โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"EV" ในจีนเสี่ยงฟองสบู่แตก รัฐอุ้มจน "ซัพพลายล้น"?

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 12.38 น.

นอกจากกระแสของ “รถยนต์ไฟฟ้า” (EV) ทั่วโลกที่กำลังมาแรง รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพื่อหวังจะช่วยบรรเทาสภาวะ”มลพิษทางอากาศ” โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2025 ยอดขายรถยนต์ที่ใช้พลังงานแบบใหม่ ทั้งรถแบตเตอรี่ไฟฟ้า และรถไฮบริด จะเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านคันต่อปี หรือคิดเป็น 20% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในจีน

บลูมเบิร์กรายงานว่า กว่า 15 ปีแล้วที่รัฐบาลจีนให้งบประมาณสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตและพัฒนารถไฟฟ้ามาตลอดตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการให้เงินอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาตั้งแต่ 20,000-44,000 หยวน/คันทำให้ในปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนในจีนมากถึง 486 รายเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นายโทมัส ฝาง ผู้ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ของ Roland Berger ในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า มีคาดการณ์ว่ากลุ่มบริษัทพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายร้อยแบรนด์ในจีน จะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้มากถึง 1.6 ล้านคันในปีนี้ ซึ่งยังไม่รวมเป้าหมายการผลิตจากผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ โตโยต้าและฮอนด้าได้ประกาศเตรียมจะรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนด้วยเช่นกัน

นโยบายสนับสนุนของรัฐบาลเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดให้บริษัทผู้ผลิตรถเข้ามาในตลาดจีน แต่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังของจีนประกาศเตรียมจะตัดงบประมาณสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2020 ดังนั้นมองว่าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าใครจะรอดในอุตสาหกรรมนี้

นักวิเคราะห์หลายคนเคยแสดงความกังวลว่า จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในจีนหรือไม่ เพราะแม้ว่าในปัจจุบันจะมีรถหลากหลายแบรนด์เกิดขึ้น และมีกำลังการผลิตที่มากขึ้น แต่ในปี 2018 พบว่า ตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีน ที่รวมทั้งแบบแบตเตอรี่, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด, ไฮบริด และฟิวเซล คิดเป็นเพียง 4% ของตลาด

รถยนต์ทั้งหมดในจีน ซึ่งมียอดจำหน่ายรวมกว่า 23.7 ล้านคัน

รายงานระบุอีกว่า ในตลาดโลกนั้นมีสตาร์ตอัพหลายสิบรายที่เข้าสู่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก และสามารถระดมทุนได้รวมกันเกินกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งกลุ่มที่ได้เงินทุนสูงล้วนเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนทั้งสิ้น เช่น NIO, WM Motor, Xpeng Motors และ Youxia Motors

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนเงินดังกล่าวที่ได้จากการระดมทุนนั้น ส่วนใหญ่กลับถูกนำมาใช้เพื่อ “การสร้างแบรนด์” และพัฒนานวัตกรรม ไม่ใช่สำหรับการยกระดับภาคการผลิต นักวิเคราะห์ในวงการรถยนต์อีวีมองว่า กำลังการผลิตตามเป้าหมายก็คือ 3.9 ล้านคัน/ปี ถือว่าเป็นไปได้ยาก และอาจทำกำไรได้ลำบาก แม้ว่าตลาดจีนจะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่

ในแง่ของผู้บริโภค และปี 2018 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์อีวีทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรก แต่สาเหตุก็มาจากการอุดหนุนราคารถยนต์อีวีของรัฐบาล ขณะเดียวกันดีมานด์การซื้อรถยนต์อีวีจริง ๆ ในตลาดจีนยังไม่สูงพอ

ดังนั้น หากมาตรการตัดงบฯช่วยเหลือในอุตฯรถยนต์อีวีมีผลบังคับใช้ เป็นไปได้ที่บริษัทกว่า 400 ราย อาจจะเหลือเพียงไม่กี่สิบรายเท่านั้น เพราะพวกเขาสามารถอยู่รอดทำธุรกิจได้ในปัจจุบัน จากการช่วยเหลือไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ ภาพรวมของตลาดรถยนต์แบบดั้งเดิมในจีนก็ลดลง 10 เดือนต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอการเติบโตลง รวมไปถึงความตึงเครียดของสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในด้านการใช้จ่ายเกือบทั้งหมด

ทั้งนี้ นายคุ่ย ด่องชู เลขาธิการทั่วไปของสมาคมรถยนต์โดยสารแห่งชาติจีน กล่าวว่า แนวโน้มที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อีวีของจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสตาร์ตอัพ จะถูกบีบให้ออกไปจากตลาดเป็นไปได้สูง ขณะที่ก่อนหน้านี้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าดั้งเดิม อาทิ BYD, Volkswagen และ BMW ก็ต่างพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาแย่งมาร์เก็ตแชร์ในตลาดนี้ รวมไปถึง Tesla ที่เตรียมเปิดโรงงานผลิตในจีน

“ดีมานด์ที่ไม่สอดคล้องกับซัพพลายงบประมาณที่รัฐเคยสนับสนุนอาจสูญสลายไป เหลือเพียงแบรนด์เก่าแก่สตาร์ตอัพน้องใหม่ของจีนที่พยายามมาร่วมอุตสาหกรรมนี้ อาจกลายเป็นผู้แพ้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...