น้องสาวจ๋า เจี๋ยเลิกร้ายนานแล้ว!
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องนี้ขอออกตัวก่อนว่า ได้ปกมาก่อนที่จะมีพล็อตเรื่องในหัว สะดุดตากับปกนี้มาก เห็นมาจากเพจหนึ่งซึ่งกำลังวางขายอยู่ เข้าไปทักและถามซื้อแบบไม่ลังเล ตอนนั้นในหัวยังไม่มีภาพอะไร แต่ใจบอกว่าต้องซื้อมาเก็บไว้ก่อน ดองอยู่เป็นเดือนก็คิดไม่ออกว่าจะเอามาทำอะไรกับมันดี
จนสุดท้ายก็ทำให้ย้อนไปนึกถึงเรื่องแรกที่เขียนก็คือ เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่ทำให้ไรท์ได้มายืนถึงจุดนี้ และยืนอย่างมั่นคงในวงการนักเขียน
หลายต่อหลายเรื่องที่เขียน พยายามให้ตัวละครไม่ซ้ำ ทั้งคาแรคเตอร์และเนื้อเรื่อง ซึ่งมันยากมาก พยายามออกไปเจอผู้คน สังเกตว่าคนนั้นมีคาแรคเตอร์ยังไง หน้าตาเป็นยังไง แสดงบุคลิกยังไง บลาๆ แต่หลายปีที่ผ่านมาทำให้ไรท์มั่นใจอยู่อย่างหนึ่งคือ นักอ่านชอบนางเอกที่เก่งและสตรอง ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไม หลี่เล่อเยียน ในเกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุขคนถึงรักนาง เพราะนางเก่งและไม่สนโลก จึงเกิดเป็นนิยายเรื่องนี้ขึ้นมานั่นเองค่ะ
เรื่อง น้องสาวจ๋า เจี๋ยเลิกร้ายนานแล้ว! จะเป็นการเล่าถึงตัวละครชื่อ ซีซี ที่อยู่ดีๆก็ทะลุมิติย้อนมาอยู่ในยุค 70 โดยมีมิติว่างเปล่าติดตัวมาด้วย เธอเข้ามาอยู่ในร่างของ หลิงชิงซี สาวน้อยอายุ 16 ปี ซึ่งมีนิสัยเอาแต่ใจ เพียงเพราะอยากเรียนในระดับชั้นมัธยมปลาย ถึงกับต้องกระโดดน้ำเพื่อประชดพ่อแม่ หวังว่าจะได้เรียนต่อ แต่สุดท้ายตัวเองกลับเสียชีวิตอย่างอนาถ วิญญาณถูกคนอื่นเข้ามาแทนที่
แต่ว่านอกจาก หลิงชิงซี แล้วก็ยังมีน้องสาวอีกสองคน ซึ่งน้องคนที่สาม หลิงจื่ออวี๋ กำลังจะเข้าเรียนชั้นมัธยมต้น ส่วนน้องสาวคนเล็กจะเข้าเรียนในชั้นอนุบาลปีหน้า
และแน่นอนว่ามันต้องมีสาเหตุที่ทำไม หลิงชิงซี ไม่ได้เรียนต่อ ไม่ใช่แค่เพียงเพราะน้องสาวคนที่สาม แต่ยังมีเหตุผลมากกว่านั้น และสาเหตุนี้ทำให้บ้าน หลิง ที่ขึ้นชื่อว่าร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆของหมู่บ้านในชนบท ถึงขั้นตกอับกันเลยก็ว่าได้ มาเอาใจช่วย ซีซีของเรา ให้ผ่านผ่านด่านเอาชนะใจน้องๆ ทำให้พวกเขาเลิกเกลียดพี่สาวอย่างเธอให้ได้ รวมไปถึง ให้เธอพาครอบครัวก้าวพ้นความยากจน ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง เรากำลังจะกลับไปเป็นชาวนา ทำงานแลกแต้มค่าแรงกันอีกครั้งแล้วค่ะ
อย่าลืมกดติดตาม แล้วก็กดหัวใจ เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียน ถ้าชอบก็คอมเมนท์มาพูดคุยกันได้ ส่งกำลังใจให้ ซีซี ด้วยกันค่ะ
หมายเหตุ นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตรการของผู้แต่ง สถานที่ รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นเพียงจินตนาการณ์ของผู้แต่งเท่านั้น ไม่มีเจตนาพาดพิงหรืออ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญ และจำหน่าย E-book ****หลังจากที่ลงรายตอนจบแล้วค่ะ ***
จบแล้วชีวิตที่สวยงาม
“ฮือๆ ซีเอ๋อร์ ฟื้นขึ้นมาเถอะ แม่ยอมแล้ว แม่ยอมทุกอย่างแล้ว”
“จะร้องไห้อะไรนักหนา ตามใจมันจนเคยตัว ไม่พอใจอะไรก็จะฆ่าตัวตายๆ ถ้ามันอยากจะตายนักก็ปล่อยให้มันตายไป คุณไม่ได้มีลูกคนเดียวเสียหน่อย แล้วฉันขอบอกเอาไว้เลยนะ ถ้าใครอยากจะตายก็ไปตายไกลๆ ฉันจะได้ไม่ต้องทำศพ” เสียงด่าเกรี้ยวกราดดังขึ้น ตามด้วยชี้หน้าของคนที่เหลือในบ้าน
“คุณพูดแบบนี้ได้ยังไงคะ ซีเอ๋อร์เป็นลูกของเรานะ” เสียงตัดพ้อของผู้หญิงคนเมื่อครู่ดังขึ้น สายตาที่มองสามีบ่งบอกชัดเจนว่าผิดหวังมาก
เพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ทำให้ดวงตาที่เหี่ยวย่นบวมช้ำ นัยน์ตาแดงก่ำ บ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มายาวนาน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สาแก่ใจ น้ำตาที่ไหลเหมือนเขื่อนแตก ไม่สามารถทำให้ลูกสาวที่นอนสิ้นลมหายใจฟื้นขึ้นมาได้
ร่างของหญิงสาวอายุ 16 ปีซีดขาว จากคนที่ผิวขาวอยู่แล้ว พอถูกช่วยขึ้นมาจากแม่น้ำก็ยิ่งซีดจนไม่มีสีเลือด ตัวของเธอเย็นยะเยือก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ้นลมไปนานแล้ว
