Move On ฉบับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
ข้อมูลเบื้องต้น
ปกQlazer
ปกArch_Evilia
ตอนอายุสิบห้าเธอทะเลาะกับแม่ เพราะถูกกีดกันไม่ให้มีความรัก
เธอออกจากบ้าน ทิ้งการเรียนเอาไว้กลางคัน หนีไปอยู่กับแฟนในที่ห่างไกล อีกภาคหนึ่งของประเทศ
พออายุสิบเจ็ดเธอคลอดลูกสาวให้เขาคนหนึ่ง จังหวะพอดีที่พ่อของเขาประสบอุบัติเหตุ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เธอที่เป็นสะใภ้ต้องดูแลทั้งลูกและผู้ป่วยพร้อมกัน ทำงานหนักทั้งนอกและในบ้าน
หลายปีที่ทนลำบาก พอเริ่มสบาย ผู้ชายที่รักดันหนีไปจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนอื่นซะงั้น!
……………………………………………..
เฟสบุ๊ค : คุณแย้ม
ทางเดินที่ผิดพลาด 1/2
เมษาฟื้นสติขึ้นมาหลังจากสัมผัสถึงความเย็น เธอลุกขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกวิงเวียน ร่างกายปวดเมื่อยเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ โดยเฉพาะแก้มข้างซ้ายที่ยังปวดแสบไม่หาย
ไม่สบายคราวนี้สาหัสนัก ทั้งร้อนทั้งเย็นวูบวาบ
ขณะนั้นมีเสียงพูดคุยของเด็กหญิง ดังแว่วมาจากภายนอก มือกำผ้าเปียกที่กลิ้งลงมาจากหน้าผาก ก้าวเท้าลงจากเตียงไปดูสถานการณ์
ภาพเบื้องหน้าคือเด็กหญิงสองคน ที่กำลังใช้ช้อนคนในหม้อเดือดปุด คนหนึ่งเป็นหลานสาวของสามี ส่วนอีกคนคือลูกสาววัยห้าขวบ
เด็กทั้งสองยืนอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกัน สลับกันชิมสลับกันปรุงรสอยู่หน้าเตาแก๊ส “อร่อยแล้วเอาไปให้แม่กินกันเถอะ” พอได้รสชาติที่ต้องการ เด็กหญิงที่ตัวเล็กกว่ากระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งตึก ๆ ไปหยิบชาม
เมษาขอบตาร้อนผ่าว
เธอยังไม่ตายเสียหน่อย ผู้ใหญ่ในบ้านหายหัวไปไหนกันหมด
ดูท่าความรักความใส่ใจที่เคยมีให้มาหลายปีจะสูญเปล่า
ระยะนี้เมษาอดคิดถึงชีวิต ช่วงมัธยมต้นของตนไม่ได้ หากตอนนั้นตั้งใจเรียนจะเป็นอย่างไร หากตอนนั้นเชื่อฟังแม่ชีวิตจะดีกว่านี้ไหม
เมษาเป็นลูกคนโตของบ้าน มีน้องชายหนึ่งคนอายุห่างกันสองปี แม่เคยเล่าว่าคลอดเธอในวันที่อากาศร้อนที่สุดของเดือนเมษายน เลยตั้งชื่อจริงว่าเมษา แล้วเรียกชื่อเล่นว่าเม
เธอเคยเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทของแม่ จนกระทั่งอายุได้สิบห้าปี ที่เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง
ตอนนั้นเธอได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งผ่านทางโลกออนไลน์ หลังจากแชทคุยกันได้สักพัก พวกเราแลกเบอร์โทรศัพท์แล้วตกลงเป็นแฟนกัน
ทุกอย่างดูสวยงามเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งแม่รู้ว่าเธอแอบคุยกับผู้ชาย
แม่ได้ยึดโทรศัพท์ไปเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นสั่งห้ามไม่ให้ติดต่อกับเขา บอกว่าเธอยังเป็นเด็กควรสนใจเรื่องเรียน
แต่เธอดื้อดึงไม่เชื่อฟัง เถียงจนถูกฟาดไปหลายครั้งก็ยังไม่ยอมตัดใจจากผู้ชายที่ไม่เคยพบหน้า
ทั้งที่แม่ในความทรงจำเป็นคนอารมณ์ร้อน พูดจาหยาบคาย เวลาไม่พอใจมักด่ากราดเสียงดังไปสี่บ้านแปดบ้าน แต่แม่ในวันนั้นร้องไห้ ตีเธอแล้วสั่งสอนด้วยเสียงที่เบาที่สุด
เมษาไม่เข้าใจ กับแค่มีแฟนทำไมต้องห้าม?
