'อ.ไชยันต์' ชี้ คนเนปาลเริ่มเรียกร้องฟื้นสถาบันกษัตริย์ มองประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น
THE STATES TIMES
อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2568 เวลา 13.30 น. • Hard News Teamเมื่อวันที่ (12 ก.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่บทความ ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์และกำเนิดสาธารณรัฐ : กรณีเนปาล มีเนื้อหาดังนี้
เส้นทางสู่อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์ของเนปาล เริ่มขึ้นจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานที่มีสาเหตุจากการแข่งขันกันมีอำนาจนำระหว่างสามฝ่าย นั่นคือ
หนึ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ สอง พรรคการเมืองที่ชื่อเนปาลีคองเกรสที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่พรรคแรกที่ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังเนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปี ค.ศ.1959
และสาม กลุ่มคอมมิวนิสต์แนวเหมาอิสต์
ในช่วงสองทศวรรษแรกหลังเนปาลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พรรคเนปาลีคองเกรสครองการเป็นรัฐบาลได้โดยส่วนใหญ่ จะมีบางช่วงสั้นๆ ที่ พรรคคอมมิวนิสต์เนปาลแนวมาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล นั่นคือ ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แปดเดือน
การที่พรรคคอมมิวนิสต์มาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล หมายความว่า รัฐธรรมนูญเนปาลไม่ปิดกั้นการจัดตั้งพรรคการเมืองแนวคอมมิวนิสต์ตราบเท่าที่ไม่มีเป้าหมายล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และต่อสู้ตามครรลองรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคเนปาลีคองเกรสจะได้เป็นรัฐบาลในช่วงเวลาส่วนใหญ่ แต่ก็มีปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในพรรคมากพอสมควร
ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในทางปริมาณและความเข้มแข็งจนสามารถฉีกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองของตนต่างหากในนามของพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลสายเหมาอิสต์ในปี ค.ศ. 1994
โดยมีหลักการที่ว่า “การปลดแอกประชาชนที่แท้จริง จะต้องทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การพัฒนาสงครามประชาชนที่จะนำมาซึ่งการปกครองประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง”
และพรรคได้หันหลังให้การต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคกลายเป็นกลุ่มกบฏ และหันมาต่อสู้ด้วยกลยุทธ์การใช้กำลังความรุนแรงเพื่อนำการต่อสู้เพื่อคนยากจนในชนบทและสนับสนุนให้ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
และเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์ได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อรัฐบาลและนำเนปาลเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในราชวงศ์ก็ได้สร้างปัญหาซ้ำเติมเข้าไปอีก นั่นคือ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ 2001 ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่พระราชวงศ์แห่งเนปาลขึ้นภายในพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุ เป็นผลให้พระมหากษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะและสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกองค์สำคัญในราชวงศ์เนปาลทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโลกตื่นตะลึง และยังความเศร้าโศกโกลาหลให้แก่ชาวเนปาลอย่างมหันต์
สำนักพระราชวังได้ประกาศสาเหตุของโศกนาฏกรรมว่า เกิดจากอุบัติเหตุพระแสงปืนลั่นโดยมกุฏราชกุมารดิเพนทรา เป็นผู้ทำพระแสงปืนลั่นในขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์กำลังร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำ ก่อนที่องค์มกุฎราชกฏราชกุมารจะทำพระแสงปืนลั่นถูกพระองค์เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังและแหล่งข่าวหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากการที่องค์มกุฏราชกุมารทรงบันดาลโทสะในขณะทรงวิวาทกับพระราชมารดาเรื่องการที่องค์มกุฎราชกุมาร ทรงต้องการจะอภิเษกกับสตรีจากตระกูลรานา (Rana: ราชวงศ์ที่ปกครองเนปาลก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และแหล่งข่าวอีกหลายกระแส ตั้งข้อสงสัยว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตกอยู่ในพระอาการมึนเมาจากน้ำจัณฑ์ (สุรา) และยาเสพติด และมกุฏราชกุมารสิ้นพระชนม์ไปด้วยจากบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพระองค์เอง
พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่คือ เจ้าชายชญาเนนทระ พระอนุชาของพระมหากษัตริย์พิเรนทราพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่พยายามปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ โดยพยายามเข้าไปควบคุมรัฐบาลด้วยพระองค์เอง โดยอ้างสาเหตุจากความล้มเหลวของพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยในปี ค.ศ. 2002 หลังจากที่พระองค์ยุบสภา และสนับสนุนอย่างชัดเจนให้นายเชอ บาฮาดูร์ ดิวบาที่ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2002 พระองค์ทรงปลดนายดิวบา และเข้าไปมีอำนาจอิทธิพลในรัฐบาลด้วยพระองค์โดยตรงอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก
และในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2002-2005 พระองค์ทรงเลือกและปลดนายกรัฐมนตรีถึงสามคนด้วยสาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจัดการเลือกตั้งและนำตัวพวกกบฏมาร่วมเจรจาได้
ในที่สุด พระองค์ตัดสินใจยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2005 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งภายในไม่เกินสามปี ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากพรรคการเมืองต่างๆ
ในช่วงที่พระองค์ปกครองประเทศ ได้มีการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง และพระองค์ได้ออกข้อบังคับอย่างเคร่งครัดควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อมวลชน ฯลฯ
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2006 พันธมิตรพรรคการเมืองเจ็ดพรรครวมทั้งพรรคเหมาอิสต์ได้ลงใต้ดินทำการประท้วงต่อต้านการปกครองของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระ รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมในระดับเบา แต่ประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง และในการบังคับใช้กฎหมายเคอร์ฟิว
รัฐบาลได้ใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตา ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน มีผู้ประท้วง 23 คนเสียชีวิต
พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระประกาศว่าพระองค์จะยอมให้อำนาจบริหารแก่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากการเลือกของพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อดูแลการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งเจ็ดปฏิเสธข้อเสนอและเรียกร้องให้พระองค์ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกำหนดบทบาทในการเมืองของพระมหากษัตริย์
และภายใต้คำแนะนำของรัฐบาลอินเดียในขณะนั้น เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆของเนปาลควรจะตกลงให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ต่อไปในรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นมาใหม่
แต่พรรคการเมืองต่างๆไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำดังกล่าวของรัฐบาลอินเดีย
และหลังจากที่นายคิริชา ประสาท โกอิราลาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการ เขาได้หารือและหาข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะจุดยืนของพระมหากษัตริย์ นายโกอิราลามีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ตราบเท่าที่พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระยังอยู่ในโครงสร้างอำนาจ ย่อมจะเป็นภัยอันตรายต่อประชาธิปไตยของเนปาล
ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2006 รัฐสภาเนปาลได้ยกเลิกอำนาจที่สำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาได้สิ้นสุดลง (King in Parliament) และลดทอนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงตรายาง แต่ให้พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ประมุขของรัฐในการต้อนรับอาคันตุกะและทูตานุทูตต่อไปได้ และรัฐสภาได้โอนอำนาจที่พระมหากษัตริย์เคยมีไปที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาตลอด 239 ปีมีอันต้องสิ้นสุดลง
ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 นายกรัฐมนตรีนายโกอิราลาได้กล่าวว่า เขาเห็นว่า พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระควรจะสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชนัดดาของพระองค์ เจ้าชายหริทเยนทระขึ้นครองราชย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 5 พรรษา
ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านของเนปาลได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระที่สืบจากพระเชษฐาของพระองค์ให้เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งพระราชวัง (Narayanhiti Palace) แต่ไม่ได้ยึดทรัพย์สินที่กษัตริย์ชญาเนนทระครอบครองก่อนขึ้นครองราชย์
ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2007 รัฐสภารักษาการได้ลงมติว่า อาจจะมีการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุติลงชั่วคราวในปี ค.ศ. 2008 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับพวกกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้คือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนเนปาลให้เป็นสาธารณรัฐนั่นเอง
ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า “การตัดสินดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มันไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะตัดสินเกี่ยวกับความเป็นไปของสถาบันพระมหากษัตริย์”
ในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างเป็นทางการว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และเนปาลจะเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ
แม้การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ กษัตริย์ชญาเนนทระก็ยอมรับการตัดสินดังกล่าว และขอให้รัฐบาลจัดที่พักอาศัยให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลได้จัดให้พระองค์พำนักอยู่ที่วังแห่งหนึ่ง (Nirmal Niwas Palace)
การเมืองเนปาลหลังเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐ
พ.ศ. 2551 จากการลงมติของพรรคการเมืองต่างๆในสภา ส่งผลให้เนปาลยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ
แต่กษัตริย์ชญาเนนทระก็ทรงยอมรับการตัดสินดังกล่าว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์อาจจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์เนปาล แต่ไม่ได้กล่าวว่าเมื่อไร
สื่อได้ถามว่า พระองค์จะทรงเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกหรือไม่ ? (เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองพากันลงมติยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมืองโดยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2548 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่มีเข้มแข็งภายในระยะเวลาไม่เกินสามปี)
พระองค์ตอบว่า พระองค์ไม่ใช่นักการเมือง และพระองค์ไม่สนใจการทำประชามติในการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลับมามีอำนาจในเนปาล เพราะตอนที่นักการเมืองยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้ทำประชามติถามประชาชน ดังนั้น พระองค์จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยประชามติในการกลับมา
และพระองค์ยืนยันว่าก่อนหน้าที่นักการเมืองจะยกเลิกสถาบันฯ ได้มีข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างนักการเมืองกับพระองค์ว่า จะให้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับคืนมา หลังจากที่พระองค์ยอมสละอำนาจให้นักการเมืองและตั้งรัฐสภาที่พระองค์ให้ยุติไปสามปีกลับคืนมา
นั่นคือ พระองค์กำลังกล่าวว่า พระองค์ถูกหักหลัง !
พ.ศ. 2554 ในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ มีชาวเนปาลหลายพันได้เดินทางไปยังวังของพระองค์ (Nirmal Niwas Palace) และลงนามถวายพระพร
หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงเรียกนักวิเคราะห์การเมืองที่มีชื่อเสียงมาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของเนปาล
จากนั้น นักวิเคราะห์การเมืองดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์ไม่ได้แสดงความสนใจเด่นชัดว่าจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์หรือเข้าสู่การเมืองเนปาล
แต่พระองค์แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสภาพการณ์บ้านเมืองที่มีวิกฤตเศรษฐกิจและการคุกคามทางการเมือง
ในงานเลี้ยงส่วนตัวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง มีการเผยแพร่รูปถ่ายที่พระองค์เต้นรำ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำฝ่ายเหมาอิสต์และนายกรัฐมนตรีซาร์มา โอลี (ที่ล่าสุด เพิ่งลาออกไปหลังเกิดการประท้วงใหญ่)
แต่ประชาชนต่างพากันประณามที่นักการเมืองมาวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของอดีตกษัตริย์
มีรายงานว่าประชาชนทั่วไปต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมา
เนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชันมากมายทั่วไปในหมู่นักการเมือง
อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและรวมทั้งบุคลิกภาพที่ไม่น่าเชื่อถือของประธานาธิบดี
และตัวนายกรัฐมนตรีที่บินไปรักษาตัวที่สิงคโปร์บ่อยๆโดยใช้เงินจากภาษีประชาชน
พ.ศ. 2568 เดือนพฤษภาคม ผู้คนทุกชนชั้นออกมาเดินขบวนนับแสน เรียกร้องให้นำระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับมา ประชาชนต่างร้องตะโกนให้ “นำกษัตริย์ของพวกเขากลับมา ประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น” และล่าสุด ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 อย่างที่ทราบกัน มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เนปาล นายกรัฐมนตรี ซามาร์ โอลี ได้ลาออกไปแล้ว และจะมีการแต่งตั้งผู้ว่าเมืองหลวงให้รักษาการนายกรัฐมนตรี
เมื่อพิจารณาด้านเศรษฐกิจ จะพบว่า หลังเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ เศรษฐกิจเนปาลมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2551
แต่ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจเนปาล คือ ปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น และอัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาว และที่เรื้อรังคือ ปัญหาคอร์รัปชันของนักการเมือง
เราคงต้องติดตามสถานการณ์การเมืองเนปาลกันต่อไป