ซีซีรู้สึกตัว ได้ยินเสียงร้องไห้ระงม เธอนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หลังจากที่โปรเจคจบมาอย่างยาวนาน อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าชีวิตนักศึกษาของเธอก็จะจบลงแล้ว ต่อไปก็จะเข้าสู่ชีวิตของวัยทำงาน
เธอได้งานจากบริษัทชั้นนำ เพราะความขยันทำให้เธอมีวันนี้ ไม่ง่ายเลยกว่าที่จะพิสูจน์ตัวเองให้กลายมาเป็นนักศึกษาที่มีผลการเรียนเป็นอันดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัย ถึงจะไม่ใช่อันดับหนึ่ง ทว่าก็ติดหนึ่งในห้าของนักศึกษาที่ผลการเรียนดี นอกจากนั้นยังได้ทุนเรียนฟรีของมหาวิทยาลัยอีกด้วย เรียกได้ว่า เธอมีที่ทำงานก่อนที่จะเรียนจบเลยด้วยซ้ำ
“อือ” ซีซีครางออกมาเบาๆ พยายามจะลืมตาขึ้นมาดูว่าใครกันที่มาเขย่าเธอจนปวดตัว แต่เป็นเรื่องยากมาก เพราะรู้สึกว่าเปลืองตาคู่นี้มันหนักอึ้งเกินจะลืมขึ้นไหว
“ฮะ ฮือ”
“แม่คะหยุดร้องไห้ก่อน” เสียงของลูกสาวอีกคนพูดขึ้น ถ้าหูไม่ฝาด เมื่อกี้เหมือนว่าเธอจะได้ยินเสียงคนพูด
“จื่ออวี๋ นี่ลูกก็เป็นไปกับพ่อเขาอีกคนเหรอ ถึงพี่เขาจะทำไม่ดีกับลูก แต่ซีเอ๋อร์เป็นพี่สาวของพวกแกนะ ไม่มีใครเสียใจก็แล้วไปเถอะ แต่ถึงขั้นห้ามไม่ให้ฉันร้องไห้เพราะลูกสาวของฉันกำลังจะตาย แบบนี้มันรังแกกันเกินไปแล้ว ฮือๆ” ผู้เป็นแม่ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าน้ำตาของเธอไม่มีจะไหลแล้วก็ตาม
“ไปกันใหญ่แล้ว ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น” หญิงสาววัย 13 ปีพูดอย่างเหนื่อยใจ เธอแค่อยากจะฟังให้ชัดแค่นั้นว่าตัวเองหูฝากไปเองหรือว่าแท้จริงแล้วเป็นเสียงของพี่สาวกันแน่
“พวกแกไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันจะกอดลูกสาวของฉันเอาไว้แบบนี้ ไป…ไปเอาผ้าห่มมาอีก ตัวซีเอ๋อร์เย็นมาก ถ้าปล่อยไว้นานไอเย็นจะเข้าสู่ร่างกายทำให้ไม่สบายเอาได้”
หลิงจื่ออวี๋ เด็กหญิงวัย 13 ปี กำลังจ้องมองผู้เป็นแม่ที่เหมือนจะเสียสติไปแล้ว เพราะความเสียใจที่ท่วมท้น เนื่องจากกำลังจะเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไป
ทั้งที่ตอนนี้แม่ของเธอร้องไห้แทบขาดใจ แต่เธอกลับรู้สึกโล่งใจอย่างแปลกๆ เมื่อรู้ว่าพี่สาวคนรองกำลังจะตาย ต่อไปจะได้ไม่มีใครมาขึ้นเสียงใส่ ไม่ต้องทนฟังพี่สาวพูดจาข่มขู่แม่เวลาอยากได้สิ่งของหรือทำอะไรให้ไม่พอใจ หรือแม้กระทั่งไม่ต้องเห็นน้องสาวคนเล็ก ซึ่งเป็นลูกหลงที่พ่อกับแม่มีด้วยกันในตอนอายุเยอะแล้วร้องไห้ เพราะถูกพี่สาวคนรองแกล้ง
เธอปรายหางตาไปมองร่างซีดเผือดนั้น ผู้หญิงที่มีโครงหน้าชัดเจน ผิวขาวเนียนละเอียดเพราะไม่เคยได้ทำงานหนัก ดวงตาคู่สวยนั้นกำลังหลับสนิท คิ้วโก่งเส้นเล็กทว่ามันกลับเรียงเส้นดำชัดจนไม่ต้องเขียน จมูกโด่งรั้นนิดๆ แค่มองก็รู้ว่าเอาแต่ใจและดื้อรั้นรับกับริมฝีปากบางที่เมื่อก่อนแดงอวบอิ่ม ตอนนี้กลับเริ่มจะเขียวคล้ำ ทว่าโดยรวมแล้วถึงจะตายหล่อนก็ยังดูดีจนไม่น่าให้อภัย คนขวางโลกแบบนี้ ตายไปได้เสียก็ดี จะได้ไม่ต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ทว่าเหมือนอีกฝ่ายจะได้ยินความต้องการของเธอ และไม่ยอมให้เกิดขึ้นจริง เปลือกตามที่หลับสนิทนั้นขยับได้อีกครั้ง
“แม่คะหยุดก่อน” จื่ออวี๋บอกกับแม่ของเธออีกครั้ง
“ไม่!” ผู้เป็นแม่ปฏิเสธเสียงแข็ง
“หยุดเขย่าก่อน เมื่อกี้ฉันเห็นเปลือกตาเจี๋ยขยับ”
“จะ จริงเหรอ” แม่ของเธอหยุดทันที พร้อมทั้งถามเสียงขึ้นจมูก
“อือ ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว” เสียงแหบแห้งดังขึ้นแผ่วเบา จนคนฟังต้องเงี่ยหูฟังว่าพูดอะไร
“เมื่อกี้ลูกพูดว่าอะไรนะ”
“เวียนหัว หยุดเขย่าตัวฉันได้แล้ว” คนนอนหลับสวนกลับมาเสียงเบา
“ซีเอ๋อร์ ฮือๆ สวรรค์เมตตาแท้ๆ ซีเอ๋อร์ของแม่ฟื้นแล้ว ซีเอ๋อร์ ฮือ”
คุณแม่หลิงร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อน เพราะมันเป็นการร้องไห้ด้วยความดีใจ ไม่ใช่เสียใจเหมือนที่ผ่านมา
“อวี๋เจี๋ย หล่อนฟื้นแล้วจริงๆ เหรอ?” น้องสาวคนเล็กของบ้านสะกิดจื่ออวี๋
“อืม” จื่ออวี๋พยักหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไร
“ฉันไม่อยากให้หล่อนฟื้นขึ้นมา” เด็กน้อยวัย 5 ขวบกระซิบบอก
“เงียบก่อน”
เธอเดินเข้าไปใกล้ เอามืออังที่จมูกของพี่สาวอีกรอบ จากตอนแรกที่ไม่มีลมหายใจ ตอนนี้กลับสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าจะแผ่วเบา แต่ก็เป็นการยืนยันได้ว่าตอนนี้พี่สาวเธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
“เป็นไง ฟะ ฟื้นจริงเหรอ” คุณแม่หลิงถามเสียงสั่น
“อือ พาไปนอนบนเตียงเถอะ”
จากนั้นสองแม่ลูกก็ช่วยกันประคองหลิงชิงซีขึ้นไปนอนบนเตียง จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกายคนป่วยอบอุ่น
ซีซีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา รู้สึกได้กลิ่นอายของความเป็นชนบทออกมาชัดเจน เสียงนกร้อง เสียงลมพัด ต้นไม้ใบหญ้า ไม่ใช่เสียงของรถที่วิ่งตามท้องถนนในเมืองใหญ่ที่เธออาศัย
พอลืมตาขึ้นมาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ภาพตรงหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เตียงหลังเก่า มุ้งขาดที่มีรอยเย็บปะนับไม่ถ้วน สภาพบ้านกลางเก่ากลางใหม่แต่โทรมอย่างเห็นได้ชัด พอมองออกไปนอกหน้าต่างกลับเห็นเป็นทุ่งนาเขียวขจี ทำให้รู้สึกสบายตาเป็นอย่างมาก
“ตื่นแล้วเหรอ แม่กำลังจะเข้ามาปลุกอยู่พอดี”
เสียงของคนที่เข้ามาใหม่ดึงดูดความสนใจของซีซี เธอหันไปมองผู้หญิงวัยกลางคน ใบหน้ามีริ้วรอยขึ้นมาชัดเจน ดวงตาบวมแดง ถึงอย่างนั้นก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่ส่งผ่านมาให้
“ลุกไหวหรือเปล่า แกนอนหลับไปตั้งสองวันเต็มๆ ถ้าวันนี้ไม่ตื่นแม่คงต้องได้แต่หาวิธีปลุกให้ลุกขึ้นมากินอะไรเสียบ้าง”
เห็นลูกสาวเอาแต่นอนมองนิ่งๆ ไม่ขยับ เธอรู้รับรู้ได้ถึงความเสียใจก่อนหน้า ถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วก็เริ่มพูดในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจออกมา
“แม่คุยกับน้องแล้ว จื่ออวี๋บอกว่าจะไม่เรียนต่อ แล้วก็จะมาช่วยพ่อกับแม่ทำงานที่ทุ่งนา แกเองก็สบายใจได้ เตรียมเรียนต่อในชั้นมัธยมปลายอย่างสบายใจเถอะ”
ซีซีขมวดคิ้ว เธอกำลังประมวลผลว่าตัวเองอยู่ในรายการวาไรตี้อะไรทำนองนี้หรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ดูจากการแต่งตัวของผู้หญิงคนนี้แล้วไม่คุ้นตาเอามากๆ มองสำรวจไปรอบๆ ห้อง สะดุดตาเข้ากับปฏิทินที่แสดงถึงวันที่และปี แล้วก็ต้องตกใจ เพราะนี่คือเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1970
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย” หญิงสาวสบถออกมา แต่เสียงของเธอนั้นแหบจนฟังไม่รู้เรื่องว่ากำลังพูดอะไรอยู่
“เมื่อกี้แกว่ายังไงนะ” คุณแม่หลิงวางชามข้าวต้มลงที่โต๊ะ จากนั้นก็เดินเข้ามาหาลูกสาวที่ลุกขึ้นด้วยความตกใจ
ท่านเอื้อมมือไปอังที่หน้าผากขาวเนียน ซึ่งตอนนี้มีเหงื่อซึมไหลออกมา ทันทีที่มือเหี่ยวและหยาบกระด้างแตะถึงหน้าผาก ภาพความทรงจำต่างๆ ก็ไหลเข้ามาในหัวของซีซี
จนกระทั่งภาพสุดท้าย ซึ่งก็คือผู้หญิงหน้าตาสวยคนหนึ่ง กำลังยืนตะโกนร้องไห้เสียใจ ขู่ว่าจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย หากไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยมปลายในปีหน้า
ความจริงเธอหยุดเรียนมาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว แต่เพราะทนทำงานแลกแต้มค่าแรงไม่ไหว เลยบอกพ่อกับแม่ว่าจะกลับไปเรียน ไม่อยากทำงานที่ทุ่งนาแล้ว แต่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย เพราะตอนนี้ครอบครัวกำลังลำบาก เนื่องจากจดหมายทางไกลที่ส่งมา เป็นเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมาตรงกลางบ้านหลิง
มารดามันเถอะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย หญิงสาวได้แต่สบถอยู่ในใจคนเดียว จากนั้นก็สำรวจร่างกายตัวเอง หันซ้ายหันขวาไปเจอกระจกกลางเก่ากลางก็ยกขึ้นมาส่องของตัวเอง ดีที่เจ้าของร่างเป็นคนรักสวยรักงาม เลยพกกระจกไม่ห่างตัว
“ฉันปวดหัว คุณ…แม่ออกไปก่อนเถอะ” ซีซียังไม่อยากรับรู้อะไรตอนนี้ เพราะยังรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น