ถูกยึดโทรศัพท์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตัวเลขพวกนั้นล้วนจำในสมองได้ทั้งหมด
นอกจากเวลาที่อยู่ในโรงเรียนเธอโดนคุมแจ แม่ทั้งมารับมาส่งไม่ปล่อยให้ไปเที่ยวเล่น
พอถูกกีดกันไม่ให้มีความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกจึงเหินห่าง เบื้องหน้าเธอแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง พอลับหลังแอบกระทำบางอย่าง
เธอตัดสินในหนีออกจากบ้าน ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะสอบปลายภาค
หลังจากนัดแนะกับแฟนผ่านตู้โทรศัพท์ เธอได้เดินทางไปจังหวัดหนึ่งทางใต้ของประเทศ
ช่างเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ ในที่สุดก็ได้พบหน้าแฟน
บาสอายุมากกว่าเธอสองปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่สอง ในวิทยาลัยช่างแห่งหนึ่งของจังหวัด ผิวของเขาสีคล้ำ มีส่วนสูงมากกว่าร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร เขามีใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา พอยิ้มกว้างแล้วดูใจดีมาก หลังจากขับรถมอเตอร์ไซค์มารับที่ขนส่ง เขาพาเธอไปอยู่ด้วยกันที่หอพัก จากนั้นก็แนะนำให้รู้จักกับเพื่อนและครอบครัว
บาสเป็นลูกชายคนเล็ก มีพี่สาวสองคน ส่วนพ่อแม่ของเขามีอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายผักในตลาดสด นับว่าค่อนข้างมีเงินทีเดียว
คนที่บ้านของเขาใจดีมาก ยอมรับเธอเป็นลูกสะใภ้โดยไม่รังเกียจ ในตอนที่รู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ พวกเขายังให้ของรับขวัญเป็นสร้อยคอทองคำน้ำหนักหนึ่งบาท
เมษาซาบซึ้ง รู้สึกว่าพวกเขาดีกว่าแม่แท้ ๆ ของเธอเสียอีก
เพียงแต่ชีวิตที่เคยรุ่งเรืองกลับพลิกผัน พ่อของสามีประสบอุบัติเหตุอาการสาหัส กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
บ้านที่ขาดเสาหลักเริ่มระส่ำระส่าย ทรัพย์สินที่ดินต้องเอาไปขายเป็นการชดเชยให้คู่กรณี อุบัติเหตุคราวนี้กล้องจับภาพเอาไว้ได้ พ่อของสามีเป็นฝ่ายผิด
พอเกิดเรื่องเมษาจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของสามี ทำหน้าที่ช่วยดูแลบ้าน ดูแลพ่อของเขาที่ป่วยติดเตียง
น่าเสียดายที่ลูกสาวมาไม่ค่อยถูกเวลานัก มาในช่วงที่ทุกคนกำลังผจญกับความยากลำบาก
ตอนที่เด็กหญิงโสน(สะ-โหน)คลอด จึงไม่ได้รับความสนใจจากคนในบ้านเท่าที่ควร พอมีเด็กเล็กภาระก็เพิ่มมากขึ้น
อยู่บ้านตัวเองเมษาไม่เคยช่วยทำงานบ้าน แต่พอมาอยู่บ้านคนอื่นกลับต้องรับผิดชอบทุกอย่าง เมื่อต้องไปรับผักที่ต่างจังหวัด บางครั้งถึงกับต้องหอบลูกไปเลี้ยงบนรถ
ทั้งหมดนี้…เพียงเพื่อคอยสลับกันขับรถกับสามี
ลำบากกัดฟันทนอยู่สามปี จนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ในตอนที่สถานการณ์ของครอบครัวกำลังคลี่คลาย พ่อของสามีก็จากไป ทุกคนเสียใจกับการสูญเสีย แต่แลกมากับการได้ปลดภาระอันหนักอึ้งลงจากบ่า
เงินประกันก้อนใหญ่ที่พ่อของเขาทิ้งไว้ ทำให้ทุกคนได้ลืมตาอ้าปาก
โสนที่อายุครบสามขวบได้เข้าโรงเรียน พ่อของเด็กหญิงที่พักการเรียนเอาไว้ ได้กลับเข้าระบบการศึกษาอีกครั้ง ส่วนเมษาที่อายุยี่สิบปีในขณะนั้น ตั้งใจทำงานส่งสองพ่อลูกไปโรงเรียน
แต่ผลจากการไปโรงเรียนของโสนไม่ค่อยดี เด็กหญิงมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กคนอื่น ต่างจากผู้เป็นพ่อที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาอย่างสวยงาม หลังเรียนจบเขาได้ทำงานในหน่วยงานราชการของตำบลทันที
เมษายินดีกับสามี พร้อมกับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ในขณะที่เธอยังเรียนไม่จบชั้นม.สาม สามีที่เรียนจบประกาศนียบัตรชั้นสูง กำลังมุ่งมั่นเพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรี
เขาบอกว่าเพื่อนในที่ทำงานแนะนำให้เรียนต่อ เพื่อสอบตำแหน่งหนึ่งในหน่วยงาน อยากเติบโตในหน้าที่การงานย่อมเป็นความคิดที่ดี
แต่เขาดันอยากมีผู้หญิงคนใหม่ โดยที่แม่และพี่สาวก็รู้เห็นเป็นใจด้วยน่ะสิ จะให้เธอยอมรับได้อย่างไร?
เธอตามสืบจนทราบว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อฝ้าย เป็นหลานสาวของหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ อีกฝ่ายเป็นเพื่อนร่วมงาน และเป็นคนแนะนำให้สามีเรียนต่อ
ว่ากันว่าฝ้ายเรียนจบมาจากเมืองหลวง เป็นคนมีการศึกษาและกิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวาน
เมษาที่ได้ฟังถึงกับเบะปาก มีการศึกษาเสียเปล่า แต่ดันไม่มีปัญญาหาผู้ชาย ที่ไม่มีลูกมีภรรยามาทำสามี
คิดมาแย่งพ่อของลูกกับเธองั้นเหรอ?
คงต้องไปดูหนังหน้านางคนน่าไม่อายเสียหน่อย
เมษาขับรถกระบะตอนเดียวที่มีรั้วสูงไปที่ทำงานสามี เสียงล้อบดเอี๊ยดไปกับพื้นคอนกรีต ทำเอาผู้คนที่ได้ยินขมวดคิ้วด้วยความไม่พึงพอใจ หลังจากควันดำจางหาย ทุกคนจึงได้เห็นหญิงสาวนางหนึ่งก้าวลงจากรถ
เธอสวมเสื้อคอกว้างกับกางเกงยีนขาสั้น โชว์ทรวดทรงองค์เอวที่อวบอัด แม้ว่าหญิงสาวคนนี้มีรูปร่างหน้าตาที่น่ามอง ทว่ารอยสักรูปผีเสื้อบนเนินอกกลับทำให้ผู้คนคิดไปในทางที่ไม่ดี
“มารับผัวกลับบ้านน่ะ” ดวงตาที่กรีดอายไลน์เนอร์มาคมกริบ มองไปที่ผู้หญิงท่าทางเรียบร้อยคนหนึ่งอย่างท้าทาย
เฮอะ ทำเป็นติ๋ม
ลับหลังอยากได้ผัวคนอื่นใจแทบขาด!
หลังจากขึ้นรถ สามีเริ่มติติงเรื่องกายการแต่งกายอย่างทันที บอกว่ามันดูอ้วน โป๊ ไม่สุภาพ ทั้งที่เธอก็แต่งตัวแบบนี้มาเนิ่นนาน
“ทำไม? ต้องแต่งตัวเหมือนอีฝ้ายหรือยังไง?”
