จาก..เผาเลยครับพี่น้อง ถึง..ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน สองคำพูดเลว ๆ ของสองมนุษย์หัวใจทราม
(23 ก.ย. 68) ย้อนกลับไป 16-17 ปีก่อน ช่วงเวลาที่ “คนเสื้อแดง” ชุมนุมใหญ่ มีความอหังการถึงขนาดปิดท้องถนน ยึดพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย เผารถ เผาห้าง บุกค้นโรงพยาบาล หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่มีอาชีพ “หากินกับม็อบ” ขึ้นเวทีแล้วปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ให้กับเหล่า “คนเสื้อแดงสมองน้อย” อย่างเมามันด้วยคำพูดว่า “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” เสียงปรบมือเฮโลดังสนั่นให้กับความห้าวหาญ และจริงจังนั้น
ภาพลักษณ์ที่ดูคล้าย “คนจริง” แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ “ชายชาตินักรบที่อาจหาญ” ที่เปิดหน้ามาต่อสู้เพื่อความชอบธรรมให้กับสังคมแต่อย่างใด เป็นได้เพียง “ทาสรับใช้นักการเมืองเลว ๆ” โดยหวังจะมีอาชีพ มีตำแหน่งทางการเมือง เป็นการทำมาหากินแบบพื้น ๆ ของคนไร้อุดมการณ์ และไร้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมแค่นั้นเอง
คำพูดที่ขึ้นทำเนียบ “โฉดชั่ว” กระตุ้นให้ “คนเสื้อแดง” มีความฮึกเหิมและกระทำการ “เผาเมืองกรุงเทพมหานคร” หลายจุดด้วยกัน สร้างความเสียหายทั้งทางกาย ทางใจ และเศรษฐกิจของประเทศยากจะพลิกฟื้นกลับคืนมาได้ในเวลาสั้น เจ้าของคำพูดไม่ได้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลที่เจ้าของพื้นที่หลายแห่งที่โดนไฟเผาจนมอดไหม้ยังไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ แต่ “นักปลุกปั่นรับจ้าง” ยังคงยึดอาชีพเดิม ช่วยเหลือ “นักโทษที่เคยหนีคดี” คนเดิม เสริมส่งความผิดเพี้ยนออกสู่สังคมเพื่อลาภยศสรรเสริญไม่เปลี่ยนแปลง กรรมหนักเท่านั้นที่กำลังตามไล่ล่า “คนเผาชาติ” ได้ทัน และเชื่อว่าคงจะอีกไม่นาน
ด้วยใครก็ตามที่หยามหมิ่นแผ่นดิน คิดคด ทรยศต่อคนไทยที่ทำมาหากินสุจริต มีจิตใจคล้อยไปในทางชั่วช้าสามานย์ เอนเอียงให้กับ “คนขายชาติ” ก็จะพบกับ “วิบากกรรมในชีวิต” และจะจบลงด้วยความสิ้นค่าในความเป็นคน
เชื่อมั่นมาก ๆ ว่าจะไม่แตกต่างจากเจ้าของคำพูด “ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน” ของนักการเมืองที่หนีการเกณฑ์ทหารคนหนึ่ง ที่มองเรื่องชาติ เรื่องแผ่นดิน เรื่องการสูญเสียอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนมาทีหลัง เปลือยให้เห็นความเบาปัญญา และไร้ความกตัญญูต่อประเทศชาติ ไม่นานก็จะพบความวิบัติภัยในชีวิตของตัวเองไม่ต่างกัน