มันจะเหลือเชื่อเกินไปหรือเปล่า จบกันอนาคตที่สดใส ทั้งที่กำลังจะได้เป็นนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ กำลังจะได้เข้าทำงานกับบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ แต่ชีวิตกลับต้องมาพังลงเพราะย้อนมาอยู่ในยุคฝืดเคืองนี้เหรอเนี่ย
“ดะ ได้ ถ้าอย่างนั้นแม่จะออกไปก่อน แกก็กินข้าว พักผ่อนให้มากๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว”
ซีซี มองคนที่แทนตัวเองว่าแม่ปิดประตูออกไปจนลับสายตา จากนั้นก็ฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ ร้องไห้ออกมาเงียบๆ ใครมันจะไปรับได้วะกับชีวิตเส็งเคร็งแบบนี้ เอาชีวิตที่สวยงามของฉันคือมาเดี๋ยวนี้นะ
ไม่มีอะไรดีเลย
หลังจากสงบสติอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ความทรงจำก็พรั่งพรูเข้ามาอีกรอบ นอกจากชีวิตจะเส็งเคร็งแล้ว พี่น้องในบ้านไม่มีใครชอบเธอเลยสักคน ครอบครัวถ้าพี่น้องไม่รักใคร่สามัคคีจะไปทำอะไรได้ นี่เป็นพื้นฐานของครอบครัวเลยนะ
ช่วงสายของวัน ซีซีก็ยอมออกจากห้อง กระทั่งห้องนอนเธอยังได้ห้องเดี่ยว ขณะที่น้องสาวอีกสองคนต้องนอนด้วยกัน
“ออกมาได้แล้วเหรอ” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น เธอหันไปมองก็เจอเข้ากับผู้ชายมีอายุคนหนึ่ง สีผิวของเขาดำคล้ำ ตัวผอมแห้ง ปากกำลังคาบบุหรี่มวนโต ควันของบุหรี่ลอยคลุ้งไปทั่วลานบ้าน
“ร่างกายยังไม่ค่อยแข็งแรงดีเท่าไหร่ จะออกมาโดนลมทำไม รีบกลับเข้าห้องไปพักผ่อนเถอะ” แม่หลิงรีบเข้ามาห้ามลูกสาวเมื่อเห็นว่าเธอกำลังเดินออกมาที่ลานหน้าบ้าน
บ้านหลิงเป็นบ้านชั้นเดียวก็จริง ทว่ากลับมีพื้นที่บ้านกว้างกินพื้นที่ไปมากถึง 1 ไร่ โดยหลังบ้านอยู่ติดกับลำธาร ซึ่งไหลผ่านหมู่บ้าน ทำให้บ้านอีกหลายหลังมีลำธารอยู่หน้าบ้านบ้าง หลังบ้านบ้าง ตามทำเลของแต่ละคน
ส่วนบริเวณที่เป็นบ้านจริงๆ พื้นที่น่าจะประมาณ 200 ตารางวา เป็นบ้านชั้นเดียวรูปตัวยู มีห้องนอนทั้งหมด 4 ห้อง ห้องครัว แล้วก็ห้องสำหรับเก็บอาหารและเก็บฟืน ตรงกลางเป็นลานบ้านเอาไว้สำหรับตากธัญพืชที่เก็บเกี่ยวทั่วไป นอกจากนั้นยังมีต้นขนุนขนาดใหญ่ที่ให้ร่มเงา และยังให้ผลได้กินตลอดทั้งปี
บ้านแถบชนบทพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ไม่เหมือนบ้านในเมือง ทำให้มองแล้วรู้สึกสบายตา แต่เพราะไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกสุขลักษณะเท่าที่ควร บ้านขนาดใหญ่เลยดูเก่าและโทรม ทั้งที่มันเพิ่งได้รับการปรับปรุงได้ไม่กี่ปี ซึ่งเป็นเงินที่ลูกชายคนโตของบ้านส่งมาให้
บ้านหลิงมีสมาชิกด้วยกันทั้งหมด 6 คน ซึ่งก็คือพ่อหลิง แม่หลิง ลูกชายคนโตชื่อ หลิงจางอี้ ปีนี้เขาอายุ20 ปี สมัครเป็นทหารตั้งแต่อายุได้ 15 หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้น นั่นทำให้เขาพอมีตำแหน่งในค่ายทหาร ไม่ใช่ทหารเกณฑ์ทั่วไป
คนที่สองเป็นลูกสาว ก็คือ หลิงชิงซี ซึ่งก็คือเจ้าของร่างที่ ซีซี เข้ามาอยู่ เธออายุ 16 เรียนจบมัธยมต้นแล้วก็ไม่เรียนต่อ อ้างว่าอยากช่วยพ่อแม่ทำงาน ความจริงแล้วคือขี้เกียจ พอได้มาทำงานจริงๆ กลับรู้ซึ้งถึงความลำบาก ไม่มีอะไรสบายไปกว่าเรียนหนังสือ
คนที่สามชื่อ หลิงจื่ออวี๋ อายุ 13 ปี เป็นลูกสาวคนที่สองของบ้าน มีนิสัยเงียบ ไม่ค่อยพูด แต่มีความเป็นผู้นำสูง ไม่ค่อยถูกกับชิงซี เนื่องจากว่ามักจะทำตัวเป็นพี่สาวมากกว่าเป็นน้องสาว
คนสุดท้ายเป็นลูกหลงที่ แม่หลิงให้กำเนิดมาตอนที่อายุมากแล้ว ตอนแรกตั้งใจจะไม่เก็บไว้ แต่ได้จื่ออวี๋ลูกคนที่สามของบ้านห้ามเอาไว้ และบอกว่าจะเป็นคนเลี้ยงน้องเอง ทำให้ หลิงจิ่งอวี๋ ที่อายุ 5 ขวบติดพี่สาวคนที่สามมากและไม่ชอบหน้าพี่รองของเธอ เนื่องจากว่าอีกฝ่ายชอบแกล้งให้ร้องไห้อยู่บ่อยๆ
ซีซีเดินมานั่งใต้ต้นขนุน เห็นพ่อกับแม่กำลังผ่าฟืนอยู่ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปช่วย ทำเพียงนั่งมองเงียบๆ ไม่พูดไม่จา
“อีกไม่นานเจ้าใหญ่ก็น่าจะถูกส่งตัวกลับมาแล้ว ถึงเวลานั้นแกก็คอยดูแลจนกว่าจะเข้าเรียนก็แล้วกัน ไม่ต้องไปทำงานที่ทุ่งนาแล้ว”
ซีซีหันไปมองหน้าผู้เป็นแม่ ถึงมือท่านจะยังผ่าฟืนอยู่ แต่น้ำเสียงที่พูดออกมาก็แสดงให้รู้ว่ารักใคร่เธอมากแค่ไหน