“เกี่ยวอะไรกับฝ้าย?” พอเอ่ยชื่อผู้หญิงอีกคนเขาก็ออกอาการฉุนเฉียว
“พูดถึงมันไม่ได้เลยหรือไง เป็นอะไรกับมันล่ะ?” โดนถามกลับถึงกับปิดปากเงียบ เอาแต่ปฏิเสธลูกเดียวว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
เชื่อก็โง่เต็มที ถ้าบริสุทธิ์ใจทำไมถึงไม่ยอมให้เช็กโทรศัพท์
พวกเรายังคงมีเหตุให้ทะเลาะกันอีกหลายครั้ง หนักสุดคือเขามัวแต่ไปเที่ยวกับผู้หญิงอื่น จนลืมรับลูกกลับจากโรงเรียน หลังจากสืบจนทราบร้านที่พวกเขาเลี้ยงฉลองกัน เมษาก็ตามไปอาละวาดถึงที่
น้ำเสียงของเธอทรงพลัง ทำเอาคนหันมามองกันทั้งร้าน
ยิ่งเห็นเขาใช้ตัวเองเป็นเกราะกำบังให้ผู้หญิงอื่น เธอยิ่งขาดสติ หลังจากผลักสามีให้พ้นทาง เธอสาดของในหม้อไฟใส่ผู้หญิงแพศยาทันที
ผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์หวีดร้อง
ส่วนคนที่โดนสาดยืนตัวสั่นด้วยความตกใจ ยังดีที่ของร้อนกลายเป็นของอุ่นไปแล้ว หล่อนจึงไม่โดนลวกอย่างที่คนอื่นตั้งใจ
“ก่อเรื่องจนพอใจแล้วหรือยัง” สามีตะคอกเสียงดัง แล้วหันหลังจากไปพร้อมกับหญิงอื่น
เมษาไม่ได้รู้สึกสะใจอย่างที่คิด หลังจากก่อเรื่องสามีไม่กลับมานอนที่บ้านติดต่อเป็นเวลาหลายวัน มีผู้หวังดีรายหนึ่งคอยรายงานสถานการณ์ บอกว่าเห็นสามีของเธอไปนอนค้างที่บ้านของฝ้าย
สัญญาณเตือนบางอย่างร้องดังในใจ แต่ยังคงกล่อมประสาทตัวเองต่อไป
เธอกับเขามีลูกด้วยกันแล้ว พอเขากลับมาเธอจะพยายามพูดจาดี ๆ เขาไม่มีทางทิ้งพวกเราแม่ลูกไปหรอก…
ทางเดินที่ผิดพลาด 2/2
“เลิกกันเถอะ”
หลังจากหายไปหลายวันพอกลับมาเขาก็พูดประโยคนี้ ทำเอาเธอที่พยายามขอคืนดีตั้งตัวไม่ทัน
“กูไม่เลิก กูมาก่อนอีนั่น มึงกับมันเป็นชู้กัน”
ระหว่างสองสามีภรรยาไม่เคยใช้คำสุภาพ พวกเขาต่างใช้สรรพนามเช่นนี้มาเนิ่นนาน
บาสเคยเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ เขาก็พูดกัน แต่พอได้รับการศึกษา ได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง กลับรู้สึกว่าคำพูดคำจาของภรรยาไม่น่าฟัง
พ่อกับแม่ของเขายังแทนตัวเองว่า คุณ กับ ฉัน
ทำไมพอเป็นเป็นคู่ของเขา กลายเป็น กู กับ มึง ไปเสียทุกครั้ง
นอกจากใช้คำสรรพนามแสลงหู เมษายังมีกิริยาหยาบคาย ช่างแตกต่างจากฝ้าย ผู้หญิงที่ทำให้ทุกวันของเขาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
“ไม่เลิกก็ตามใจ รอจดทะเบียนกับฝ้ายเมื่อไร ใครชู้ไม่ชู้จะได้รู้กัน”
เมษาหน้าเสีย ไม่คิดว่าผู้ชายที่รักจนหนีตามมาจะยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง ที่เธอไม่ได้จดทะเบียนแต่แรกเพราะอายุน้อยเกินไป ไม่มีผู้ปกครองเซ็นยินยอมไม่ใช่หรือไร
แต่เธอก็ไม่ได้โง่ ไม่ได้จดทะเบียนไม่ได้หมายความว่าเป็นชู้ เธออยู่กับเขามีลูกอายุห้าขวบ จนชาวบ้านเขารับรู้กันไปทั่วแล้ว
“อ้อ มึงกับอีนั่นได้กันมานานแค่ไหนแล้วล่ะ”
“เลิกพูดแบบนี้ต่อหน้าลูกสักที ดูสารรูปตัวเองกับฝ้ายเสียบ้าง..” เขายังอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลัวเป็นการยั่วโทสะ ทำให้ผู้หญิงอีกคนต้องเดือดร้อนไปด้วย
“ทีอย่างนี้แล้วมานึกถึงลูก ทีมึงติดสัดไปนอนที่อื่นตั้งหลายคืน ทำไมไม่นึกถึงโสนมันบ้าง
“คุยกันไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว”
เสียงปึงปังของสองสามีภรรยาดังไปทั่ว ทั้งขว้างปาสิ่งของ ทั้งลงไม้ลงมือกัน พวกเขาเปิดฉากทะเลาะวิวาท โดยไม่สนร่างเล็ก ๆ ที่กำลังยืนกอดผ้าขนหนูเน่าอยู่ข้างโซฟา
เพราะมีปัญหากับภรรยาทำให้บาสไม่อยากกลับบ้าน เขารู้สึกว่าตัวเองโง่เง่าเหลือทนที่เอาผู้หญิงแบบนั้นมาเป็นคู่ชีวิต เมษาอารมณ์ร้อนไม่มีเหตุผล ทำให้เขาขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงานหลายหน ทั้งยังกล่าวหาฝ้ายในทางเสียหายอีก
ฝ้ายไม่ได้ยั่วยวน หรือเป็นฝ่ายทำผิดศีลธรรมอย่างที่โดนกล่าวหา เป็นเขาต่างหากที่คิดเป็นอื่น ผู้ชายทุกคนมันก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันทั้งนั้น ได้เจอคนนิสัยดี พูดจานุ่มนวล ทำงานเก่ง เป็นกันเอง มีความคิดความอ่าน ใครบ้างจะไม่ชอบ
เขาแค่อยากเลี้ยงขอบคุณฝ้าย ที่ช่วยติวสอบให้ผ่าน แล้วลืมว่าต้องไปรับลูกกลับบ้าน ใครจะคิดว่าภรรยาถึงขั้นอาละวาดเสียใหญ่โต
โรงเรียนไม่ได้ไกลบ้านเสียหน่อย มีครูดูแลด้วยซ้ำ ไม่มีใครไปรับ ก็ไปรับแทนก่อน แล้วค่อยมาถกหาสาเหตุกัน แต่เมษาทำเกินไป
ยังดีที่น้ำซุปในหม้อไฟไม่ร้อนแล้ว ถ้าลวกจนฝ้ายเสียโฉมไปแล้วจะทำอย่างไร
หลังจากต่อว่าภรรยาผู้ไร้เหตุผล เขาออกจากร้านอาหารไปอย่างฉุนเฉียว อาสาเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งฝ้ายที่บ้าน เขาขอโทษแทนภรรยาไปหลายครั้งแต่ยังรู้สึกไม่สบายใจ
