ระวัง ‘ฮีทสโตรก’ โรคฮิตหน้าร้อน เช็กอาการ-วิธีป้องกัน
The Bangkok Insight
อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 09.31 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 09.31 น. • The Bangkok Insightรู้จัก "ฮีทสโตรก" โรคฮิตหน้าร้อน กลุ่มเสี่ยงต้องระวัง เช็กอาการ-วิธีป้องกัน
จากกรณีสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เปิดเผยข้อมูลพยากรณ์ค่าดัชนีความร้อน (HEAT INDEX) ประจำวันที่ 16 เมษายน 2568 ว่า อยู่ในระดับอันตราย ขอให้บุคคลทั่วไปสังเกตอาการตนเอง
ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก อายุ 0-5 ปี , ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป , หญิงตั้งครรภ์, ผู้ป่วย หรือผู้มีโรคประจำตัว , ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน, ผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง และนักท่องเที่ยว ผลกระทบที่จะได้รับจากการรับสัมผัสอุณหภูมิที่สูงขึ้นเกินกว่าร่างกายรับได้ อาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น อ่อนเพลีย, วิงเวียนศีรษะ, ผื่นบวมแเดง, ตะคริว และโรคลมร้อน (Heat Stroke)
โรคลมร้อน หรือ Heatstroke มักพบในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันที โดยโรคนี้เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาทันทีเนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก บุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคลมร้อน ได้แก่ ทหารที่ไม่ได้เตรียมร่างกายเพื่อเข้ารับการฝึก นักกีฬาที่ออกกำลัง และผู้ที่ทำงานในอากาศร้อนจัด
อาการของโรคลมร้อน
- มีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส
- ปวดศีรษะ หน้ามืด เมื่อยล้า อ่อนเพลีย และอาจหมดสติได้
- มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชัก เพ้อ เดินโซเซ ตอบสนองช้า พูดจาสับสน
- ไม่มีเหงื่อออก จากผลของต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น
- อาจพบปัสสาวะสีเข้มผิดปกติจากภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย และอาจเกิดภาวะไตวายตามมาได้
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หลักการสำคัญที่สุดในการปฐมพยาบาล คือ การทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงให้เร็วที่สุดก่อนนำส่งโรงพยาบาล เช่น ย้ายผู้ป่วยมาในที่ร่ม จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกขาสูง ถอดเสื้อผ้า แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังคอ รักแร้ ขาหนีบ และนำพัดลมเป่าระบายความร้อน หากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำเกลือให้มากที่สุดเพื่อทดแทนภาวะการขาดน้ำ จากนั้นรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
การป้องกันภาวะลมร้อน
- ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายและบาง อากาศถ่ายเทได้ดี
- ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
- หากเล่นกีฬาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแดด ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
ข้อมูลจาก :นพ. พีรวิชญ์ จีรทีปตานนท์ โรงพยาบาลศิริราช
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- การรถไฟฯ เร่งทำรั้วกั้น กันรถยนต์จอดล้ำในเขตทางรถไฟ
- เตือน 16 เมษายน ดัชนีความร้อนสูงสุด ระดับอันตราย
- กาญจนบุรี เตือนพายุฤดูร้อนถล่ม 7 อำเภอ สั่งเฝ้าระวังถ้ำ-น้ำตก
ติดตามเราได้ที่