“จื่ออวี๋ล่ะคะ?” ในความทรงจำบอกว่าปีหน้าน้องสามก็เตรียมจะขึ้นเรียนมัธยมต้นแล้ว
“รายนั้นบอกว่าจะไม่เรียน เห็นว่าจะไปสมัครทำงานที่ตัวเมืองน่ะ”
ซีซีขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด น้องสาวเพิ่งจะอายุ 13 ปี จะมีที่ไหนรับเข้าทำงาน? “ไม่ต้องหรอกค่ะ อายุแค่นั้นที่ไหนจะรับเข้าทำงาน ฉันไม่เรียนแล้วก็ได้”
“แกว่ายังไงนะ?” แม่หลิงถึงกับทวนคำถาม
“เฮอะ เดี๋ยวเรียนเดี๋ยวไม่เรียน แกจะเอายังไงกันแน่? คิดว่าคนอื่นต้องคอยทำตามคนเอาแต่ใจอย่างแกหรือไง?” พ่อหลิงถามขึ้นอย่างเหลืออด ปกติท่านจะไม่ค่อยยุ่งเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ แต่เพราะเกิดเรื่องใหญ่ที่บ้านขึ้น จะทำเป็นคนหูหนวกตาบอดอีกต่อไปก็คงจะทำได้ยาก
“ไม่เรียนก็คือไม่เรียน ครั้งนี้ฉันพูดคำไหนคำนั้น ส่วนเรื่องทำงานที่ทุ่งนาฉันจะทำจนกว่าจะหาทางออกได้” ซีซีพูดได้ไม่เต็มปาก
เพราะเธอมาที่นี่อย่างงงๆ ไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนอกจากมิติว่างเปล่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรให้ใช้งานบ้าง ตอนนี้คงต้องตามน้ำไปก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน
“ฉันว่าแกควรคิดเรื่องแต่งงานใหม่ ชิงไป๋ลูกชายของผู้นำหมู่บ้านนั้นดีสุดแล้ว อย่างน้อยต่อไปตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านก็ต้องตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย ได้ข่าวว่ามีแม่สื่อหลายคนไปติดต่อแล้วด้วย” พ่อหลิงพูดขึ้น
“นั่นสิ ชิงไป๋เองก็ชอบพอแกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มีแต่แกนั่นแหละที่ดูถูกว่าเขาตัวเหม็น คนทำงานใช้แรงคนไหนบ้างตัวจะไม่เหม็น แต่ถึงจะเหม็นแล้วอย่างไร อาบน้ำไปก็หายแล้ว แต่ความหิวนี่สิน่ากลัว ไม่กินก็ไม่หาย ถ้าเลือกไม่ดีได้สามีตัวหอมแต่ทำอะไรไม่เป็น นอกจากจะไม่อิ่มท้อง ยังเอามาเป็นภาระอีกนะ” แม่หลิงพูดพาดพิงถึงอีกคนที่ลูกสาวเหมือนจะมีใจ
เขาเป็นลูกชายบ้านหลังถัดไปอีกสามหลัง เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย ทว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน คนที่เอาแต่อ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ จะมาสู้คนที่ใช้แรงทำงานได้ยังไง อีกทั้งลูกสาวที่ไม่มีอะไรดีเลยนอกจากหน้าตา บ้านไหนอยากจะเอามาเป็นลูกสะใภ้
“ไม่ล่ะค่ะ ฉันเพิ่งจะอายุ 16 ยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน” ซีซีปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด
จะลูกชายผู้นำหมู่บ้าน หรือลูกใครเธอก็ไม่สนใจทั้งนั้นแหละ ตอนนี้สนอยู่อย่างเดียวว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง จะทำยังไงถึงจะถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจนได้
“ไอหยา ก็เพราะว่าอายุ 16 ถึงต้องรีบ ใครๆ ก็แต่งงานอายุประมาณนี้ด้วยกันทั้งนั้น ความจริงต้อง 13-15 กำลังดี” แม่หลิงพูด
ถึงแม้ว่ายุคนี้ผู้หญิงจะได้เรียนหนังสือ แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย เพราะสำหรับลูกหลานบางคน เรียนจบแค่ประถมสักพักก็ถูกจับแต่งงานแล้ว
“แม่อยากไล่ฉันให้ออกจากบ้านขนาดนั้นเชียว?” ซีซีถามเสียงหงุดหงิด
“มะ ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันเห็นว่าแกควรจะมีคนดูแลได้แล้ว อีกอย่างต้าเกอก็ไม่ได้เป็นทหารแล้ว อาศัยช่วงนี้ที่คนอื่นยังไม่รู้ข่าว แกรีบแต่งเข้าบ้านนั้นไปก่อน ถึงเวลาที่พี่ใหญ่แกกลับมา พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
“ถ้างั้นแม่ก็ให้จื่ออวี๋แต่งแทนฉันสิ ปีนี้ก็อายุ 13 พอดี” ซีซีพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน
“แก” พ่อหลิงหันขวับไปมองหน้าลูกสาวที่ถูกตามใจจนเคยตัว
“ถ้าชิงไป๋ชอบพอก็จะยกให้แต่งอยู่หรอก แต่ทางนั้นเขาระบุชัดเจนว่าอยากแต่งกับแก” แม่หลิงแก้ให้
“อยู่ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองนั่นแหละ” ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะเธอรู้ว่าน้องสาวของเธอนั้นชอบผู้ชายที่ชื่อชิงไป๋มานานแล้ว และสาเหตุที่ร่างนี้ไม่ยอมแต่งกับเขาก็เป็นเพราะน้องสาว เพียงแต่ไม่ได้บอกเหตุผลที่แท้จริงให้กับใครได้รู้
