โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังประเมินผลกระทบ นโยบาย Trump 2.0 จับตาสินค้าจีนทะลักเข้าไทยมากขึ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ม.ค. 2568 เวลา 16.42 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2568 เวลา 09.42 น.

คลังประเมินผลกระทบ นโยบาย Trump 2.0 โดยมาตรการกีดกันทางการค้าอาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทยมากขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย แต่มองเป็นผลดีต่อภาคการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการรับมือ

22 ม.ค. 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำการประเมินผลกระทบ จากกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมาไว้แล้ว

“ไม่ใช่แค่นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น แต่ไม่ว่าว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ หน่วยงานของไทยก็ต้องทำการประเมินผลกระทบและเตรียมพร้อมในการปรับตัว และหาโอกาสที่จะได้ประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุด เราไม่ได้มองด้วยความเป็นห่วง ความระแวง หรือความกลัว แต่ทุกกระทรวงต่างต้องทำการประเมิน เตรียมพร้อม และประสานงานกัน คงไม่ถึงขั้นต้องตั้งวอร์รูม ขณะที่ในส่วนของรัฐมนตรีของกระทรวงการคลังทั้ง 3 คน ก็ต้องมานั่งคุยกันว่าจะหาทางปรับตัวได้อย่างไร”

โดยนโยบายสำคัญที่ต้องหารือเพื่อรับมือกับผลกระทบคือนโยบายด้านการค้า เช่น มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าในบางประเทศ อาทิ แคนาดา เม็กซิโก และจีน โดยส่วนของไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่จะถูกขึ้นภาษี ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้เตรียมตั้งทีมเพื่อเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังสินค้าบางรายการที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านภาษี รวมทั้งการรับมือกับปัญหาสินค้าจากต่างประเทศ เช่น สินค้าจีน ที่จะทะลักเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

โดยปัจจุบันได้มีมาตรการในการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท รวมถึงการตรวจเข้มมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นต้น ทั้งนี้ต้องคำนึงด้วยว่าต้องไม่กระทบกับข้อตกลงทางการค้าของไทยกับต่างประเทศด้วย

“เรายังไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมาเป็นพิเศษ เรื่องนี้ต้องใช้เวลาศึกษาให้รอบคอบ เพราะบางมาตรการอาจมีผลกระทบในเชิงลบกับเรื่องอื่นด้วย ตอนนี้มาตรการ กลไกต่าง ๆ เรามีเพียงพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะปรับในรายละเอียดหรือไม่อย่างไร”

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้คาดการณ์ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ว่าอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลก การค้า และเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย

สำหรับด้านการส่งออก นโยบายกีดกันทางการค้าและการเพิ่มภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าเกษตร

ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ เพิ่มภาษีสินค้าจากจีน อาจทำให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าจากไทยลดลงและมีความเป็นไปได้สูงที่จีนอาจระบายสินค้าสู่ตลาดเอเชียรวมถึงไทย ทำให้สินค้าของไทยอาจเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ เคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และสิ่งทอ

ทั้งนี้ แนวทางการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สามารถทำได้โดย

1. มุ่งเน้นการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า รวมทั้งการขยายการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) รวมทั้งการปรับภาคการผลิตโดยมุ่งเน้นสินค้ามูลค่าสูงและซับซ้อน เช่น ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร พลังงานสะอาด เป็นต้น เพื่อเพิ่มอุปสงค์ในตลาดโลก พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาแรงงานและส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ไทยขยายการส่งออกสินค้าทดแทนจากจีนสู่ตลาดสหรัฐฯ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เหล็กและอลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าเกษตร เป็นต้น ซึ่งไทยมีศักยภาพในการขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ และตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลก

2. เร่งรัดการลงทุน นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากสหรัฐฯ ในไทยไม่มาก โดยการลงทุนจากสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 18.3% ของเงินลงทุนต่างประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในสหรัฐฯ อาจกระตุ้นการย้ายฐานการผลิตจากประเทศต่าง ๆ มายังไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นต้น

นอกจากนี้ การพัฒนาแรงงานเฉพาะด้านและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ เป็นต้น รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การลดขั้นตอนการอนุมัติและการสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด จะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

3. ส่งเสริมการท่องเที่ยว ผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐฯ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนเพียง 2.9% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2567 โดยนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมาจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรป อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ให้เดินทางมายังไทยมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ระบบชำระเงินดิจิทัล การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินและระบบขนส่ง รวมถึงการบูรณาการการส่งเสริมการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดสำคัญและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ สศค. จะติดตามการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมั่นใจว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบันและการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการการคลัง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...