ยิ่งได้เห็นตัวของเธอสั่นเทา มีรอยเปียกเป็นหย่อม ๆ ยิ่งสงสาร ทั้งที่หวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอ แต่ฝ้ายยังบอกไม่เป็นไรอยู่ร่ำไป
“ผมไม่น่าชวนไปฉลองตั้งแต่แรก ทำฝ้ายซวยไปด้วย ขอโทษแทนเมอีกครั้งนะ กลับไปผมจะอธิบายให้เขาเข้าใจ”
“น้องยังอายุน้อยคงหึงที่บาสมาอยู่กับฝ้าย”
“อย่าไปแก้ตัวแทนเลย เมอายุน้อยกว่าพวกเราแค่สองปี เมไม่เคยทำตัวมีเหตุผลมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฝ้ายแค่มากินข้าวกับผมตามมารยาท ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยสักหน่อย…ฝ้าย อย่าร้องสิ…ผมขอโทษนะ” เห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าทั้งน้ำตาก็ทำตัวไม่ถูก ภรรยาช่างรังแกคนได้หนักมือ
“ที่บาสพูดมันไม่ถูกนะ…จะบอกว่าฝ้ายไม่คิดเกินเลยกับบาส มันไม่ใช่”
“ถ้าไม่รู้สึกดีด้วย ฝ้ายจะยอมติวสอบให้บาสเหรอ”
“บาสโง่ดูไม่ออก แต่น้องมันดูออกเลยตามมาอาละวาดใส่ฝ้ายไง”
หยาดน้ำตาและคำพูดที่พรั่งพรูทำคนฟังสตัน เขาไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง มีสาวงามผู้เพรียบพร้อมกำลังสารภาพความในใจ ตอนแรกบาสยังทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่พอคิดตกก็เริ่มลำพองใจ เขาไม่ได้คิดเองฝ่ายเดียว ฝ้ายมีใจ
เขาปลอบโยนอย่างลิงโลด กล่าวว่าฝ้ายไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ต้องคิดมาก ความชอบมันเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ เขาชื่นชมและมีใจให้ฝ่ายมานานแล้วเช่นกัน
ดวงตาทั้งสองคู่ประสาน บาสตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดว่าอาจหาญที่สุดด้วยการขอค้างคืน
“ได้สิ…คืนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน”
จบประโยคนั้นความสัมพันธ์ที่ก้ำกึ่งมานับเดือนถึงคราวเปลี่ยน สองร่างกอดรัดอยู่บนเตียงโดยไม่สนศีลธรรม
หลังความใคร่จางหายสำนึกชั่วดียังพอกลับคืนมาบ้าง แต่มันค่อย ๆ ปลิวหายไปทีละนิด เมื่อเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่า จมูกสูดดมกลิ่นใหม่อย่างไม่รู้เบื่อ สมองถึงขั้นมีความคิดให้ลูกสาว เรียกผู้หญิงคนนี้ว่าแม่ไปแล้ว
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกกับเมษา และสู่ขอฝ้ายมาเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม
คิดแล้วลงมือทำอย่างรวดเร็ว เขาไม่ต้องการให้ผู้คนมองฝ้ายอย่างเสียหาย คนอื่นไม่ยอมเลิกราไม่เป็นไร เพราะเขาพาฝ้ายไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอเรียบร้อยแล้ว
ทั้งยังป่าวประกาศให้ผู้คนทราบทั้งหมู่บ้าน กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า อีกไม่นานจะมีงานมงคลสมรสตามมา
แม่ของเขาตำหนิว่าทำอะไรไม่ปรึกษาครอบครัว แต่นอกจากนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก ทั้งยังรับอาสาขับไล่ภรรยาคนเก่าออกไปให้พ้นหน้า
นางบุญมานั้น ไม่ชอบใจลูกสะใภ้ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้มานานแล้ว แต่ที่ยอมรับเพราะนางรักลูกชาย คิดว่าดีกว่าให้เด็กทั้งสองหนีไปไกลตา
มาคราวนี้ลูกชายเป็นฝ่ายเอ่ยปากจึงไม่ลังเล จับมือรวมพลังกับลูกสาวเพื่อขับไล่เมษา ให้ออกไปจากชีวิตลูกชายแต่โดยดี
ฟังดูอาจใจร้าย ลูกชายของนางผิดที่ไปมีคนใหม่ แต่นั่นเป็นเพราะลูกชายต้องการแสวงหาสิ่งดีให้กับตัวเอง ผู้หญิงคนใหม่ของลูกชายเป็นคนมีการศึกษาดี ญาติพี่น้องล้วนแต่มีหน้าที่การงาน สามารถช่วยส่งเสริมให้ลูกชายของนางได้
แต่เมษาช่วยลูกชายนางไม่ได้ มิหนำซ้ำหลายปีที่ผ่านมายังขยันสร้างศัตรู ชอบทำให้คนในหมู่บ้านไม่พอใจนาง
“เรื่องลูกหล่อนจะเอาไปเลี้ยงเอง หรือจะทิ้งไว้ให้ฉันเลี้ยงก็ได้ อย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน กับแค่เด็กผู้หญิงคนเดียวฉันมีปัญญาเลี้ยงดู”
เมษาที่ได้ฟังหัวเราะ ดวงตาบวมเป่งใบหน้าแลดูสิ้นหวัง คนบ้านนี้คิดคำนวณเพื่อประโยชน์ฝั่งตนเอาไว้หมดแล้ว ต่อให้เธอนอนร้องไห้จนน้ำตาเปียกหมอนก็ไม่ได้รับความเห็นใจจากใคร
เคยลำบากตรากตรำมาด้วยกัน พวกเขาคงลืมไปหมด
วันนั้นเมษาขับรถไปที่ทำงานสามีอีกครั้ง อยากได้ยินจากปากเขาให้ชัดเจนว่าไม่ต้องการกันแล้ว
แต่ดันเจอกับผู้หญิงหน้าหนา หน้าอาคารสำนักงานเสียก่อน อีกฝ่ายเห็นเธอแล้วไม่หลบเลี่ยงเช่นกัน ซ้ำยังพูดเหยียดว่าอย่ามาสร้างความวุ่นวาย
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาทำเรื่องผิดศีลธรรม คิดว่าอยากมานักเหรอ
หน้าที่การงานดี รูปร่างหน้าตาใช่ว่าดูไม่ได้ แต่ดันเป็นคนหน้าไม่อายแย่งสามีชาวบ้าน เมษาย่อมไม่เก็บคำเหล่านี้ไว้ในใจ เธอเปิดปากด่าตั้งแต่เห็นหน้าไม่สลดนั่นแล้ว
“ทำไมไม่ดูตัวเองสักหน่อยล่ะ ทำไมผู้ชายเขาถึงไม่เอา อีอ้วน ตลาดล่าง!”
