพันปีมาแล้ว (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) สืบเนื่องถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ไทย คือ ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ต้องทำความเข้าใจ 2 เรื่อง ได้แก่ ชื่อประเทศ และเส้นกั้นอาณาเขต

ชื่อประเทศ ดั้งเดิมชื่อสยาม มีความเป็นมาหลายพันปีแล้ว ต่อมาเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย เมื่อ 84 ปีมาแล้ว หรือตั้งแต่ พ.ศ.2482

เส้นกั้นอาณาเขต ประเทศไทยกำหนดเส้นกั้นอาณาเขต (ตามกติกาของนานาชาติ) คล้ายรูปขวาน เมื่อหลังสงความโลกครั้งที่ 2 ราว 80 ปีมานี้เอง

ดังนั้น ประวัติศาสตร์ไทย (ปัจจุบัน) จึงหมายถึง ประวัติศาสตร์ประเทศสยามที่สืบเนื่องเป็นประวัติศาสตร์ประเทศไทย

สยาม ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ จึงไม่มีชนเชื้อชาติสยาม แต่สยามเป็นคำเรียกดินแดนหรือพื้นที่และผู้คน “ร้อยพ่อพันแม่” บริเวณนั้น หมายถึงบริเวณดินดำน้ำชุ่มหรือลุ่มน้ำ มีรากจากคำพื้นเมืองบริเวณลุ่มน้ำสาละวิน-ลุ่มน้ำโขง ว่า ซำ หรือ ซัม หมายถึงพื้นที่มีน้ำพุหรือน้ำผุดจากใต้ดิน ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกน้ำซับน้ำซึม ครั้นนานปี (หรือนานเข้า) น้ำเหล่านั้นไหลนองเป็นหนองหรือบึงขนาดน้อยใหญ่ กลายเป็นแหล่งปลูกข้าว ด้วยการทำนาทดน้ำ ผลิตข้าวได้มากไว้เลี้ยงคนจำนวนมาก ทำให้ชุมชนหมู่บ้านเริ่มแรกเมื่อติดต่อชุมชนห่างไกลก็เติบโตเป็นเมือง (1.) กระจายหลายลุ่มน้ำ ไม่เป็นผืนเดียวกัน (2.) ลุ่มน้ำเหล่านั้น ได้แก่ โขง, สาละวิน, พรหมบุตร, เจ้าพระยา

ดังนั้น หากต้องการเข้าใจจริงเรื่องประวัติศาสตร์ไทย ก็ต้องทำความเข้าใจเรื่องสยามและประวัติศาสตร์สยาม ตามพระราชดำรัส ร.5 ดังนี้

“กรุงสยามเป็นประเทศแยกกันบ้างบางคราว รวมกันบ้างบางคราว ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินผู้ที่ปกครองก็ต่างชาติกันบ้าง ต่างวงษ์กันบ้าง”

“เราจะค้นหาข้อความเรื่องราวของประเทศสยาม ไม่ว่าเมืองใดชาติใดวงษ์ใดสมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวของประเทศสยาม”

[พระราชดำรัส ร.5 ทรงเปิดโบราณคดีสโมสร ราว 116 ปีที่แล้ว หรือเมื่อ พ.ศ.2450]

จิตร ภูมิศักดิ์ เคยอธิบายเรื่องประวัติศาสตร์ไทยไว้นานแล้ว ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกต้องจะต้องเริ่มกันใหม่ นั่นคือศึกษาประวัติความเป็นมาแห่งสังคมบนผืนดินอันเป็นเอกภาพผืนนี้ ศึกษาย้อนขึ้นไปตามลำดับ จากอยุธยาไปสู่ละโว้, พิมาย, สุโขทัย, โยนก, ศรีธรรมราช, ไชยาหรือศรีวิชัย, จานาศปุระ, ทวารวดี, พนม หรือฝูหนาน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้รวมกันคือประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทย อันประกอบด้วยหลายชนชาติ และผ่านยุคสมัยมาหลายสมัย บางสมัยก็ชนชาตินี้เป็นชนชั้นปกครอง บางสมัยก็ชนชาตินั้นเป็นชนชั้นปกครอง;

การศึกษาด้วยทรรศนะเช่นนี้เท่านั้น จึงจะได้รับความรู้ที่เป็นประวัติศาสตร์แห่งสังคมในรัฐเอกภาพหนึ่งๆ ที่แท้จริง และ จะไม่ก่อให้เกิดลัทธิคลั่งชาติหรือหลงเชื้อชาติ อันนำมาซึ่งความเพ้อฝันแผ่อิทธิพล หรือน้อยเนื้อต่ำใจคิดแบ่งแยกเอกภาพ. ทั้งนี้ เพราะประวัติศาสตร์ที่ศึกษาในแนวนี้ จะเป็นประวัติศาสตร์ของสังคมที่ทุกชนชาติเป็นเจ้าของ, เป็นผู้เคยมีบทบาทมาแล้ว, และก็ยังจะมีบทบาทต่อไปอีกในอนาคตภายในเอกภาพแห่งดินแดนนี้.

