โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดโหมดพัก เลิก Always-on กับวิธีทวงคืนเวลาชีวิตจากโลกที่ไม่เคยปิดสวิตช์

นิตยสารคิด

อัพเดต 23 เม.ย. 2568 เวลา 00.49 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 00.49 น.
always-on-culture-cover

(nick jenkins / Unsplash)

"การนอนหลับเป็นการขัดจังหวะที่ไม่ประนีประนอมต่อการที่ระบบทุนนิยมขโมยเวลาจากเราไป" โจนาธาน ครารี (Jonathan Crary) เขียนไว้ในช่วงหนึ่งของหนังสือ 24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep ซึ่งในปัจจุบัน แม้กระทั่งการพักผ่อนนั้นก็กำลังถูกโจมตี

หนังสือ 24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep เปิดเรื่องด้วยรายงานวิจัยของกองทัพสหรัฐฯ ที่พยายามขยายขีดความสามารถของทหารในสนามรบให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องหลับนอน โดยศึกษาสมองของนกกระจอกหัวขาวเพื่อค้นหาว่า ในระหว่างการอพยพ มันสามารถตื่นอยู่ได้นานถึงเจ็ดวันติดต่อกันโดยไม่หลับได้อย่างไร จุดประสงค์คือการทำให้ทหารสามารถทำแบบเดียวกันนี้ได้นั่นเอง

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ดังที่ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นมา นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสงครามจะถูกกลืนเข้าไปในแวดวงสังคมที่กว้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่นการเดินทางทางอากาศ ระบบ GPS เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น และทหารที่ไม่หลับจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบของคนทำงานหรือผู้บริโภคที่ไม่ต้องหลับต่อไป

นับจากนั้น โลกของเราค่อย ๆ เปลี่ยนจากการ “มอบเวลา” มาเป็นการ “เสนอสิ่งของ” โดยปรากฏการณ์ Commodity Fetish หรือการบูชาสินค้า กลายเป็นกลไกหลักที่ระบบทุนนิยมแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยแทนที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวและวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยตรรกะทางการตลาดซึ่งสื่อผ่านสินค้าอุปโภคบริโภค พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การเสนอสิ่งของที่มากขึ้นแทนที่จะเสนอเวลามากขึ้น

หมุดหมายสำคัญที่โลกเสนอให้ประชาชนคือ “โทรทัศน์” ตามที่โจนาธานตั้งข้อสังเกตก็คือ บทบาทของโทรทัศน์ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอ้างอิงจากการศึกษาในปี 1974 ของเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ (Raymond Williams) เรื่อง Television: Technology and Cultural Form โจนาธานบรรยายถึงวิธีการที่โทรทัศน์ถูกแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันในฐานะรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางสังคม โทรทัศน์ได้จัดระเบียบกิจวัตรประจำวันของผู้คนใหม่ ตั้งแต่ข้อมูลการเดินทางและรายงานสภาพอากาศในตอนเช้า ข่าวช่วงกลางวัน ไปจนถึงความบันเทิงยามเย็น

ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 โทรทัศน์เป็นระบบที่ค่อนข้างมั่นคง ดึงดูดประชากรที่ชานเมืองและกระจายตัวมากขึ้น การถือกำเนิดของเคเบิลทีวีและเครื่องเล่นวิดีโอแบบตั้งโปรแกรมได้ในช่วงทศวรรษ 1970 เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกดูอะไรเมื่อไรก็ได้ ปรากฏการณ์ที่ว่าตามที่แม็กเคนซี วาร์ก (McKenzie Wark) เรียกว่า “ความตื่นตาตื่นใจที่กระจัดกระจาย” ซึ่งทำให้อำนาจการควบคุมแตกกระจายไปอยู่ในมือปัจเจกมากขึ้น นับแต่นั้นมา ผลพวงของความตื่นตาตื่นใจที่แตกกระจายก็ถูกส่งมายังเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น โซเชียลมีเดีย การสื่อสารไร้สาย และอินเทอร์เน็ต

คล้ายกับว่ามนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกเสพเนื้อหาได้ตามใจชอบ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราสูญเสียไปอย่างเงียบ ๆ นั่นก็คือ “เวลา”

(Krismas / Unsplash)

เมื่อหน้าจออยู่กับเราตลอดเวลา
ในอดีต โทรทัศน์มักเป็นศูนย์กลางความบันเทิงในบ้านแต่ละหลัง เราสามารถควบคุมการรับชมได้ตามต้องการ และประสบการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องนั่งเล่น อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่ทุกคนมีหน้าจอส่วนตัวเป็นของตัวเองและพกพาติดตัวตลอดเวลาก็ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง อุปกรณ์เหล่านี้กลายเป็นเสมือนอวัยวะเทียมที่ต่อเติมชีวิตของเรา ทำให้เราเชื่อมต่อและ "เปิดใช้งาน" อยู่เสมอ (ยิ่งไปกว่านั้น มือถือในปัจจุบันยังถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้โดยแทบไม่ต้องปิดเครื่องเลย) ผลที่ตามมาคือขอบเขตระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่เริ่มพร่าเลือน