ประโยคนี้ฝ้ายกระซิบให้ได้ยินแค่สองคน คำว่าอีอ้วนเข้าใจว่าเป็นคำด่า ส่วนตลาดล่างนั้นเมษาไม่เข้าใจ แต่ฟังแล้วความโมโหพุ่งปรี๊ด อาศัยความคล่องตัวที่มีมากกว่าพุ่งเข้าประชิด จิกศีรษะแล้วลงมือตบตีอย่างไม่ปราณี
เสียงฟาดฉาดใหญ่ดังไปทั่ว แม้ฝ้ายมีข่าวฉาวเรื่องชู้สาว แต่ในที่ทำงานหล่อนเป็นคนที่พึ่งพาได้คนหนึ่ง ผู้คนที่เห็นหลานสาวผู้เรียบร้อยอ่อนหวานของเจ้านายโดนทำร้าย จึงไม่มีใครกล้ารีรอ รีบเข้าไปแยกทั้งสองออกจากกัน
ฝ้ายไม่ได้ไร้พรรคพวกหนุนหลัง ในที่นี้มีคนนามสกุลเดียวกันอยู่ไม่น้อย ปกป้องพวกพ้องคือสิ่งที่ต้องทำ กล้ามารังแกญาติพวกเขาอย่างนั้นเหรอ พริบตาเมษาก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
โดนรุมตีจากคนอื่นยังไม่เท่าไร แต่เมื่อคน ๆ นั้น เป็นสามี โลกทั้งใบราวกับล่มสลาย เธอกุมซีกหน้าข้างซ้ายที่ชาหนึบอย่างไม่เข้าใจ ในโพรงปากมีรสเค็มปะแล่มจากเลือด
“ออกไป!” เสียงขับไล่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด สายตาของเขามีแต่ความเย็นชา ไม่มีเยื่อใยเหลือสักนิด
เมษารู้ชัดแล้วว่าตนไม่เป็นที่ต้องการ
ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเธอกลับบ้านมาอย่างไร รู้สึกตัวอีกทีก็ป่วยไข้ จนต้องให้เด็กน้อยทั้งสองมาดูแล
ควันสีขาวลอยฉุย หลานสาวสั่งให้ลูกสาวเอาจานมารองชาม ส่วนตนเองทำหน้าที่ตักข้าวต้มในหม้อ เมษาเห็นแล้วหวาดเสียวกลัวหกรดเด็กน้อยทั้งสอง จึงเข้าไปแย่งชามเอามาถือไว้เอง
“แม่กับยายของเราไปไหนกันหมด”
“ไปตัดชุดงานแต่งน้าบาส…อุ๊บ” หลานสาวสามีทำหน้าเลิ่กลั่ก จากนั้นวิ่งจู้ดกลับไปบ้านตัวเอง อ้างว่ามีการบ้านต้องทำ
ดูเอาเถอะ ขนาดเด็กมันยังรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
แล้วลูกสาวของเธอล่ะ จะรู้หรือเปล่า
ย้อนมองไปแล้วนึกสมเพชตัวเอง สำหรับเธอที่หนีตามลูกชายเขามา คนบ้านนี้ไม่ต้องไปสู่ขอ ไม่ต้องเสียเงินค่าสินสอดให้สักบาท ยอมมากินอยู่ให้เขาใช้งานฟรี ๆ หลายปี โดยที่ปล่อยให้แม่ตัวเอง อับอายขายขี้หน้าชาวบ้านอยู่ที่บ้าน
จะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองที่คิดน้อย โง่เง่า ไร้เดียงสา…
ถ้าทำตัวให้มีคุณค่าตั้งแต่แรก ผลคงไม่ออกมาเป็นเช่นนี้
“แม่…กินข้าวสิ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นขัดจังหวะ เมษาจ้องมองไปที่ดวงตากลมโตของลูกสาวอย่างสำรวจ
เด็กคนนี้เป็นคนดูแลตนขณะป่วยอย่างนั้นเหรอ ถ้าไม่มีคนเช็ดตัวป้อนยา ไข้คงไม่ลดอย่างง่ายดาย เธอมั่นใจว่าคนดูแลไม่ใช่สามีรวมไปถึงแม่และพี่สาวของเขาด้วย
ทั้งที่มองดูยังเป็นลูกสาวคนเดิม ไม่รู้ทำไมกลับให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากทุกที
เมษาปล่อยให้ลูกสาวจูงมือไปนั่งที่โต๊ะ เด็กน้อยที่ครูเคยบอกว่าพัฒนาการล่าช้า นับเลขไม่คล่อง จำตัวอักษรไม่ได้คนนั้น กำลังจัดแจงที่นั่งให้ตนอย่างใส่ใจ จากนั้นวิ่งกลับไปที่ครัวเพื่อหยิบขวดน้ำและแก้วน้ำ พร้อมกับแผงยาแก้ไข้ที่มีร่องรอยการแกะแล้วมาให้
“ขอบคุณนะ” พูดแล้วรู้สึกกระดากปากตัวเอง
แต่ความเห็นของลูกสาวทำเอาเธอสะอึก “โสนชอบให้แม่พูดเพราะ ๆ เสียงเบา ๆ ที่สุดเลย”
“แม่…แม่เป็นแม่ที่ไม่ดีเลยใช่ไหม”
เด็กน้อยพยักศีรษะแล้วก็ส่ายศีรษะ “แต่คุณตาบอกว่าคนเราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้”
“…”
“โสนจะช่วยให้แม่เป็นคนดีเอง”
ไม่รู้ว่าคุณตาที่ลูกสาวพูดถึงนั้นเป็นใคร ถึงได้ทำให้เด็กที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก กล้ามาสั่งสอนตนเองได้ เมษารู้ตัวมานานแล้วว่าตนไม่ใช่คนดีอะไร เธอไม่เคยคิดปรับปรุงแก้ไข คิดเพียงว่าใครทนได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ไปให้ไกล
แต่สิ่งที่เธอคิดไม่ถึงคือคน ๆ นั้นจะรวมสามีไปด้วย
อยู่กันมาตั้งนานหลายปี เขาก็มีปากไม่ใช่หรือไร ถ้าบอกตั้งแต่แรกมีหรือที่เธอจะไม่ปรับปรุงตัว เป็นเขาที่อยากมีภรรยาใหม่แล้วเอาข้อเสียของเธอมาอ้างเสียมากกว่า
ช่างต่างจากเด็กห้าขวบ ที่อย่างน้อยก็ยังให้โอกาสแม่ตัวเองได้ปรับเปลี่ยนตัวบ้าง
“ลูกอยากอยู่กับแม่หรืออยู่กับพ่อ?”
