โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CGSI มองกรอบ SET วันนี้ 1,105–1,150 จุด ชู BDMS-CPALL เด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 02.05 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI คาดการณ์ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) จะยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และกระแสข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปลดประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งผลให้มองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index อยู่ที่ระดับ 1,105–1,150 จุด

ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะ Underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน แต่ CGSI มองว่ายังมีปัจจัยกดดันในระยะสั้นถึงกลางที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้านปัจจัยในประเทศยังมีพัฒนาการสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมตลาด ได้แก่ (1) การเลื่อนกำหนดการเจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ที่เดิมคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 23 เมษายน 2568 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอการตอบรับจากฝั่งสหรัฐฯ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) (2) สถานการณ์ความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะการประกาศเตือนประเทศต่างๆ ที่มีแผนเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด และ (3) ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

โดยล่าสุด พรรคภูมิใจไทยประกาศไม่สนับสนุนร่างกฎหมายศูนย์รวมความบันเทิง (Entertainment Complex) ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งด่วน เช่นเหตุการณ์ตึกถล่มของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้แนวโน้มการผลักดันนโยบายภาครัฐในระยะนี้มีความไม่แน่นอนสูง

ขณะที่ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ CGSI ศึกษา ซึ่งรวมถึง SCB, KBANK, KTB, BBL, TTB, TISCO, KKP และ CREDIT พบว่ามีกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 59,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่รายงานผลกำไรสูงกว่าที่บริษัทและตลาดคาดการณ์ไว้ ยกเว้น KKP, CREDIT และ TTB

อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อยังชะลอตัวอยู่ที่ -1.2% จากปีก่อน และ -0.6% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ NIM ปรับลดลง 22bps จากปีก่อน และ 19bps จากไตรมาสก่อน ตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขาลงในช่วงไตรมาส 4/67 ถึงไตรมาส 1/68 ทั้งนี้ คาดว่าผลประกอบการในไตรมาสถัดไปจะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และต้นทุนเครดิตที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงของสงครามการค้าโลก

สำหรับหุ้นแนะนำเด่นในช่วงนี้ ได้แก่ BDMS ซึ่งมีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสที่ดีกว่า BH อย่างต่อเนื่อง โดยได้อานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ BH อาจได้รับผลกระทบจากฐานรายได้ที่สูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 และการลดลงของกลุ่มลูกค้าชาวคูเวต ระดับราคาที่แนะนำ Take profit อยู่ที่ 25.0 บาท และ Stop loss ที่ 22.8 บาท

อีกหนึ่งหุ้นเด่นคือ CPALL ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรปกติแข็งแกร่งในไตรมาส 1/2568 ที่ระดับ 6.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.5% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายสินค้าประเภทอาหารพร้อมทานและจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในร้าน 7-Eleven โดยคาดว่าการเติบโตสาขาเดิมจะเพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน แนะนำ Take profit ที่ 51.50 บาท และ Stop loss ที่ 49.00 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...