PTTEP โบรกคาดไตรมาส 1/68 กำไร 1.6-1.7 หมื่นลบ.
#PTTEP #ทันหุ้น – การซื้อขายหุ้นของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP วันที่ 22 เม.ย.68 ราคาเคลื่อนไหวในช่วง 99.75-101.50 บาท ณ เวลา 11.35 น. ราคาอยู่ที่ 101 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท (+0.50%) มูลค่าการซื้อขาย 272.36 ล้านบาท
โบรกเกอร์คาดการณ์ว่า PTTEP จะแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/68 ในวันที่ 25 เม.ย.68 จะมีกำไรสุทธิประมาณ 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท จาก IAA Consensus โบรกเกอร์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” 11 ราย แนะนำ “ถือ” 5 ราย และแนะนำ “ขาย” 3 ราย โดยให้ช่วงราคาเหมาะสมของหุ้น PTTEP 93.00-182.00 บาท ค่ากลาง (Median) 131.00 บาท
.
บล.ซีจีเอสอินเตอร์เนชั่นแนลออกบทวิเคราะห์วันที่ 21 เม.ย. ระบุว่า ยังเลือก PTTEP เป็น Top pick ของกลุ่มพลังงาน เพราะมีงบดุลและเงินปันผลแข็งแกร่ง และราคาก๊าซยังทรงตัว แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเหมาะสม 115.00 บาท
.
บล.หยวนต้าออกบทวิเคราะห์วันที่ 8 เม.ย. คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/68 ของ PTTEP ดังนี้
.
คาด ไตรมาส 1/68 ลดลง QoQ และ YoY แต่สอดคล้องกับมุมมองก่อนหน้า
คาดว่ากำไรสุทธิของ PTTEP ในไตรมาส 1/68 จะอยู่ที่ระดับ 17,000 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับมุมมองที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยภาพรวมของผลประกอบการที่ลดลง YoY มีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น กดดันอัตรากำไร ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยลดลงสู่ระดับ 76.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากไตรมาสก่อนที่ 81.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ย (ASP) คาดว่าจะอยู่ที่ 46.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 2% YoY
.
เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/67 คาดว่าปริมาณขายจะลดลงเหลือ 475 kboed (-5% QoQ) เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงของแหล่งปิโตรเลียมบงกช และรอบการขนส่งน้ำมันดิบจากโครงการในแอลจีเรียและโอมาน นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (+2% QoQ) สาเหตุหลักจากค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น และการตัดจำหน่ายหลุมสำรวจบางส่วน
.
ตลาดน้ำมันเริ่มมีความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษี และนโยบายของ OPEC+
มุมมองของเราต่อภาพรวมตลาดน้ำมันมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษี Reciprocal Tax ของสหรัฐฯ ที่ออกมารุนแรงกว่าคาด ซึ่งอาจกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันดิบ นอกจากนี้ เรายังมีความไม่มั่นใจต่อกลยุทธ์บริหารจัดการอุปทานของ OPEC+ ภายหลังการประชุม OPEC+ เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเร่งการ Unwind Voluntary Cut ปริมาณ 2.2 ล้านบาร์เรล/วัน ให้เร็วกว่ากำหนดเดิม โดยในเดือนพฤษภาคมจะเพิ่มปริมาณการผลิตขึ้นถึง 411 kbd จากเดิมที่วางแผนไว้ว่าจะทยอยเพิ่มเพียง 135 kbd
.
ปรับประมาณการกำไรปี 2568-69 ลง 13-15% สะท้อนสมมติฐานราคาน้ำมันใหม่
จากปัจจัยข้างต้น เราได้ปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2568 และ 2569 ลงเป็น 68 ดอลลาร์ และ 65 ดอลลาร์ ตามลำดับ โดยคาดว่าเฉลี่ยช่วงที่เหลือของปีนี้จะอยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงปรับประมาณการปริมาณขายและต้นทุนการผลิตให้มีความระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 และ 2569 ลดลง 15% และ 13% ตามลำดับ เหลือ 57,000 ล้านบาท และ 58,000 ล้านบาท ตามลำดับ
.
อย่างไรก็ตาม หากผลประกอบการไตรมาส 1/68 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็นสัดส่วน 29% ของประมาณการกำไรทั้งปี เราคาดว่าผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีจะสามารถทรงตัวได้ที่ระดับ 13,000 - 15,000 ล้านบาทต่อไตรมาส เนื่องจากปริมาณขายที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง (2H25) จากแผนการหยุดซ่อมบำรุงที่ลดลง จะช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาขายเฉลี่ยและต้นทุนการผลิต
.
ภาพรวมยังแข็งแกร่ง… แต่ระยะสั้นอาจรอดูความชัดเจนจากปัจจัยมหภาคก่อนเข้าลงทุน
ในการประเมินมูลค่าหุ้น เราได้ปรับอัตราคิดลด (WACC) ขึ้นเป็น 10.5% จากเดิม 9.6% เพื่อสะท้อนถึงความผันผวนที่สูงขึ้นของปัจจัยมหภาคและตลาดทุน จากผลกระทบของมาตรการภาษี Reciprocal Tax ซึ่งส่งผลให้ประเมินราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 132.00 บาท
.
ทั้งนี้ บล.หยวนต้ายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" เนื่องจาก:
1) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PBV ที่ 0.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง -1.5 SD
2) ROE ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 10.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน
3) อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6.5%
4) ฐานะทางการเงินมั่นคงด้วยสถานะ Net Cash
.
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น หุ้นในกลุ่ม Commodity Play เช่น PTTEP ยังคงเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีโอกาสผันผวนจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ นักลงทุนอาจเลือกกลยุทธ์ "Wait and See" เพื่อติดตามความชัดเจนของสถานการณ์ก่อนตัดสินใจลงทุน (คาดว่าบริษัทจะรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 1/68 ในวันที่ 25 เมษายนนี้)