“อยู่กับแม่” เด็กน้อยโยกศีรษะอย่างอารมณ์ดี ไม่รู้ว่าเอาช้อนอีกคันมาตอนไหน ตักข้าวต้มมาเป่าฟู่ ๆ แล้วส่งเข้าปากของเธอ
เมษาอ้ารับความหวังดีนั้นไว้อย่างไม่รังเกียจ “ถ้าอยู่กับแม่ลูกจะไม่ได้อยู่กับย่า กับป้า ๆ พี่ ๆ ของลูกนะ”
ลูกสาวยังคงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “พ่อมีคนอื่นแต่แม่ไม่มีใคร… โสนจะอยู่กับแม่”
หลังจากฟังความเห็นของเด็กน้อย ดวงตาพลันแสบร้อนขึ้นมา เธอสูดจมูกแล้วฮึบเอาความปั่นป่วนทั้งหมดเอาไว้
คนตระกูล บ. 1/2
ด้านสามแม่ลูก ขณะนี้กำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมงานแต่งงาน ฤกษ์มงคลที่ฝั่งเจ้าสาวหามาให้กระชั้นชิดเกินไป ทำให้พวกนางต้องวิ่งวุ่นกันเป็นลูกข่าง โต๊ะจีนห้าสิบโต๊ะไม่รู้ว่าจะพอหรือเปล่า ไหนจะเรื่องการ์ดเชิญที่เตรียมรายชื่อแขกยังไม่เสร็จ
“ไม่เพิ่มคนแล้วนะแม่ เดี๋ยวหอประชุมโรงเรียนจุคนไม่พอ” บุ๋มลูกสาวคนโตเอ่ยเตือน แต่นางบุญมาไม่ได้ฟัง
นางอ่านรายชื่อยังรู้สึกว่าขาดไปตั้งหลายคน
ตั้งแต่สามีเสียชีวิตนางได้การ์ดเชิญไปงานตั้งเท่าไร อย่างบ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบวชลูกไปตั้งสามรอบ ไหนจะบ้านที่มีลูกสาวหลายคนนั่นอีก แยกครอบครัวไปแล้วเชิญมาอย่าให้ขาด ตอนแต่งงานออกเรือนนางใส่ซองให้ทุกงาน
“ฉันว่าโต๊ะไทยไม่ดีกว่าเหรอ จะได้นั่งกินกันสบาย ๆ เสียหน่อย” เบญลูกสาวคนรองเสอความคิด ตอนเธอแต่งงานไม่เห็นจะหรูหราขนาดนี้ งานจัดกันเองที่บ้าน ส่วนอาหารจ้างแม่ครัวในหมู่บ้านมาทำ ประหยัดกว่าจ้างคนนอกทำเป็นไหน ๆ
“พอเลย จำไม่ได้หรือว่างานแต่งแก คนในครัวตักแกงกลับบ้านไปเท่าไร ตักกันเองยังพอทน แต่ดันขนพี่น้องโคตรเหง้ามาด้วยน่ะสิ จ้างคนนอกจะได้จบ ไม่ต้องวุ่นวาย”
เพราะรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนั้น เบญเลยคิดควบคุมโรงครัวด้วยตัวเอง แค่ตักแยกเอาไว้ที่บ้านต่างหาก แล้วคอยกันท่าไม่ให้คนอื่นหิ้วกลับบ้าน ข้าวปลาอาหารต้องเลี้ยงคนในงานเพียงพออย่างแน่นอน
“แม่ก็ให้ฉันดูแลในครัวสิ” ได้เลือกคนเลือกวัตถุดิบเองงบประมาณไม่มีทางบานปลาย
“แต่งตัวสวยช่วยแม่รับแขกก็พอ งานแต่งน้องจะมาทำเสียเรื่องไม่ได้” ลูกสาวคนนี้ไว้ใจเรื่องเงินไม่ได้
“วงดนตรีล่ะบุ๋ม ได้เรื่องยังไงบ้าง"
“พวกจัดโต๊ะจีนเขาแนะนำมาสองวง เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยสนใจนักร้องบนเวทีแล้ว เอาแบบธรรมดา…”
“เลือกเอาวงดี ๆ ไม่งั้นขายหน้าคนอื่นแย่” กำลังจะบอกผู้เป็นแม่ว่าแพง แต่เห็นทีแม่คงไม่สนใจเรื่องเงินพวกนี้แล้ว แรกเริ่มยินดีกับเรื่องงานมงคลของน้องชายอยู่บ้าง แต่พอเห็นความมากเรื่องของฝั่งเจ้าสาวกับแม่ตัวเอง บุ๋มชักเริ่มไม่มีอารมณ์ขึ้นมา
ฤกษ์ยามกระชั้นชิดเกินไป สินสอดที่เรียกมาก็แสนแพง เธอคันปากมานานแล้ว อยากถามน้องชายให้รู้เรื่องว่าไปทำผู้หญิงท้องก่อนแต่งหรือเปล่า
ครอบครัวไม่ได้อู่ฟู้เหมือนเมื่อก่อน เงินก้อนนี้เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่พ่อทิ้งเอาไว้ให้ เอามาจัดงานแต่งยิ่งใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
“ฉันว่าแม่ควรจะถามฝั่งเจ้าสาวเสียหน่อย ว่าเชิญใครไปแล้วบ้าง ชวนซ้ำซ้อนระวังจะขาดทุน”
“แกไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้หรอก จัดการเรื่องสถานที่ให้มันเรียบร้อย เดี๋ยวแขกแม่จัดการเอง”
“แล้วเรื่องเมจะเอาอย่างไรล่ะแม่” ภรรยาเก่ายังสิงสถิตอยู่ในบ้าน ส่วนภรรยาใหม่กำลังจะแต่งเข้ามา ความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องที่ควรจัดการเป็นอันดับแรกเสียด้วยซ้ำ
“เอาสิ ไปฟังคำตอบจากแม่คนนั้นเสียหน่อย คงจะคิดได้แล้วกระมัง?”