“ฉันเกี่ยวอะไรด้วย” น้ำเสียงมาก่อนคนพูด ในน้ำเสียงนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าไม่พอใจแค่ไหนที่ถูกพาดพิงถึง
“จื่ออวี๋กลับมาแล้วเหรอ” แม่หลิงสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงลูกคนที่สาม
“ไปไหนมา” พ่อหลิงถามเสียงเรียบ
ถ้าจะถามว่าลูกคนไหนนิสัยเหมือนใคร คงต้องบอกว่าลูกคนที่สามนิสัยเหมือนพ่อหลิงมากที่สุด ทั้งนิ่ง ทั้งเงียบถอดแบบกันมาอย่างไม่ต้องสังสัยเลยจริงๆ
“ไปเก็บผักป่าบนเขามาค่ะ” หลิงจื่ออวี๋หันไปตอบคำถามผู้เป็นพ่อ
“กลับมาเหนื่อยๆไปพักก่อนเถอะ เย็นนี้แม่จะผัดผักป่าพวกนี้ให้กิน”
“ฉันขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้าย ว่าอย่ามาคิดแทนฉัน ถ้าอยากจะแต่งก็แต่งออกไปได้เลย น่าจะรู้ว่าบ้านนี้ไม่มีใครอยากให้เธออยู่ที่นี่เลยสักคน” หลิงจื่ออวี๋พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก็เดินเข้าบ้านไป ตามด้วยน้องสาวคนเล็กที่ขึ้นเขาไปเก็บผักป่ากับพี่สาวด้วย ก่อนจะเข้าไปในบ้านเธอหันมาแลบลิ้นใส่พี่สาวคนรอง แล้วก็วิ่งตามพี่สาวคนที่สามเข้าไปในห้องครัว
ซีซีเบ้ปากตามหลังแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ พวกปากแข็งไม่รู้ใจตัวเอง ชอบก็แค่ยอมรับออกมาไม่เห็นจะเป็นอะไร มัวแต่อมขี้ฟันแล้วเมื่อไหร่ผู้ชายถึงจะรู้ แน่นอนว่่าคำพวกนี้เธอไม่ได้พูดออกมา
“อย่าไปถือสาน้องมันเลย มันก็เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร”
“ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ให้รกหูรกตาใคร เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง” ซีซีตอบแบบไม่ใส่ใจ
“ทีหลังก็อย่าไปพูดแบบนั้นอีก เกิดใครมาได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดว่าน้องสาวคิดจะแย่งคนรักพี่สาว” พ่อหลิงพูดเสียงเข้ม
“ใครจะมาได้ยิน ในหมู่บ้านนี้มีใครกำแพงสูงเท่าบ้านเราอีกล่ะ” ซีซีพูดขณะที่สายตาก็มองไปรอบๆ กำแพง
“ดูพูดเข้า ไม่ถือสาน้องก็ดีแล้ว” แม่หลิงยิ้ม รู้สึกขำกับคำที่ลูกสาวพูด
“ฉันน่ะไม่คิดอะไรหรอก แต่ลูกสาวของแม่น่ะไม่แน่ ยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่ด้วย” พูดจบก็เดินเข้าห้องไป จะว่าไปแล้วร่างกายนี้ก็ยังไม่แข็งแรงจริงๆ นั่นแหละ ออกมาแค่แป็บเดียวก็รู้สึกปวดหัวแล้ว
กลัวใจจื่ออวี๋อยู่นะ กลัวว่าสักวันนางอาจจะลุกมาตบปากพี่สาว นางเอกฉันก็ปากดีเกิ๊น น น น น อิอิ
เธอทำให้ฉันดูแย่
ซีซีนอนพักฟื้นอยู่ที่บ้านวันนี้เป็นวันที่สาม อาการป่วยของเธอเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และวันนี้รู้สึกมีแรงกว่าทุกวัน เลยลุกขึ้นมาทำความสะอาดห้อง ถึงแม้ว่าข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้จะมีราคาแพง แต่เพราะไม่เคยผ่านการทำความสะอาด ทำให้สีของผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอนสีหม่น แถมยังมีกลิ่นเหม็นอับจากกลิ่นเหงื่ออีกด้วย
เธอเริ่มจากเอาผ้าปูที่นอนไปซัก ตามด้วยนำผ้าห่มไปผึ่งแดด โชคดีที่แดดเดือนสิงหาคมแรงใช้ได้ ตากผ้าแค่ครึ่งวันก็น่าจะแห้งแล้ว
จัดการซักเสื้อผ้า ซักที่นอนแล้วก็ได้เวลาทำความสะอาดห้อง แน่นอนว่าเธอทำแค่ห้องของตัวเองก่อน เพราะร่างกายยังไม่กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ
กว่าจะทำความสะอาดห้องเสร็จก็กินเวลาไปเกือบเที่ยง ในที่สุดก็ได้เห็นม่านสีขาวที่ดูสบายตา เสร็จแล้วก็มานั่งพักที่ใต้ต้นขนุนตรงลานหน้าบ้าน เธออยู่บ้านกับน้องสาวคนเล็ก ส่วนน้องสามไปเรียน
“มองหน้าทำไม?” ซีซีถาม เพราะเห็นน้องสาวคนเล็ก ทำตาโตแอบมองเธอทำงานบ้านอยู่นานแล้ว
“เชอะ ใครอยากมองหล่อนกัน” เด็กน้อยเชิดหน้า ยู่ปากใส่พี่สาว
“ก็เห็นๆ อยู่ว่ามอง อีกอย่างพูดกับเจี๋ยแบบนี้เหรอฮะ หิวหรือยัง?” ซีซีหัวเราะในลำคอแต่ไม่ได้ซักไซ้อะไร แต่เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน
“หิวแล้ว” เด็กน้อยลูบท้องตัวเอง
“จะกินอะไรดีล่ะ”
“รออวี๋เจี๋ยกลับมาก่อน เขาทำอะไรก็กินอันนั้นแหละ”
