โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

'FOOD IN SPACE' เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่แม้อยู่ในอวกาศ!! (ตอนแรก)

BT Beartai

อัพเดต 17 ต.ค. 2563 เวลา 01.14 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2563 เวลา 12.00 น.
'FOOD IN SPACE' เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่แม้อยู่ในอวกาศ!! (ตอนแรก)

ในการเดินทางอันแสนยาวนาน ‘อาหาร’ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในทุกยุคทุกสมัย ยิ่งการเดินทางนั้นจำต้องออกไป ‘นอกโลก’ ไปสู่สภาวะที่ไม่ปกติ ไร้แรงโน้มถ่วง อาหารการกินก็กลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์จึงจำต้องคิดค้นหานานาวิธีถนอมอาหาร และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะดวกต่อการกินในอวกาศมากที่สุด 

ความสะดวกที่ว่าคือ อาหารอวกาศยังต้องมีน้ำหนักเบากะทัดรัด กินแล้วไม่เลอะเทอะ กระจัดกระจายไปทั่วยาน และแน่นอนว่าต้องอร่อย (อันนี้ก็สำคัญมากนะ ไม่งั้นนักบินอวกาศที่อุดอู้อยู่ในยานคงเบื่อตายเลย พาลให้เสียสมาธิไปอีก) ทั้งยังต้องมีความหลากหลาย เพียบพร้อมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และให้พลังงานแก่นักบินแต่ละคนอย่างเพียงพอด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง หน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจอวกาศของสองชาติยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งด้านอวกาศกันมาตลอดอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต (หรือรัสเซีย) จึงคิดค้นพัฒนาการเก็บรักษาและคงคุณค่าอาหารที่จะส่งขึ้นไปในอวกาศตลอดมา เพื่อให้เข้าใจถึงความยากลำบากและนานาไอเดียที่ว่าเราจึงขอนำเสนอลำดับพัฒนาการของอาหารอวกาศจากอดีต (1) มาสู่ปัจจุบัน (2) มาให้ดูชมกัน 

มื้อแรกในอวกาศ! ยูริ กาการิน VS จอห์น เกล็นน์

ก่อนยุคอวกาศ นักวิทยาศาสตร์คิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกินอาหารในสภาวะไร้น้ำหนัก เพื่อพิสูจน์ความคิดนั้น ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) จึงได้รับมอบหมายงานสำคัญอย่างหนึ่ง ให้ปฏิบัติระหว่างภารกิจโคจรรอบโลกด้วยยานวอสตอค 1 (Vostok 1) ระหว่างช่วงเวลา 108 นาทีบนยานนั้น เขาต้องพยายาม ‘กิน’ ให้ได้ โดยเมนูของเขาคือ เนื้อบดและซอสช็อกโกแลต ซึ่งบรรจุมาในบรรจุภัณฑ์ที่มีหน้าตาเหมือนหลอดยาสีฟัน และแน่นอนว่าภารกิจนี้ ‘สำเร็จ’ ไปได้ด้วยดี นอกจากเขาจะกลายเป็นมนุษย์อวกาศคนแรกแล้ว เขาจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่กินอาหารในอวกาศด้วย

แม้จะตามหลังสหภาพโซเวียต แต่ฟากสหรัฐอเมริกาก็ไม่ละเลยการทดสอบนี้เช่นกัน ในอีก 1 ปีให้หลังจอห์น เกล็นน์ (John Glenn) นักบินอวกาศผู้เดินทางไปกับยาน Friendship 7 ในโครงการเมอคิวรี ชาวอเมริกาคนแรกที่โคจรรอบโลกสำเร็จก็ต้อง ‘ทดลองกิน’ เช่นกัน ในเวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่า เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเกิดการย่อยและดูดซึมสารอาหารได้อย่างปกติหรือไม่ มื้อนั้นของเกล็นน์คือซอสแอปเปิ้ลที่บรรจุมาในหลอด เม็ดกลูโคสและน้ำเปล่า ซึ่งมันพิสูจน์ว่านอกจากจะกินได้แล้ว อาหารเหล่านั้นยังถูกย่อยและดูดซึมในสภาพไร้น้ำหนักได้ด้วย

นอกจากมื้อที่ว่าแล้ว เกล็นน์ยังได้กินเนื้อวัวและผักบดด้วย แต่ทั้งหมดก็อยู่ในหลอดอะลูมิเนียม และดูดผ่านหลอดทั้งสิ้น เพื่อป้องกันความเลอะเทอะ และแน่นอนว่าในยุคแรก ๆ นี้ อาหารยังไม่อร่อยมากนัก ขอเพียงเน้นให้นักบินอวกาศสามารถบีบกินได้อย่างสะดวกเป็นพอ