คิดได้ก็ดี กลัวจะคิดไม่ได้เสียมากกว่า ตามไปอาละวาดที่ทำงานเสียหลายรอบขนาดนั้น เกรงว่าอาจจะรอพังงานแต่งอยู่ก็เป็นได้ สามแม่ลูกคิดถึงตัวปัญหาด้วยความขยาด เพื่อความสงบสุขของลูกชายและน้องชาย ต้องเจรจาให้สำเร็จให้ได้
เมษาเริ่มคิดคำนวณทรัพย์สินที่มี เรื่องมาขนาดนี้แล้วคงไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้ เธออาศัยในบ้านหลังนี้เกือบเจ็ดปี ทำงานไม่เคยได้รับค่าตอบแทนสักบาท เวลาออกไปค้าขายที่ตลาดได้เงินมาเท่าไรก็ส่งให้แม่สามีไปหมด
หลงคิดอย่างไร้เดียงสาว่าเป็นลูกสาวคนหนึ่งของเขาไปแล้ว แต่ดูจากการกระทำคงอยากเฉดหัวเธอไปตั้งนาน เธอลองรวบรวมเงินที่มีเหลืออยู่ในบ้าน ได้มาแค่พันกว่าบาทเท่านั้น นี่ยังไม่เพียงพอให้พวกเธอสองแม่ลูกออกไปใช้ชีวิตข้างนอก
คงต้องลองหาวิธีขอเงินจากพวกเขาสักก้อน พวกเขาอยากจะไล่เธอไปให้พ้นหน้าอยู่แล้ว หากยื่นขอเสนอดี ๆ อย่างไรคงตอบตกลง
ขณะกำลังคิดแผนการไถเงิน สามแม่ลูกโผล่มาหาถึงที่พอดี
สภาพเมษาไม่ค่อยน่ามองนัก รอยฟกช้ำตามตัวทำให้นางบุญมานึกท้อในใจ กลัวว่าสิ่งที่ตนเองเอ่ยออกมาในวันนี้ จะทำให้ภรรยาเก่าลูกชายวิ่งแจ้นไปหาเรื่องคนอื่นเขาอีก
ตัวเองหัวเดียวกระเทียมลีบแท้ ๆ ดันไปหาเรื่องตบตีกับคนมีพรรคมีพวก ใจกล้าจนไม่มีใครเหมือน
“เรื่องที่ฉันพูดเมื่อคราวก่อนได้เรื่องอย่างไรล่ะ หล่อนคิดได้แล้วหรือยัง?” เพื่อลูกชายนางยอมใจดำ ทำเป็นไม่เห็นสภาพร่อแร่ดั่งคนใกล้ตาย
ความจริงเมษาดีขึ้นแล้ว เจ็บตัวมันไม่เท่ากับเจ็บใจ เธอเองอยากไปให้พ้นจากสถานที่แห่งนี้เช่นกัน “แม่เห็นสภาพฉันแล้วคิดว่าอย่างไรบ้างล่ะ”
“ฉันไม่ได้อยากใจร้าย แต่ลูกชายฉันจดทะเบียนกับหนูฝ้ายถูกต้องตามกฎหมายไปแล้ว หล่อนจะมาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรได้ บ้านหลังนี้อย่างไรก็ต้องเป็นเรือนหอลูกชายกับสะใภ้…ส่วนหล่อนมาทางไหนเชิญกลับไปทางนั้น” แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายนางบุญมาเก็บไว้ในใจ
ถึงนางไม่ชอบหน้าสะใภ้คนแรกสักเท่าไร แต่นางไม่เคยปฏิบัติไม่ดีกับเด็กสาวคนนี้เลย ลูกทั้งสามคน พอมีครอบครัว นางสร้างบ้านหลังน้อยแยกออกไปเหมือนกันหมด ไม่เคยเข้าไปยุ่มย่ามภายในบ้านพวกเขาด้วยซ้ำ
“แม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ลูกแม่ไม่เอาฉันแล้ว ฉันจะมีหน้าอยู่ต่อได้ยังไง” นางบุญมายังไม่ค่อยเชื่อคำพูดนั้น แต่รู้สึกสบายใจไปแล้วเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยยังมีความคิดที่จะจากไป
ส่วนแลกกับอะไรนั้น…
“อย่าหาว่าฉันหน้าด้านเลยนะแม่ ถ้าอยากให้ฉันออกไป ฉันอยากได้เงินไปตั้งตัวสักก้อน” สามแม่ลูกหน้าตึงเมื่อได้ยินประโยคนี้ แต่ยังคงตั้งใจฟังโดยไม่ขัด “ถึงตอนมา ฉันมาแค่ตัวเปล่า ๆ แต่ก็ช่วยดูแลพ่อที่ป่วยตั้งหลายปี”
ข้อนี้นางบุญมาเถียงไม่ได้ ใครใช้ให้บรรดาลูกสาวลูกชายรังเกียจพ่อตัวเองกันเล่า มีเพียงสะใภ้ที่ช่วยที่ดูแลเปลี่ยนผ้าอ้อม คอยป้อนข้าวป้อนยาไม่ให้ขาด
“ค้าขายได้เงินมาฉันไม่เคยแอบเก็บเอาไว้กับตัว ขายได้เท่าไรก็ส่งเงินให้แม่เท่านั้น”
“อยากได้เท่าไรล่ะ” นางให้เงินได้แต่ต้องดูก่อนว่าจำนวนมันมากน้อยแค่ไหน
เมษายกฝ่ามือขึ้นหนึ่งข้างเพื่อบอกจำนวน “แล้วก็รถกระบะที่ฉันเป็นคนผ่อนส่งด้วย”
“ไม่ได้!” สามแม่ลูกประสานเสียงจนแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน
ให้มันน้อยหน่อยเถอะ เงินห้าหมื่นนั่นแล้วไปพวกนางให้ได้ แต่รถกระบะคันนั้นเป็นเครื่องมือทำมาหากิน พูดมาได้ว่าตัวเองเป็นคนผ่อน นั่นเป็นเงินเดือนของลูกชายนางต่างหาก ตัวเองมีเงินมาจากไหนกัน
“นอกจากเงินกับรถ ฉันจะพาลูกไปด้วย ถ้าแม่ให้ตามที่ฉันขอได้ทั้งหมด ต่อไปนี้ฉันจะไม่มายุ่งวุ่นวาย ไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก ค่าเลี้ยงดูลูกก็ไม่ต้องส่งเสีย”