สำหรับคนทำงานในยุคนี้ โดยเฉพาะฟรีแลนซ์หรือผู้ที่ทำงานจากบ้าน ภาวะ "เปิดตลอดเวลา" นี้มักนำไปสู่ภาระงานที่ท่วมท้น ความรู้สึกว่าต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาส่งผลเสียต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสิทธิภาพในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่แรงงานค่อนโลกกำลังประสบ นั่นคือสิ่งที่เรียกกันว่า “วัฒนธรรมที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา” หรือ “Always-on Culture” และสำหรับหลายคน อาจทำให้ถึงขั้นเสพติดการทำงาน ผูกติดชีวิตและตัวตนเข้าไปอีกด้วย

วัฒนธรรมที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอด กล่าวโดยง่ายก็คือ ความคาดหวังว่าเราจะต้องพร้อมเรียกใช้งานและติดต่อได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนหรือที่ไหนก็ตาม ยิ่งในโลกที่เชื่อมต่อกันอย่างมากในปัจจุบัน เทคโนโลยีก็เข้ามาทำให้การเชื่อมต่อกับงานของเราเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย แม้ว่าเราอาจจะไม่ต้องการก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเช็กอีเมลสั้น ๆ ระหว่างอาหารค่ำกับครอบครัว หรือการโทรผ่าน Zoom ระหว่างวันหยุดพักผ่อน ความคาดหวังว่าเราจะต้องพร้อมใช้งานและพร้อมทำงานอยู่เสมอ กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ และมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากคุณรู้สึกเสียใจที่พลาดสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตไปเพราะไม่สามารถละทิ้งการงานได้ ข่าวดีก็คือ คุณไม่ได้ประสบภาวะนี้อยู่เพียงลำพัง บรอนนี แวร์ (Bronnie Ware) ระบุผลสำรวจความเสียใจยอดนิยมของผู้คนไว้ในหนังสือ The Top Five Regrets ว่า ความเสียใจอันดับสองของคนใกล้ตายคือ “ฉันหวังว่า ฉันคงไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้” ส่วนความเสียใจอันดับหนึ่งคือ “ฉันหวังว่า ฉันคงมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นคาดหวังจากฉัน” เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะมาดึงตัวเองออกจากวัฒนธรรมที่เป็นพิษนี้

(Maryna Nikolaieva / Unsplash)

คู่มือทวงคืนเวลาพักผ่อนฉบับที่ทำได้ในทันที
วัฒนธรรมแบบนี้ฝังรากลึกอยู่ในสังคม และเกี่ยวพันกับทุกมิติของชีวิตสมัยใหม่ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการมองที่โครงสร้างในภาพใหญ่ แต่ทว่า ในฐานะปัจเจกบุคคล เราก็สามารถลงมือปรับเปลี่ยนตัวเองควบคู่กันไปได้เช่นเดียวกัน

ลูซี่ แคมป์เบลล์ (Lucy Campbell) นักข่าวจาก The Guardian ได้แนะนำ 5 แนวทางเบื้องต้นสำหรับการปิดสวิทช์การทำงานให้กับตัวเอง ได้แก่

