รายงาน : เหลียวหลัง-แลหน้า การศึกษาไทย ลุ้นปี69'อาชาไฟ'รุ่งหรือร่วง
เหลียวหลัง-แลหน้า การศึกษาไทย ลุ้นปี69’อาชาไฟ’รุ่งหรือร่วง
เข้าสู่ปีมะเมีย อาชาไฟ 2569 อย่างเป็นทางการ ขอให้ประเทศไทยพ้นจากความมืดดำ เข้าสู่ความสว่างไสวโชติช่วงชัชวาล…
แต่กว่าจะผ่านปี งูเล็ก 2568 ที่มีพิษสงร้ายกาจมาได้ ก็เรียกว่า แทบจะราพณาสูร ทั้งสถานการณ์การเมืองที่ชิงไหวชิงพริบกันแบบตาไม่กะพริบ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม และสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สร้างความสูญเสียให้กับประชาชนไปไม่น้อย
ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงด้านการศึกษา เด็กต้องหยุดเรียน เลื่อนสอบ ซ้ำเติมคุณภาพให้ตกต่ำลงยิ่งขึ้น…
ไล่เรียงการเมืองภาพใหญ่ ที่ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจากคลิปเสียง หลานอังเคิล พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งส่อเค้าจะถูกปรับพ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชิงถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล อิ๊งค์ 1 และให้รัฐมนตรีในสังกัดลาออก มีผลวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้มีการปรับ ครม. เกลี่ยโควต้าในส่วนของ ภท. ไปให้พรรคร่วม สลับเก้าอี้ รัฐมนตรี ศธ. จาก ‘บิ๊กอุ้ม’ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล มาเป็น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากพรรคกล้าธรรม กุมบังเหียนเสมา 1 และ ดร.หญิง-ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ พรรคเพื่อไทย นั่งแท่นเสมา 2
ขณะที่ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ถูกเด้งไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แทน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ที่ลาออกตามมติพรรค ภท. ขณะที่ น.ส.แพทองธารมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ วธ.แทน
เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทิ้งเวลาไม่นาน ภท.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังสลับขั้วการเมือง พรรคกล้าธรรม ยังคงรักษาโควต้า รมต.ศธ. โดยนางนฤมลนั่งเก้าอี้เสมา 1 ตามเดิม พร้อมดึงนายองอาจ วงษ์ประยูร จากพรรคเดียวกัน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ส่งนายสุรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค ภท. เป็น รมต.ป้ายแดง คุม อว.
ส่องผลงานครึ่งปีแรก รัฐมนตรี ศธ. ใต้ปีก ภท. นำโดยของ บิ๊กอุ้ม-พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ และ ครูเอ-สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส่วนใหญ่จะเป็นการสานงานเดิมต่อจากปี 2567 ที่เดินหน้าตามมอตโต ‘เรียนดี มีความสุข’ ไม่ว่าจะเป็น ลดภาระ แก้ไขปัญหาหนี้สิน และปรับเกณฑ์โยกย้าย ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม ตัดวงจรทุจริตเรียกรับเงิน ด้วยระบบ Teacher Rotation System (TRS)
ก่อนจะเกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง ทำตกเก้าอี้แบบไม่ทันตั้งตัว ส่งไม้ต่อให้ ครูแหม่ม-นฤมล นั่งเก้าอี้เสมา 1 ทำงานต่อเนื่องกว่า 5 เดือน พร้อมปรับมอตโตเป็น ‘เรียนดี มีคุณธรรม’ ประกาศนโยบาย ลดภาระ แก้หนี้ครู ดึงเงินทุนแสนล้านจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งสหกรณ์กลาง สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ปรับเกณฑ์วิทยฐานะ หวังครูมีเงินเพิ่ม
รวมถึงปรับรูปแบบการเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมการสอน อาทิ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และโครมบุ๊ก ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime จากเดิมจัดซื้อโดยส่วนกลาง เป็นมอบอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการ เพื่อให้ตรงกับความต้องการและเกิดความสะดวกในการซ่อมแซมตามบริบทของเขตพื้นที่ฯ นำร่องกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ 118 เขตทั่วประเทศ…