เห็นอยู่ว่าเธอเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทำไมไม่ลองเรียกร้องให้สมน้ำสมเนื้อดูสักหน่อย “แต่ถ้าให้ไม่ได้ ฉันคงต้ออยู่ที่นี่กับลูกไปสักพัก ให้ลูกชายแม่ไปอยู่กับเมียใหม่ที่อื่นกันก่อนแล้วกัน รอฉันเก็บเงินสักปีสองปีค่อยออกไป”
นางบุญมาอยากเถียงออกไปสักคำ แต่จนใจที่ตัวเองปากไม่ไวเท่าเมษา ฝ่ายนางเสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง ถ้ายอมต้องเสียทั้งเงินทั้งรถ ถ้าไม่ยอมให้ตามที่ต้องการ อีกฝ่ายจะอยู่ต่อให้เกะกะสายตาอีก
“จะมากเกินไปไหมเม เงินหรือรถ ลองเลือกดูสักอย่าง”
“ไม่มากหรอกพี่บุ๋ม ฉันออกไปยังต้องหาเลี้ยงลูกกับตัวเองนะ ถ้าคนบ้านพี่ไม่อยากเสียทั้งสองอย่างก็แค่ให้ฉันอยู่ต่อ”
“แม่กับพี่ใจดีเกินไป นางนี่ไม่ยอมออกเราต้องยอมด้วยเหรอ แค่จ้างคนมาจับโยนออกไป ฉันว่ามีคนอาสาทำงานนี้กันเพียบ”
“เอาสิพี่เบญ ฉันมันคนไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ แต่ตำแหน่งของน้องชายพี่ ฉันจะไปร้องเรียนที่จังหวัดให้มาตรวจสอบสักหน่อย ไม่รู้ว่าได้มาแบบโปร่งใสหรือเปล่า”
“เอาละ ๆ ใจเย็น ๆ ฉันขอไปปรึกษากับลูกชายก่อนว่ายินดียกรถให้หล่อนไปหรือเปล่า” คำว่าร้องเรียนทำนางบุญมาขนหัวลุก ใครจะรู้ว่าลูกชายตัวดีของนางเคยไปทำอะไรไว้บ้าง นอกจากหน้าตาที่น่ามองกว่าเด็กรุ่นเดียวกันในหมู่บ้าน ผลการเรียนตั้งแต่เด็กจนโตมีแต่ทำให้นางโมโหทั้งสิ้น
สามแม่ลูกถอยทัพไปอย่างง่ายดาย กลับไปปรึกษากับลูกชายเรื่องทรัพย์สินที่ทางภรรยาเก่าเรียกร้อง รถกับเงินนั้นลูกชายไม่ขัดข้อง แต่พอบอกว่าเมษาจะพาลูกไปด้วย เขาต่อต้านไม่ยินยอมทันที
“แม่ยอมให้หลานไปด้วยไม่ได้ ถ้าเมมีผัวใหม่จะทำยังไง หลานแม่เป็นเด็กผู้หญิงนะ ไม่รู้ว่าต่อไปต้องเจอพ่อเลี้ยงแบบไหน ผมไม่ยอมให้ลูกไปกับเมหรอก”
“เก่งนักก็ไปคุยกับเมียเก่าเอาเองสิ มันจะเอาทั้งรถทั้งเงินทั้งลูก ไม่ให้ขาดสักอย่าง”
เพราะเหตุนี้ บาสจึงต้องมาเจรจาทั้งที่ไม่อยากพบหน้า เขามีชนักติดหลังเรื่องที่โมโหจนตบเมษา
จะดีชั่วอย่างไรเคยอยู่ด้วยกันมา เขาไม่ควรไปทำร้ายเธอจนเลือดกบปาก อีกอย่างคือเขาเป็นฝ่ายผิดที่ไปมีคนใหม่ แต่ถ้าให้เลือกอีกครั้งเขาก็ยังเลือกฝ้าย สำหรับเมษานั้นเขาหมดรักไปแล้ว
ไม่ได้กลับบ้านมานาน เขารู้สึกว่าบ้านสะอาดขึ้นจนผิดหูผิดตา ด้านในมีกลิ่นหอมของอาหาร พอเดินเข้ามาเห็นสองแม่ลูกกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว
ลูกสาวในวันนี้ดูสดใสร่าเริงกว่าเมื่อก่อน ปากน้อยช่างจ้อ ไม่รู้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไร ถึงได้ดูมีความสุขจนออกนอกหน้า เสียงหัวเราะใส ๆ กับคำพูดคะขา ยิ่งทำเอาเขาวางตัวไม่ถูก
“โอ้…พ่อของลูกหาทางกลับบ้านเจอแล้วสินะ”
“ขอคุยด้วยหน่อย” บาสส่งสายตาไปที่ประตูห้องนอน เขาไม่อยากให้ลูกได้ฟังบทสนาระหว่างเขากับเมษาอีก ไม่รู้ว่าตอนไหนจะหลุดคำหยาบออกมาบ้าง
“คุยตรงนี้นี่แหละ ถ้าไม่กวนโมโหก็ไม่ทะเลาะ”
บาสสูดหายใจ ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นคนที่คุยแล้วใจเย็นด้วยไม่ลง หลังจากนับหนึ่งถึงสิบเพื่อสงบอารมณ์ เขาพูดถึงเรื่องที่เธอจะพาลูกสาวออกไปอยู่ข้างนอกด้วย
“ไหนลูกบอกพ่อไปสิ ลูกอยากอยู่กับใคร” เห็นเขากังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วอยากหัวเราะ ไม่อยากให้ลูกเจอคนไม่ดี แล้วทำไมตัวเองไม่เป็นพ่อที่ดีเสียตั้งแต่แรก
ทีเขามีคนใหม่เธอยังไม่เคยห่วงเลยว่าจะดีหรือเลว
“โสนอยากอยู่กับแม่” ไม่พูดเปล่าเด็กน้อยยังกอดขาคนเป็นแม่ ดวงตากลมโตกระพริบปริบ มองไปที่ผู้เป็นพ่อราวกับคนไม่คุ้นเคย
ท่าทางของลูกสาวทำให้บาสปวดใจ ลูกเคยติดเขามากกว่าเมษาเสียอีก แต่ช่วงเวลาแค่ไม่กี่วันทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
“แต่พ่ออยากให้หนูอยู่กับพ่อนะ”