“ทำไมต้องรอ เจี๋ยก็อยู่” ไม่พูดเปล่า แต่ยังชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเพื่อยืนยันตัวตนอีกด้วย
เด็กน้อยอ้าปากค้าง เอามือปิดปากตัวเอง ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้ยินคำนี้ เพราะปกติพี่สาวไม่เคยดูแลเธอเลย จะมีก็แต่พี่สามเท่านั้นที่พักกลางวันก็จะกลับบ้านมาเพื่อทำอาหารรอพ่อกับแม่ที่ขึ้นมาจากทำงานที่ทุ่งนา
"กลับมาแล้วๆ เม่ยเมยรอนานหรือเปล่า ขอโทษด้วยนะ พอดีมีสอบเก็บคะแนนเลยเลิกเร็วไม่ได้" เสียงของหลิงจื่อวี๋ดังมาก่อนเจ้าตัวเสียอีก
“ไม่หิวค่ะ” เด็กน้อยตอบเสียงใส พร้อมทั้งวิ่งไปกระซิบที่ข้างหูของพี่สาว
พอได้ยินน้องสาวคนเล็กพูดแบบนั้น ซีซีก็เบ้ปาก เมื่อกี้ยังพูดว่าหิวอยู่เลย
หลิงจื่ออวี๋เหลือบตามองพี่สาวคนรอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอไหวไหล่เบาๆ แล้วเดินเข้าห้องครัว ก่อไฟเตรียมทำอาหารรอพ่อกับแม่ขึ้นมาจากทำงานที่ทุ่งนา
ความจริงเธอก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะอาหารถูกทำทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว แค่ก่อไฟแล้วเอามาอุ่น เพื่อที่จะได้กินตอนร้อนๆ อยู่เท่านั้น
การกระทำของน้องสาวอยู่ในสายตาของซีซีตลอด เห็นอีกฝ่ายทำคล่องมือ ก็ไม่คิดจะเดินเข้าไปช่วย ภายในห้องครัวร้อนอบอ้าว ถ้าเลือกได้เธอก็ขออยู่ใต้ต้นไม้เย็นๆ ดีกว่า
เมื่อพ่อแม่กลับมาเห็นเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนตากไว้เต็มลานบ้านก็รู้ทันทีว่าเป็นของใคร เพราะมีแค่ลูกคนรองของบ้านเท่านั้นที่มีของดีๆ ใช้ ส่วนพี่น้องคนอื่นก็รอของตกทอดจากหล่อนอีกที
“ไอหยา…ซีเอ๋อร์รู้ความขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย” แม่หลิงยิ้มภูมิใจที่ลูกสาวเริ่มรู้ภาษา
“ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ คนอื่นเขาก็เอาเครื่องนอนมาตากทุกสามวันเจ็ดวันอยู่แล้ว มีแค่ลูกสาวคุณนั่นแหละที่หนึ่งปีจะเอาออกมาตากสักครั้ง นี่ครบขวบปีแล้วเหรอ?” พ่อหลิงพูดขึ้น
“ลูกฉันก็ลูกคุณเหมือนกันแหละ ฉันจะไปท้องกับใครถ้าไม่ใช่คุณ”
“ก็ไม่รู้สิ ผมนึกว่าคุณไปลบหลู่เทพเซียนที่ไหน เลยเสกลูกสัตว์ตัวไหนเข้าท้องถึงไม่รู้ภาษาขนาดนี้” พ่อหลิงพูดถึงลูกสาวคนรองอย่างเอือมๆ
“อย่าไปพูดให้ลูกได้ยินเชียวนะคะ เดี๋ยวจะเสียใจเหมือนครั้งนั้นอีก” แม่หลิงถลึงตาใส่สามี
ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้เคยพูดหยอกล้อกันเป็นครั้งแรก มีครั้งหนึ่งที่ลูกสาวมาได้ยินเข้า ถึงกับประท้วงไม่ยอมกินข้าวอยู่หลายวัน สุดท้ายทนไม่ไหว ต้องหามส่งโรงพยาบาล นอนรักษาตัวอยู่หลายวันกว่าจะมีแรงฟื้นขึ้นมา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ร่างกายของลูกสาวคนรองเลยไม่แข็งแรงเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ เพราะเคยทรมานร่างกายมาแล้ว จนกระทั่งตอนนี้แม่หลิงก็ยังรู้สึกผิดไม่หาย
“ฉันไม่โกรธหรอกค่ะ เพราะถ้าฉันเป็นสัตว์ คนที่ทำให้เกิดมาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่” ซีซีพูดขึ้น เพราะเธอนั่งอยู่ที่ใต้ต้นขนุนอยู่ตลอด ถึงจะอ่านหนังสือ ทว่าหูกลับได้ยินชัดเจน เธอสามารถแยกประสาทได้โดยที่ตายังอ่านหนังสือ หูฟังสิ่งที่คนรอบข้างพูด และปากสามารถตอบโต้ได้โดยที่ไม่ต้องหันไปมองหน้าคนพูดเลยด้วยซ้ำ
“แก!” พ่อหลิงได้ยินแบบนั้นก็ชี้หน้าลูกสาวจนมือสั่น ท่านชักจะเหลืออดกับลูกสาวคนนี้เข้าไปทุกวัน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีคนตาบอดมาแต่งออกไปสักที บ้านนี้จะได้เจริญหูเจริญตาขึ้น
“คุณก็พอได้แล้วล่ะค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าลูกน้อยใจเรื่องนี้ก็ยังจะพูดอยู่ได้” แม่หลิงปรามสามี
“ก็เพราะว่าให้ท้ายกันแบบนี้ไงถึงได้เคยตัว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ จนมันจะปีนมานั่งบนหัวฉันอยู่แล้ว”
พอเห็นว่าสามีเริ่มอารมณ์เสีย แม่หลิงก็รีบจูงมือลูกสาวเข้ามาข้างในบ้าน ปล่อยสามีสงบสติอารมณ์คนเดียว ส่วนท่านก็เข้าครัวไปดูลูกคนที่สามว่ากำลังทำอะไรอยู่