เอกภาพของรัฐหรือสังคม เกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจและความไหวตัวทางการเมือง มิได้เกิดขึ้นจากหรือกำหนดขึ้นจากเชื้อชาติ

[ปรับปรุงใหม่บางตอนจากหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2547 หน้า 173-181)

เครือญาติและเครือข่ายการค้า

ไม่มีไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ เพราะความเป็นคนไทยมาจากชาวสยามซึ่งเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ในภูมิภาคอุษาคเนย์

รัฐบาลไทยควรสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอุษาคเนย์ (SEA) ด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคนไทยที่ผสมกลมกลืนจากทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ (และในโลก) รวมทั้งวัฒนธรรมไทยก็เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของอุษาคเนย์

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์โบราณ ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบล่าเมืองขึ้นที่หมายถึงทำสงครามยึดดินแดนฝ่ายตรงข้าม แล้วส่งคนของตนไปปกครองเมืองขึ้น

แต่ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์โบราณ มีความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเครือญาติ หมายถึงเจ้าเมืองหนึ่งส่งลูกสาวเป็นเมียของอีกเจ้าเมืองหนึ่ง ทำให้เจ้าเมืองทั้งสองเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกัน บางทีเจ้าเมืองหนึ่งมีลูกสาวหลายคนก็ส่งไปเป็นเมียเจ้าเมืองหลายแห่ง ซึ่งเท่ากับมีเครือญาติหลายเมือง และต่างเมืองก็ทำเหมือนๆ กันทั่วภูมิภาคเป็นกลุ่มๆ ไป

ทั้งนี้ โดยยกย่องเมืองที่มีเครือญาติเป็นกลุ่มใหญ่ มีอำนาจใหญ่ หรือ “หัวโจก” หรือ “เจ้าพ่อ” ทำหน้าที่คุ้มครองเมืองบริวารที่มีเครือญาติไม่มาก ขณะเดียวกันในหมู่เครือญาติมีความขัดแย้งกันด้วย จึงมีสงคราม แต่เป็นสงครามกวาดต้อนผู้คน (ไม่ยึดครองดินแดน) เพราะภูมิภาคนี้มีคนไม่มาก แต่พื้นที่มีมากรกร้างกว้างขวาง ดังนั้น แต่ละเมืองต้องการคนเป็นกำลังสำคัญและเป็นกองกำลังป้องกันตนเอง ส่งผลให้เกิดการประสมประสานทางชาติพันธุ์และสังคมวัฒนธรรม มีความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเครือญาติทำให้มีเครือข่ายทางการค้ากว้างขวาง

ข้อดีอย่างยิ่งของประวัติศาสตร์ไทยตามหลักฐานเป็นจริงเรื่องความสัมพันธ์แบบเครือญาติในอุษาคเนย์ มีอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้

(1.) คนไทยเข้าใจข้อมูลจริง ในความเป็นมาแท้จริงของตนเองและของเพื่อนบ้าน ตามหลักฐานวิชาการที่มีจริงและพบจริง ทำให้ลดอคติต่อเพื่อบ้านซึ่งล้วนได้จากประวัติศาสตร์บาดหมางที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งโดยชาวยุโรป แล้วชนชั้นนำรับมาใช้มอมเมาคนไทย หากจะเหลือตกค้างในความทรงจำแต่จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดจะหมดไปเอง

(2.) โน้มน้าวและเหนี่ยวนำประเทศเพื่อนบ้านให้ยอมรับการมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกันแบบเครือญาติ แล้วพัฒนาประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศเพื่อลด “อคติ” ทางประวัติศาสตร์ต่อกันและกัน ซึ่งจะนำไปสู่การลดความบาดหมางในปัจจุบันเพื่อเข้าสู่สันติภาพถาวรต่อไปข้างหน้า

(3.) ความมั่นคงและมั่งคั่งทางการตลาดปัจจุบัน สนองทุกประเทศถ้วนหน้า

ประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน ที่ใช้งานราว 100 ปีผ่านมา เชื่อถือตามแนวทางการศึกษาค้นคว้าและสันนิษฐานของชาวยุโรปสมัยล่าอาณานิคม แม้จะศึกษาด้วยตนเองบ้างไม่มากก็ค้นคว้าตามแนวทางทั่วไปที่ชาวยุโรปวางไว้ ซึ่งเป็นอันตรายใหญ่หลวงแก่การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและเพื่อนบ้าน ดังนั้น นักปราชญ์ชาวยุโรป-ดี.จี.อี ฮอลล์ เคยเขียนในคำนำหนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า “พวกฝรั่งเศสรุ่นก่อน เขียนประวัติศาสตร์เอเชียเพื่อประโยชน์ของชาวยุโรป” (อ้างในหนังสือ ข้อเท็จจิงว่าด้วยชนชาติขอม ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2547 หน้า 151) ซึ่งสร้างความบาดหมางทั่วไปดังรู้กันอยู่แล้ว

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...