หน้าตาของหลอดบรรจุอาหารของ จอห์น เกล็นน์ ซึ่งอาหารของ ยูริ กาการิน เองก็เป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน ต่างกันแค่ภาษาที่ระบุบนหลอดเท่านั้น Credit: Smithsonian National Air and Space Museum
ขณะกำลังกินอย่างตั้งอกตั้งใจในชุดอวกาศบนยาน Friendship 7 Credit: Smithsonian National Air and Space Museum

นานาบรรจุภัณฑ์อาหารอวกาศ

ในสภาวะไร้น้ำหนัก นักบินอวกาศใช้พลังงานทำงานน้อยกว่าเมื่ออยู่บนโลก อาหารสำหรับนักบินอวกาศทั้งของสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ จึงถูกจัดให้อยู่ที่ค่าพลังงาน 2,500 แคลอรี่ต่อวัน (การบริโภคปกติบนโลกอยู่ที่ 3,000 แคลอรี่) โดยอาหารในโครงการเจมินีของสหรัฐฯ (Gemini Program Food) อาหารจะถูกกำจัดความชื้นออกไปถึง 99 % เพื่อลดน้ำหนักลง และโดยเฉลี่ยแล้วต้องมีโปรตีน 17 % ไขมัน 32 % และคาร์โบไฮเดรต 51 % 

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ใช้อาหารแห้งแช่แข็งด้วย (Dehydrated and freeze-dried foods)  โดยอาหารที่ว่านี้ หลังจากปรุงเสร็จจะถูกนำไปทำให้แห้งในพื้นที่สุญญากาศอุณหภูมิสูง และทำให้มีขนาดพอดีคำ พร้อมทั้งเคลือบด้วยเจลาตินหรือน้ำมันก่อนบรรจุในถุงสุญญากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้ออาหารร่วนและแตกตัวออกจากกัน เมื่อจะรับประทาน ก็ค่อยใช้ปืนฉีดน้ำใส่น้ำลงไป แล้วค่อยดูดกิน

แม้จะถูกดึงน้ำออกจนหมด แต่น้ำมันตามธรรมชาติในเนื้ออาหารแห้งแช่แข็งนี้ก็ยังคงอยู่ ทำให้ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหารไปมากนัก อาหารเหล่านี้จะอยู่ในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ 4 ชั้น ซึ่งมีท่อคล้ายวาล์วน้ำที่ปลายด้านหนึ่ง มันสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลานาน ซึ่งนอกจากจะเป็นลักษณะเฉพาะของอาหารในโครงการเจมินีแล้ว มันยังถูกใช้ในโครงการอะพอลโลด้วย 

ภาพซ้าย – ปืนฉีดน้ำร้อน (Hot Water Gun) ในโครงการอะพอลโล อัตราส่วนของแคลอรีถูกเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยเป็น 2,800 แคลอรีต่อวัน และจากเดิมในโครงการเจมินีที่ใช้เพียงน้ำเย็นในการเตรียมอาหาร แต่โครงการอะพอลโลมีระบบน้ำทั้งร้อนและเย็น นักบินอวกาศจึงไม่ต้องกินแต่อาหารเย็นชืดอีกต่อไป ภาพขวา – ถุงเก็บอาหาร (Food Restraint Pouch) ถุงนี้ใช้ใส่อาหารในยามเตรียมอาหาร (ฉีดน้ำลงไป) และขณะกิน โดยมันจะมีแถบช่วยให้อาหารยึดติดกับตัวยาน ป้องกันไม่ให้มันหลุดลอยไป Credit: Smithsonian National Air and Space Museum
ภาพซ้าย – ปืนฉีดน้ำร้อน (Hot Water Gun) ในโครงการอะพอลโล อัตราส่วนของแคลอรีถูกเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยเป็น 2,800 แคลอรีต่อวัน และจากเดิมในโครงการเจมินีที่ใช้เพียงน้ำเย็นในการเตรียมอาหาร แต่โครงการอะพอลโลมีระบบน้ำทั้งร้อนและเย็น นักบินอวกาศจึงไม่ต้องกินแต่อาหารเย็นชืดอีกต่อไป ภาพขวา – ถุงเก็บอาหาร (Food Restraint Pouch) ถุงนี้ใช้ใส่อาหารในยามเตรียมอาหาร (ฉีดน้ำลงไป) และขณะกิน โดยมันจะมีแถบช่วยให้อาหารยึดติดกับตัวยาน ป้องกันไม่ให้มันหลุดลอยไป Credit: Smithsonian National Air and Space Museum

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...