  • อะไรที่ทำได้ในวันนี้ จงทำเลย อย่าปล่อยไว้พรุ่งนี้ - ในทำนองเดียวกัน อย่าทำในวันนี้ ถ้ามันสามารถรอได้ถึงพรุ่งนี้ ฟังดูแล้วอาจจะขัดแย้งกัน แต่ลูซี่บอกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้ง กล่าวคือ ถ้าคุณสามารถทำอะไรบางอย่างให้เสร็จก่อนสิ้นวันได้ ให้ทำในขณะที่มันยังสำคัญ แทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนในวันพรุ่งนี้ สิ่งนี้จะกระตุ้นให้คุณจัดลำดับความสำคัญและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระหว่างวัน เพราะคุณรู้ว่าคุณต้องหยุดทำงานตอน 5 โมงเย็นหรือ 6 โมงเย็น หากงานนั้นไม่เรียบง่ายพอที่จะทำให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมงสุดท้ายในสำนักงาน ให้เขียนรายการสิ่งที่ต้องทำสำหรับตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เก็บของของคุณ และคุณจะคุ้นเคยกับแนวคิดของการผ่อนคลายเมื่อใกล้สิ้นสุดวันทำงาน
  • นิยามขีดจำกัดของตัวเองใหม่ - ยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานทุกอย่างให้เสร็จในแต่ละวัน ไม่ว่าอย่างไร มันจะมีงานอีกอย่างเสมอที่คุณสามารถทำต่อได้ แต่การทำงานจำเป็นต้องมีจุดสิ้นสุด ทำให้ดีที่สุดในแต่ละวัน และอย่ารู้สึกผิดที่จะเลิกงาน
  • ดื่มด่ำกับเวลาหลังเลิกงาน - การแบ่งแยกชีวิตการทำงานและเวลาพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพจิตใจและร่างกาย ชาวเยอรมันเข้าใจข้อนี้เป็นอย่างดี พวกเขามีแนวคิดที่เรียกว่า Feierabend หรือการสนับสนุนให้ช่วงเย็นหลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์สำหรับการผ่อนคลายเท่านั้น นอกจากนี้ การมุ่งเน้นแสวงหาประสบการณ์สร้างสรรค์ผ่านเวลาว่างและงานอดิเรก ยังมีบทบาทสำคัญที่ข่วยบรรเทาความเครียด รักษาสุขภาพ และทำให้เรามีความสุขมากขึ้น (และเป็นคนทำงานที่ดีขึ้น) ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การทำอาหาร การทำสวน หรือการพบปะเพื่อนฝูงที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากเวิร์กโหมด
  • สร้างกิจวัตรการผ่อนคลาย - การสร้างพิธีกรรมผ่อนคลายเมื่อคุณกลับถึงบ้าน จะช่วยฝึกจิตใจให้ช้าลง สิ่งง่าย ๆ เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้าทำงาน การอาบน้ำ หรือนั่งข้างนอกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นบอกสมองได้ว่า ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว
  • พักจากการใช้เทคโนโลยี - อีเมลตรงนี้ การแจ้งเตือนตรงนั้น อาจกลายเป็นการวนเวียนที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายมาก จนนักข่าวการเมืองชื่อดังคนหนึ่งเคยบอกว่า เธอต้องวางโทรศัพท์ไว้บนชั้นวางในห้องอื่นแทน เพื่อที่หยุดตัวเองจากการทำงาน และผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่งให้คำแนะนำว่า "อย่าใช้อีเมลในโทรศัพท์เลย เพราะคุณจะมองแต่มันเท่านั้น และปิดการแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้งหมดด้วย" มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะมีจิตใจที่สงบ เรียนรู้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อทุกสิ่งทันที หากเป็นเรื่องเร่งด่วน พวกเขาจะโทรหาคุณ หากไม่ใช่ นั่นแปลว่า มันสามารถรอได้จนถึงวันพรุ่งนี้

ท่ามกลางกระแสการผลิตและการบริโภคตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์อย่างไม่หยุดยั้ง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเรียกสภาวะปัจจุบันว่า “ประสิทธิภาพที่เป็นพิษ” หรือ “Toxic Productivity” เจนนิเฟอร์ มอสส์ (Jennifer Moss) ผู้แต่งหนังสือ Why Are We Here?: Creating a Work Culture Everyone Wants กล่าวว่า การจะเปลี่ยนวัฒนธรรมดังว่าไม่ใช่เรื่องง่าย “เรากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่อิงกับระบบของคุณค่า ซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าเรือไททานิก และมีอายุเก่าแก่มาหลายศตวรรษ” แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็มองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อคนบางกลุ่มโดยเฉพาะพนักงาน Gen Z เริ่มที่จะต่อต้านมุมมองที่ล้าสมัยนี้ ทำให้ลำดับความสำคัญในชีวิตและการงานเปลี่ยนแปลงไป และวิธีที่คุณต้องการใช้ชีวิตที่เหลือของคุณจริง ๆ ก็ชัดเจนขึ้น

เธอกล่าวว่า ความคิดแบบนี้ทำให้ผู้คนสงสัยว่า "’อะไรคือความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน?’ ซึ่งเธอแทบรับประกันได้เลยว่า “ไม่มีใครจะพูดว่า ‘รู้อะไรไหม ฉันหวังว่าฉันน่าจะใช้เวลาไปกับการประชุมให้มากกว่านี้’"

ที่มา : บทความ “24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep by Jonathan Crary – review” โดย Nicholas Lezard
บทความ “How to clock off: five ways to leave work and its worries behind” โดย Lucy Campbell
บทความ “Jonathan Crary’s 24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep” โดย Vince Carducci
บทความ “Let’s End Toxic Productivity” โดย Jennifer Moss
หนังสือ “24/7: Late Capitalism and the Ends of Sleep” โดย Jonathan Crary
หนังสือ “Never Not Working: Why the Always-On Culture Is Bad for Business--and How to Fix It” โดย Malissa Clark

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

'สมองล้า' อาจไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย

กรุงเทพธุรกิจ

V วง BTS เตรียมมีนิทรรศการภาพถ่าย ณ กรุงโซล 20 ม.ค. ถึง 1 ก.พ. นี้

THE STANDARD

“พรปีใหม่” บทเพลงที่เป็นเสมือนคำอวยพรจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙

GM Live

7 เทคนิคกระตุ้นระบบเผาผลาญฉบับผู้ชายวัย 40+ คืนชีพหุ่นฟิตรับปีใหม่

sanook.com

รายงาน : เหลียวหลัง-แลหน้า การศึกษาไทย ลุ้นปี69'อาชาไฟ'รุ่งหรือร่วง

MATICHON ONLINE

ฉลองไทยสะกดโลก! ‘Amazing Thailand Countdown 2026’ เคานต์ดาวน์ระดับโลก ที่ ไอคอนสยาม

The Bangkok Insight
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...