โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ธนารักษ์–กองทัพเรือ” เปิดตัวโครงการ Clean Energy พลิกพื้นที่ราชพัสดุสู่พลังงานสะอาด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2568 เวลา 10.17 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ส.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดตัวโครงการ “Clean Energy” และลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการจัดทำต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดในที่ราชการ โดยมี พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ร่วมลงนามในความร่วมมือ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด สะท้อนเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์ที่ต้องการยกระดับที่ราชพัสดุจาก “สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์แห่งอนาคต” และปรับบทบาทจาก “ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์” สู่ “ที่ราชพัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม”

ทั้งนี้ ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง เป็นความท้าทายสำคัญของโลก รัฐบาลไทยจึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ผ่านการผลักดันนโยบายด้านพลังงานสะอาดในหลายมิติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ราชพัสดุซึ่งเคยถูกมองข้ามว่าไม่มีประโยชน์ เช่น หลังคาบนอาคารราชพัสดุ หรือที่ราชพัสดุที่เป็นอ่างเก็บน้ำ จะถูกพลิกบทบาทให้กลายเป็นฐานพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยกรมธนารักษ์ พร้อมยกเว้นหรือลดค่าเช่าและค่าแรกเข้าในการใช้ประโยชน์ เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ บนหลังคา (Solar Rooftop), บนพื้นดิน (Solar Farm) และบนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar)

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน สามารถเข้าถึงการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน สร้างรายได้จากที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ และที่สำคัญคือการวางรากฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

หลักเกณฑ์ 5 ข้อ สำหรับการเข้าร่วมโครงการ Clean Energy

  • ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับการยกเว้นค่าตอบแทนทั้งหมด หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในทางราชการ โดยต้องรายงานผลการติดตั้งให้กรมธนารักษ์ทราบเมื่อแล้วเสร็จ
  • หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ ไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ
  • รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ กรมธนารักษ์จะผ่อนปรนค่าเช่าในอัตราต่ำสุด เช่น Solar Rooftop เก็บเพียง 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar คิดค่าเช่าที่ดินเพียง 0.75% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ลดลงถึง 75% จากอัตราปกติ
  • ผู้เช่าเอกชน หากติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองในครัวเรือน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) หรือเพื่อกิจการตามกฎหมายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ ต้องเช่าเพิ่มในอัตราผ่อนปรน โดย Solar Rooftop คิดค่าเช่า 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar เก็บค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ลดลงถึง 50% จากอัตราปกติ
  • การเปิดประมูลพื้นที่ใหม่ สำหรับที่ราชพัสดุที่ยังไม่มีผู้เช่า กรมธนารักษ์จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้าลงทุนโครงการ Solar Farm หรือ Floating Solar โดยกำหนดค่าแรกเข้า 0.5% ของมูลค่าที่ดินตามจำนวนปีที่เช่า และค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราปกติ

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำประกันความเสียหายเฉพาะพื้นที่ติดตั้ง เพื่อคุ้มครองกรณีอัคคีภัยและเหตุสุดวิสัย รวมถึงต้องรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกต่อกรมธนารักษ์ทุกปี เพื่อรวบรวมและรายงานเป็นภาพรวมของที่ราชพัสดุต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หากเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จะต้องแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 5% ให้เป็นรายได้แผ่นดินผ่านกรมธนารักษ์ด้วย

อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุว่า ความร่วมมือกับกองทัพเรือจะเริ่มจากโครงการ Floating Solar ที่กรมอู่ทหารเรือ ก่อนขยายผลไปยังอีก 6 พื้นที่ ได้แก่ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ศูนย์ฝึกทหารใหม่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กองการบินทหารเรือ และกองเรือฟรีเกตที่ 1 รวมกำลังการผลิตพลังงานกว่า 42,000 kWp

เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของกองทัพเรือได้กว่า 20% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 63,000 ตันต่อปี ถือเป็นการลดภาระงบประมาณและสร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ อีกทั้งยังเป็น “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต

นายเอกนิติ กล่าวปิดท้ายว่า โครงการ “Clean Energy” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านพลังงานเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของที่ราชพัสดุ ที่จะถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้ามให้กลับมามีพลัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม นำพาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...