เมษา พฤษภา 2553 ฟันธง จาก สนธิ ลิ้มทองกุล เฮือกสุดท้าย การเมืองเก่า
ยุทธการ แดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
ฟันธง จาก สนธิ ลิ้มทองกุล
เฮือกสุดท้าย การเมืองเก่า
ขบวนการลอบสังหารนั้นเกิดขึ้นจากใคร ก่อนที่จะตอบคำถามต้องมาดูพฤติกรรมและรูปแบบการลอบสังหาร ที่ผมบอกว่าไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ไทย
คือ การใช้อาวุธสงครามล้วนๆ
การยิงด้วยปืนอาก้า ปืนเอ็ม 16 และตามด้วยเอ็ม 79 อีก 2 ลูกที่ไม่ระเบิดออกมา และลักษณะการยิงซึ่งผมเห็นชัดด้วยสายตาเป็นการยิงจากคนซึ่งถูกฝึกฝนมาให้ใช้อาวุธประเภทนี้โดยเฉพาะ
คนที่นั่งอยู่ท้ายรถกระบะห่างจากรถผมไม่ถึง 15-20 เมตร ท่านั่งประทับยิงเป็นท่าการฝึกยิงของทหารเห็นได้ชัด
การยิงผมนั้นใช้ขบวนรถ 4 คัน มีคนที่เข้ามาร่วม 10 คนหรือ 10 กว่าคน
ประกอบกับเหตุการณ์ที่กล้องวงจรปิดเกิดเสียขึ้นกะทันหัน 5 กล้อง ย่อมเป็นพยานแวดล้อมที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีการร่วมมือกันระหว่างผู้ที่มีอำนาจ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามที่จะทำ
ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือว่า ในขณะที่ยิงนั้นได้รับทราบเส้นทางเดินรถของผมตลอด แสดงว่าได้มีการเฝ้า จ้องและมุ่งที่จะสังหารผมมาเป็นเวลานานพอสมควร
การที่มีรถ 4 คันรออยู่เป็นจุดๆ และมีการขับปาดแซงผมไปทางซ้ายและเริ่มยิงก่อนทางซ้ายข้างๆ แล้วให้รถซึ่งอยู่ข้างหน้าจอดและประทับยิงนั้นไม่ใช่เป็นการกระทำของมือปืนอาชีพ แต่เป็นลักษณะของขบวนการที่เรียกว่า “ทีมล่าสังหาร”
ขบวนการแบบนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นส่วนบุคคล แต่ต้องผ่านการฝึกอบรมจากแหล่งต่างๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมยืนยันได้ว่า ขบวนการลอบสังหารผมนั้นเป็นฝีมือของทหาร แล้วก็เป็นทหารบางคนเท่านั้น ไม่ใช่เป็นฝีมือของกองทัพ เพราะกองทัพส่วนใหญ่เป็นทหารอาชีพจะไม่ทำเรื่องที่น่าอัปยศอดสูเช่นนี้เป็นอันขาด
ผมทราบว่าเดี๋ยวท่านสื่อมวลชนคงจะตั้งคำถามหลายๆ เรื่อง ก่อนจะตั้งคำถามผมขอตอบไว้ล่วงหน้าก็แล้วกัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่มีคดีที่ลอบยิงสังหารผมกลางนคร หน้าธนาคารแห่งประเทศไทย ทันทีที่เกิดขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องมีเพียงท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้นที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย
และก็บอกว่า เรื่องนี้จะต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด
ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นนั้นไม่ได้แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวในเรื่องของคนคนหนึ่งที่เดินทางไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้วถูกอาวุธสงครามถล่มแบบนี้
นอกจากไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวแล้วยังแสดงอาการถึงขนาดที่เรียกว่าปฏิเสธที่มาที่ไปของอาวุธสงครามซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ควรจะพูด ประเด็นที่ควรจะพูดของผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ น่าที่จะออกมาในรูปแบบของการประณามการกระทำเช่นนี้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าที่จะให้อภัยกันได้เลย
เพราะเกิดในระหว่างที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นคนที่กล้าจะทำเช่นนี้ได้ก็ต้องเป็นคนซึ่งได้รับการหลิ่วตาจากผู้หลักผู้ใหญ่ให้ทำเช่นนี้ได้ แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าผมยังเชื่อมั่นว่าเหตุที่เกิดขึ้นกับผมนั้นเกิดขึ้นมาจากทหารเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง
นอกนั้นแล้วไม่มีส่วนรับรู้ หรือรู้เห็นเป็นใจไปด้วย
อีกประการหนึ่งที่จะต้องชี้ให้เห็นก็คือ นอกจากไม่มีความรับผิดชอบแล้วก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการของการปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธว่าอาวุธสงครามแบบนี้ใครๆ ก็ซื้อหาได้ ไปจนกระทั่งไปถึงการปฏิเสธเรื่องปลอกกระสุนปืน
โยนกันไปโยนกันมา พอความจริงโผล่ขึ้นมาก็มีโฆษกกองทัพบกออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ มีคนโน้นคนนี้ปฏิเสธออกมาว่าไม่ใช่
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจตรงที่ว่าจนกระทั่ง 3-4 วันที่ผ่านมาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพิ่งจะมาพูดเมื่อ 3-4 วันนี้เองว่าถ้ามีทหารเกี่ยวข้องก็จะจัดการอย่างเด็ดขาด
