โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จะเถียงทั้งทีก็ให้มันถูก! มารู้จักกับการให้เหตุผลแบบผิดๆ กันเถอะ

Mango Zero

เผยแพร่ 03 เม.ย. 2562 เวลา 12.02 น. • Mango Zero

ทุกวันนี้มีการโต้เถียงเกิดขึ้นมากมายในชีวิตประจำวัน น้องเถียงพี่ เพื่อนเถียงเพื่อน เหตุผลไหนที่ฟังแล้วรู้สึกสมเหตุสมผลก็คุยแล้วจบกันไป แต่ถ้าฟังแล้วมันดูทะแม่งๆ ประเภทต้องคิดต่อในใจว่าแบบนี้ก็ได้หรอ ก็อาจเลยเถิดจนทะเลาะกันอย่างไม่จบไม่สิ้นได้ แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แค่ไม่รู้จริงๆ ว่าการเถียงแบบนี้มันผิด! 

เหตุผลที่ผิดหลักนั้นเรียกอีกอย่างว่า เหตุผลวิบัติ หรือ ตรรกะวิบัติ (fallacy) คือการยกเหตุผลที่มีน้ำหนักอ่อนเพื่อสนับสนุนข้อสรุป (ที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดกันว่า เหตุผลฟังไม่ขึ้น)  มาดูกันว่ามีเหตุผลประเภทไหนบ้างที่ไม่ควรใช้

การโจมตีตัวบุคคล (appeal to the person)

คือการที่โจมตีไปยังตัวบุคคลที่พูดหรือระบุเนื้อหาประเด็นนั้นๆ โดยไม่ได้สนใจในตัวประเด็นเลย

ตัวอย่าง a : เราควรหันมารักษ์โลกด้วยการงดใช้ถุงพลาสติก

b : แต่เมื่อวานก็เห็นซื้อขวดน้ำพลาสติกอยู่เลยนะ แบบนี้จะน่าเชื่อถือได้ยังไง

การที่ a ซื้อขวดน้ำพลาสติก ถึงแม้จะผิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความจริงเรื่องความสมควรในการรักษ์โลกด้วยการงดใช้พลาสติกผิดไป ดังนั้นการพูดแบบโจมตีไปที่ตัวบุคคลจึงไม่ถูกต้อง

การอ้างคนหมู่มาก (appeal to the majority)

ข้อนี้พวกเรามักเป็นกันโดยไม่รู้ตัว ก็คือการที่เราทำตามเพราะคนส่วนใหญ่ทำนั่นเอง (ในสุภาษิตไทยก็มีนะ คือคำว่า “พวกมากลากไป”)

ตัวอย่าง a: *ขับรถบนฟุตปาธ*

b: ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ มันเป็นเรื่องที่ผิดนะ

a: ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ใครๆ ก็ทำกัน

ความจริงแล้วเป็นการให้เหตุผลที่ผิด เพราะการที่คนส่วนใหญ่ทำสิ่งนั้น ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ทำจะเปลี่ยนจากผิดเป็นถูกได้

การอ้างความภักดี (appeal to loyalty)

เป็นการโต้แย้งด้วยการอ้างถึงความชอบหรือความจงรักภักดี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับประเด็นที่กำลังโต้แย้งกันอยู่

ตัวอย่าง a: น้ำเปล่าอร่อยที่สุด

b: จริงหรอ แต่เครื่องดื่มอื่นมีน้ำตาล น่าจะทำให้รสชาติกลมกล่อมกว่าหรือเปล่า

กลุ่มที่จงรักภักดีต่อ a : อย่าเถียง a สิ! สิ่งที่ a พูดถูกเสมอ ถ้าไม่จงรักภักดี a ก็ออกไปซะ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด เพราะไม่ว่า b จะจงรักภักดี a หรือไม่ ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ a หรือ b พูดนั้นถูกหรือผิด พูดง่ายๆ ก็คือ ความจงรักภักดีไม่ได้เป็นตัวแปรที่ทำให้เหตุผลนั้นๆ กลายเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดได้นั่นเอง

การอ้างอำนาจ (appeal to force)

ก็คือการใช้อำนาจที่ตัวเองมี คุกคาม ข่มขู่ หรือบิดประเด็นเพื่อทำให้การโต้แย้งนั้นอ่อนลง

ตัวอย่าง ลูกน้อง : เราควรให้รางวัลพนักงานดีเด่นกับ b ไหมครับ เขาขยันทำงานมาก

หัวหน้า: ผมไม่ให้รางวัลเขาหรอก และถ้าคุณยังพูดอีก ผมจะหักเงินเดือนคุณด้วย

แบบนี้เป็นการให้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง เพราะการข่มขู่ อาจจะทำให้รู้สึกหวาดกลัว แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความถูกผิดของประเด็นนั้นได้

การทวนคำถาม (begging the question)

คือการสรุปโดยเอาคำถามมาเป็นคำตอบ เป็นการให้เหตุผลแบบวนไปวนมา สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เหตุผลที่แท้จริง (เป็นการอ่านแล้วแบบ เอ้า แล้วยังไงต่อ)

ตัวอย่าง a: หน้าที่ของลูกคือเชื่อฟังพ่อแม่ เพราะเป็นหน้าที่ของลูก

การพูดแค่ว่าเป็นหน้าที่ แต่ไม่ได้แจกแจงว่าเป็นหน้าที่อย่างไร สุดท้ายแล้วก็จะวกกลับไปที่ต้นประโยคอยู่ดี เป็นการให้เหตุผลที่ไม่ถูกต้อง

การขอความเห็นใจ (appeal to pity)

อีกหนึ่งเหตุผลผิดยอดนิยม เพราะว่าเราคนเป็นคนไทยใจดี นั่นก็คือการยกประเด็นที่ทำให้ตัวเองดูน่าเห็นอกเห็นใจ จนสิ่งที่ตัวเองพูดกลายเป็นประเด็นที่ถูกได้

ตัวอย่าง a: ให้ผมได้รางวัลนี้เถอะครับ ผมอยู่ตัวคนเดียวและมีแมวที่ต้องเลี้ยงดู

การใช้ความน่าสงสารแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ผิด เพราะความน่าเห็นอกเห็นใจไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของเหตุผลนั้นได้

การอ้างความไม่รู้ (appeal to ignorance)

คือการด่วนสรุปประเด็นเพราะยังไม่มีหลักฐานหรือพยานยืนยันที่แน่ชัด ก็เลยจบประเด็นมันซะเลย

ตัวอย่าง a: เอเลี่ยนไม่มีอยู่จริง เพราะไม่มีหลักฐานมายืนยัน

การให้เหตุผลแบบนี้ผิด เพราะไม่มีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัดว่าตกลงแล้วเอเลี่ยนมีจริงหรือไม่ จึงยังไม่สามารถสรุปได้

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตรรกะวิบัติเท่านั้น จริงๆ แล้วการใช้เหตุผลที่ผิดยังมีอีกหลายข้อ หากเรียนรู้และนำไปใช้อย่างระมัดระวังและถูกต้อง ก็จะทำให้การให้เหตุผลของเรามีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น อย่าลืมว่าการโต้เถียงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์กันนะ <3

ที่มา wikipedia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...