มีกำหนดส่งอุปกรณ์เสริมถึงมือเด็กภายในปีการศึกษา2568 แต่ดูเหมือนจะมีปัญหา แม้หลายเขตจะมีการจัดซื้อจัดจ้างไปบ้างแล้ว ก็ยังมีเสียงแว่วมาว่า บางโรงเรียนปฏิเสธรับอุปกรณ์ เพราะกลัวซ้ำรอยกรณีสนามฟุตซอล และแม้จะมีคำถามถึงเรื่องนี้หลายครั้ง กลับไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง…
ดังนั้น หลังการเลือกตั้ง ปี 2569 ยังมีเรื่องให้ต้องติดตาม โดยเฉพาะนโยบายการศึกษา ที่ดำเนินการมาแบบครึ่งๆ กลางๆ
ขณะที่ทางด้าน อว. แม้การทำงานจะยังไม่เห็นผลที่เป็นรูปธรรม เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ก็ต้องยอมรับในความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัย ที่ภาพรวมหลายแห่ง ยังพัฒนาสู่ระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ระดับกระทรวงจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม …
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ ในรอบ 1 ปี ผ่านผลงานรัฐมนตรี ศธ. จาก 2 พรรคการเมือง ไว้น่าสนใจว่า ตลอดปี 2568 การศึกษาไทย เหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในแง่ของนโยบายและรัฐมนตรีที่เข้ามากำกับดูแล แต่กลับไม่เห็นการพัฒนาที่จับต้องได้ นโยบายส่วนใหญ่แทบไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา เพียงแต่เปลี่ยนถ้อยคำหรือปรับวิธีนำเสนอใหม่ โดยที่แก่นของปัญหาเชิงโครงสร้างระบบกฎหมาย หลักสูตร ครู และการกระจายอำนาจ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ขณะที่ทาง อว. ตลอดทั้งปีเปลี่ยนรัฐมนตรีไปแล้ว 3 คน ไล่ตั้งแต่ น.ส.ศุภมาส, น.ส.สุดาวรรณ และนายสุรศักดิ์ แต่ก็ยังไม่เห็นทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน แม้แต่ละคนจะประกาศนโยบาย ที่เน้นการพัฒนานวัตกรรม งานวิจัย และยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก
การดำเนินงานส่วนใหญ่ยังอาศัยกลไกข้าราชการประจำเป็นหลัก ส่งผลให้ขาดนโยบายใหม่ที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบอุดมศึกษา และหนึ่งในปัญหาหลักที่ถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง คือ ความมั่นคงในวิชาชีพของอาจารย์และบุคลากรในมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ส่วนใหญ่แยกตัวออกมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือ ม.นอกระบบ ปรับสถานะอาจารย์จากข้าราชการ มาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ใช้ระบบสัญญาจ้าง มีการประเมินผลงาน หากไม่ผ่าน ก็อาจถูกให้พ้นสภาพได้ทุกเมื่อ และสิ่งที่เรียกร้องกันมาตลอดคือ ค่าตอบแทน ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ส่งผลต่อขวัญกำลังใจในระยะยาว
จุดบอดใหญ่ ของ อว. คือการใช้งบประมาณด้านการวิจัย ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่ยังขาดการตรวจสอบและการกระจายอย่างเป็นธรรม กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่มหรือบางสถาบัน ขณะที่งานวิจัยจำนวนไม่น้อยไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้จริง แต่ถูกใช้เพื่อการขอตำแหน่งทางวิชาการมากกว่า ส่งผลให้การใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกพัฒนาประเทศ เกิดขึ้นจริงเพียงร้อยละ 20 สวนทางกับงบประมาณด้านวิจัยที่ประเทศลงทุนไปอย่างมหาศาล
ตัดเกรด รัฐมนตรี ศธ.ผ่านคาบเส้น 5 เต็ม 10 อว. รวม 3 รัฐมนตรี สอบตกได้ 4 คะแนน
อยากให้สถานการณ์ด้านการศึกษาที่เกิดขึ้นในปีนี้ ถูกนำมาใช้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งในครั้งหน้า เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นต้องได้คนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง เข้ามา บริหารงานทั้งใน ศธ.และ อว.