ทั้งๆ ที่เรื่องเช่นนี้ควรพูดตั้งแต่วันแรกเลย แต่กลับไม่พูดเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้น “มึงตายก็ตายไป ไม่เป็นไร สมน้ำหน้ามึง”
ซึ่งผมก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคือง
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมต้องชี้แจงว่าใครเป็นคนทำนั้น เพื่อความเข้าใจในภาพรวมอันใหญ่เพราะว่าผมก็ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษหนังสือพิมพ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ไปแล้ว ก็ขอเอาส่วนหนึ่งของ “เนชั่นสุดสัปดาห์” มาเพิ่มเติมและขยายความออกมา
การต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยที่มีแกนนำทั้ง 5 ร่วมกันต่อสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ต่อเนื่องมาจนกระทั่ง 193 วัน
193 วันที่ผ่านมานั้นโชคดีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ในช่วงของการประท้วงของกลุ่ม “คนเสื้อแดง” นั้นเราตั้งมั่น สงบ ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรกับใคร มันก็เป็นบทพิสูจน์ให้สังคมไทยเห็นว่าใครกันแน่เป็นผู้เน้นความรุนแรง
นั่นข้อที่ 1 ข้อที่ 2 กระบวนการทำร้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นกระบวนการทำร้ายถึงกับเอาชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามพวกเราในวันที่ 7 ตุลาคมซึ่งทำให้มีคนเสียชีวิตหลายคน พิการและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เป็นกระบวนการต่อเนื่องเพื่อข่มขู่ รวมทั้งการยิงด้วยปืนเอ็ม 79 ยิงระเบิดเข้าไปที่ทำเนียบรัฐบาลทำให้คนตายถึง 4 คน แล้วก็ยิงตลอดเวลาที่ดอนเมือง
และข่าวล่าสุดปรากฏออกมาแล้วว่าแหล่งข่าวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นทหารด้วยกันตัดสินใจมาเล่าให้เราฟังและเปิดตัวให้เราฟังว่ากลุ่มคนซึ่งยิงเอ็ม 79 เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ดอนเมืองและที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน
กลุ่มคนเดียวกันเลยที่ยิงและเตรียมการที่จะยิงต่อ
มีคนเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ไปแจ้งที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ และท่านผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้แจ้งไปเรียบร้อยแล้วและก็ไปดำเนินการสืบสวนสอบสวน
เท่าที่ผมทราบมาภายในเขาก็คอนเฟิร์มว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นความจริงและก็กำลังจะดำเนินการจับกุมคนที่ยิงซึ่งเป็นทหารยศจ่าสิบเอก ยังอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นคนเดียวกับที่ยิงศาลรัฐธรรมนูญและที่นี่ด้วย
นี่ก็เป็นข้อมูลอันใหม่ให้เห็น
การต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่ คำว่าการเมืองใหม่มันมีนัยมากกว่าการเอาคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเล่นการเมือง การต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยกลับไปสู่ความโปร่งใส มีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารชาติบ้านเมือง
ในทุกๆ ยุคทุกสมัยที่มีการต่อสู้ เมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเก่าไปสู่ใหม่ย่อมมีการคัดค้าน ย่อมมีการไม่เห็นด้วย ย่อมมีการต่อต้านจากกลุ่มผู้มีอำนาจเก่า
หรือกลุ่มผู้กำลังจะมีอำนาจใหม่ และอยากจะกลับไปใช้อำนาจแบบเก่าที่ไม่มีการตรวจสอบ
เพราะฉะนั้นแล้วการต่อต้าน การคัดค้านนั้นก็จะมาหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของสภาผู้แทนราษฎร รูปแบบของสื่อมวลชนที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ลงมาจนกระทั่งในที่สุดถึงรูปแบบของการใช้กำลังรุนแรงเพื่อข่มขู่
การลอบสังหารผมนอกจากนัยของการปิดปากสื่อมวลชนที่มีความกล้าที่จะแสดงออกแล้ว ยังเป็นนัยที่สำคัญอีกนัยหนึ่งก็คือว่า เป็นนัยที่จะข่มขู่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้แสดงจุดยืน หรือมีการกระทำใดๆ อันจะเป็นการสั่นสะเทือนฐานอำนาจของการเมืองแบบเก่าๆ
สัญญาณตรงนี้ก็เป็นสัญญาณที่มีข้อดีแสดงว่าการเมืองรุ่นเก่านั้นใกล้จะมาถึงที่สิ้นสุดแล้ว
นี่คือการดิ้นครั้งสุดท้าย
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมษา พฤษภา 2553 ฟันธง จาก สนธิ ลิ้มทองกุล เฮือกสุดท้าย การเมืองเก่า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com