หลิงจื่อวี๋เห็นแม่เดินเข้ามาในครัวด้วยสีหน้ารีบร้อน กอปรกับเสียงด่าพ่อที่ดังเข้ามาถึงในครัว ก็พอจะเดาได้ว่าคงจะทะเลาะกับพี่สาวคนรองเหมือนทุกวัน
“ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอคะ” เธอถามโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำ
“ช่างเถอะๆ แค่เรื่องเล็กน้อย กินข้าวไปเดี๋ยวก็หายโมโหเองแหละ” แม่หลิงโบกมือไม่อยากพูดถึง จากนั้นก็ยกอาหารที่ลูกสาวเตรียมไว้มายังโถงข้างในบ้านเพื่อกินมื้อกลางวัน
“ฉันไม่กินนะคะ ตอนบ่ายมีสอบต้องรีบกลับไปให้ทัน”
“ไม่กินก่อนสักคำเหรอ ท้องว่างจะทำข้อสอบได้ยังไง” แม่หลิงถามอย่างเป็นห่วง แต่พอมองดูที่ชามข้าว กลับมีข้าวแค่ 4 ชาม มองแวบเดียวก็รู้ว่ากินไม่ถึงสามคำน่าจะหมด
ซีซีเดินเข้ามาเห็นและได้ยินเข้าพอดี เลยพูดขึ้นว่า “ฉันไม่กินนะ ไม่หิว” พูดจบก็เดินกลับห้องของตัวเองไป
“แกเพิ่งจะหายป่วยต้องกินข้าวเยอะๆ อีกอย่างถ้าพ่อไม่เห็นแกกินข้าวก็จะเรื่องใหญ่อีก” แม่หลิงเรียกเอาไว้ได้ทัน
“ก็บอกไปสิว่าฉันกินก่อนคนอื่นแล้ว ส่วนแก…ไม่ต้องมาทำเป็นคนดีแล้วทำให้ฉันดูแย่ ถ้าไม่หิวจะวิ่งแจ้นมาถึงที่นี่ทำไม?” ซีซีหันไปพูดกับน้องสาวอย่างหาเรื่อง
“ซีเอ๋อร์ ทำไมพูดกับน้องแบบนั้น”
“ก็มันเรื่องจริงนี่ ไปเรียนมาแทนที่จะกินให้อิ่ม ใครใช้ให้มาเสียสละเพื่อฉันกันล่ะ”
“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะกินไม่ให้เหลือ เจี๋ยเองก็อย่าหวังว่าจะได้กินหลังจากนี้” พูดจบจื่ออวี๋ก็ถือชามข้าวของตัวเองออกไปด้วยความโมโห
ทั้งที่อุตส่าห์หวังดี เห็นว่ายังไม่หายป่วยเลยเสียสละ ความจริงเธอก็อยากจะต่อว่าที่พี่สาวอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ยอมหุงข้าวไว้รอ ไม่ใช่ว่าที่บ้านไม่มีข้าวกิน แต่เป็นเพราะไม่ได้หุงเอาไว้ ทำให้ข้าวไม่พอกิน
ซีซีไหวไหล่ไม่สนใจ ตัวเธอเองรู้ความผิด เพราะมัวแต่ทำงานบ้าน เลยไม่ได้สนใจตรวจดูความเรียบร้อย อีกอย่างเธอเพิ่งมาอยู่ใหม่ จะให้รู้ไปหมดทุกอย่างก็คงไม่ใช่ หน้าที่ของร่างนี้มีแค่กินแล้วก็ออกไปทำงานที่ทุ่งนา ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องงานบ้านไม่มีในหัวเลย
“มีคำพูดดีๆ ตั้งมากมายที่จะเอามาพูดกับน้องได้ทำไมไม่ทำ” แม่หลิงพูดกับลูกสาวอย่างเหนื่อยใจ
“ทำไมต้องพูดดีด้วยละคะ ในเมื่อพูดดีแล้วก็จะหาว่าเสแสร้งอีก แม่เองก็รีบไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวจะหมดเวลาพักเสียก่อน ช่วงนี้แดดร้อนเดี๋ยวจะเป็นลมแดด”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นแม่ไปก่อน” แม่หลิงพูดจบก็ถือชามข้าวเข้าไปข้างในห้องโถง ซึ่งทุกคนกำลังรอท่านมากินมื้อกลางวันอยู่
ช่วงบ่ายซีซีไม่มีอะไรทำ เลยชวนน้องสาวคนเล็กออกไปเดินสำรวจภูเขา เผื่อว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาเป็นอาหารเย็น
“เจี๋ย ฉันเดินไม่ไหวแล้ว” เด็กน้อยฟุบนั่งลงกับพื้นในขณะที่ซีซีกำลังใช้สายตามองหาของป่า
“อะไรกัน เดินมาไม่ถึงไหนก็ไม่ไหวแล้วเหรอ”
“ฉันกินข้าวไปแค่นิดเดียวเลยไม่มีแรง”
ความจริงเธอง่วงมากต่างหาก เพราะตอนนี้เป็นเวลาที่จะต้องนอนกลางวัน แต่กลับถูกพี่สาวคนรองบังคับให้พามาขึ้นเขา ตอนนี้ตาดวงน้อยๆ ใกล้จะปิดเต็มทีแล้ว
ซีซีหันไปมองน้องสาว เห็นเด็กน้อยตาปรือก็นึกขึ้นได้ว่าเด็กวัยนี้น่าจะกำลังง่วงนอน คิดได้ก็สายไปแล้ว เพราะเธอลากน้องสาวมาถึงกลางเขา
“ถ้างั้นก็กลับกันเถอะ ขึ้นหลังเจี๋ยมา” พูดจบก็ย่อตัวลงให้พอดีกับที่น้องสาวจะปีนขึ้นมาได้
“ไม่เอา ฉันจะเดินเอง” เด็กน้อยส่ายหน้า รู้สึกว่าพี่สาวต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ตั้งแต่ฟื้นจากหายป่วยก็มักจะทำตัวดีแปลกๆ
“ตาจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้วยังจะอวดเก่งอีก ตัวเท่าลูกหมาฉันไม่หนักหรอก”
“ก็ได้ ถ้ามีไข้ขึ้นมาอีกอย่ามาโทษฉันนะ” แก้มป่องๆ เริ่มพองขึ้นเวลาไม่พอใจ แต่ก็ยังก้าวขาสั้นๆ นั้นมาหาพี่สาวเพื่อขึ้นหลังของเธอ
ซีซีแบกน้องสาวลงจากเขา พร้อมกับตะกร้าที่ว่างเปล่า จำได้ว่าหลายวันก่อนน้องสาวทั้งสองคนขึ้นไปเก็บผักป่าได้มาเต็มตะกร้า อยู่บ้านว่างๆ เลยอยากจะทำบ้าง แต่ไหงกลายเป็นไม่ได้อะไรติดตัวกลับมาเลย