ไม่ใช่เข้ามาดำรงตำแหน่งจากการแบ่งเค้กทางการเมือง!!
ขณะที่ นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มองว่ามหาวิทยาลัยไทยมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณ มหาวิทยาลัยขนาดเล็กได้รับงบประมาณน้อยกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำ จนไม่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน หรือพัฒนางานวิจัยได้อย่างเต็มที่
ขณะที่ภาพรวมการศึกษาของไทยที่ผ่านมา เป็นไปแบบไร้ทิศทาง พอการเมืองเปลี่ยน รัฐมนตรีเปลี่ยน ก็เหมือนรีเซตใหม่ทั้งหมด ทำให้นโยบายต่างๆ ไม่ได้รับการสานต่อ รัฐมนตรีทั้ง ศธ.และ อว.ที่เข้ามานั่งบริหาร ตลอดปี 2568 ไม่ได้เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว แต่เน้นแก้ปัญหาระยะสั้นที่ตอบโจทย์คะแนนเสียงและกระแสการเมือง ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการแก้ไข
ยกตัวอย่าง ครูแหม่ม-นางนฤมล ที่เน้นนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินครู แต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ขณะที่เรื่องอื่นๆ ทั้งการพัฒนาครู หลักสูตร หรือกระจายอำนาจ ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลง ทำให้ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษา ไม่ได้รับการแก้ไข
โดยเฉพาะภาระงานของครู ซึ่งถูกพูดถึงกันมานาน แม้จะมีนโยบายต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ครูจำนวนมากยังไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม งานเอกสาร การประเมิน และภารกิจที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนยังคงถาโถมอยู่เช่นเดิม
ขณะที่ นโยบายด้านสวัสดิการครู ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้สิน หรือแนวคิดการสร้างบ้านพักครู แม้จะมีความพยายามขับเคลื่อน แต่ยังไม่ปรากฏผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทำให้ครูจำนวนมากยังคงรู้สึกว่าปัญหาพื้นฐานของตนเองไม่ได้รับการแก้ไข
ทั้งนี้ ศธ.ถือเป็นกระทรวงสำคัญ ที่ดูแลเด็กและครูทั่วประเทศ ดังนั้นภาพลักษณ์เรื่องคุณธรรม จริยธรรม จึงมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและเจ้าของพรรคกล้าธรรมตัวจริง เข้าไปมีส่วนกับนโยบาย ภายใต้การดำเนินงานของนางนฤมล ที่อาจจะยังไม่เข้าใจบริบทของ ศธ.จึงส่งผลโดยตรง ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ ศธ.ถดถอยลง
ตัดเกรด ผลงาน ‘บิ๊กอุ้ม’ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ให้ 6 เต็ม 10 เพราะแม้จะเป็นอดีตตำรวจ แต่ก็ยังรับฟังปัญหาและพยายามเรียนรู้บริบทการทำงานของ ศธ. ขณะที่ผลงาน 5 เดือนของ ครูแหม่ม-นฤมล ถือว่าสอบตก ได้ 4 เต็ม 10 เพราะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยเฉพาะการลดภาระเพิ่มสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ ซึ่งยังไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
ส่วนทางฝั่ง อุดมศึกษา แม้ น.ส.ศุภมาสมีเวลาในการบริหารค่อนข้างมาก แต่กลับไม่มีนโยบายแก้ปัญหาโครงสร้าง ตัดเกรดให้สอบตก ได้ 4 คะแนนเต็ม 10 ส่วนนายสุรศักดิ์และ น.ส.สุดาวรรณ เพื่อความเป็นธรรม ขอยังไม่ให้คะแนนเพราะมีเวลาทำงานค่อนข้างน้อย
มองไปข้างหน้า สเปกรัฐมนตรี ศธ.และ อว.คนใหม่ ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล หากเลือกรัฐมนตรีด้านการศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจระบบการศึกษาเข้ามาทำงาน โดยไม่มีเรื่องโควต้าการเมืองมาเกี่ยวข้องคงจะเป็นเรื่องดี และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างแท้จริง
ทีมข่าวการศึกษา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รายงาน : เหลียวหลัง-แลหน้า การศึกษาไทย ลุ้นปี69’อาชาไฟ’รุ่งหรือร่วง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th