โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เบรคไฮสปีดเชียงใหม่ หัวหิน "นิรุฒ มณีพันธ์" ลุยพัฒนาที่ดินรถไฟ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ค. 2563 เวลา 00.31 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 13.23 น.

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า โปรเจ็กต์ลงทุนต่างๆของ ร.ฟ.ท. ภายในปีนี้คาดว่าจะผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง วงเงินรวม 263,453.57 ล้านบาทก่อน สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยคำถามสำคัญคือ การลงทุนระดับแสนล้านบาท ประเทศจะใช้ประโยชน์จากรถไฟทางคู่สายนี้อย่างไร จึงได้เร่งส่งคำตอบกลับไปแล้ว และเท่าที่คุยนอกรอบถือว่ายังเป็นไปด้วยดี จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติโครงการภายในปีนี้

ประมูลรถไฟทางคู่สายใหม่

ส่วนรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ ระยะทาง 323 กม. วงเงิน 85,345 ล้านบาท หลังคณะกรรมการกำกับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (ซูเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธานเห็นควรให้แบ่งสัญญาก่อสร้างโครงการใหม่เป็น 10 สัญญานั้น

แต่เมื่อไม่มีการพูดคุยต่อ ร.ฟ.ท.จึงตัดสินใจว่า จะยืนยันแนวทางเดิมตามที่ครม.เคยมีมติให้แบ่งออกเป็น 3 สัญญา ซึ่งทั้ง 3 ช่วงจะรวมทั้งงานระบบและงานโยธาไว้ด้วยกัน ได้แก่ สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว ระยะทาง 104 กม.วงเงิน 26,704 ล้านบาท สัญญาที่ 2 ช่วงงาว-เชียงราย ระยะทาง 135 กม. วงเงิน 28,735 ล้านบาท และสัญญาที่ 3 ช่วง เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 84 กม. วงเงิน 17,482 ล้านบาท

“ได้เสนอเรื่องกลับมาที่กระทรวงคมนาคมแล้ว คาดว่าจะมีการเสนอ ครม.รับทราบถึงแนวทางดังกล่าวอีกครั้งภายในเดือน ก.ค.นี้ ส่วนช่วงบ้านไผ่ – นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 66,848.33 ล้านบาท อยู่ระหว่างจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อร่างทีโออาร์ คาดว่าช่วงปลายปีนี้น่าจะเปิดประมูลได้”

ขณะที่ไอเดียการสร้างมอเตอร์เวย์ควบรถไฟทางคู่ เป็นเรื่องที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้ศึกษา แต่คาดว่าแนวเส้นทางน่าจะเป็นแนวที่ไม่เคยมีโครงการมอเตอร์เวย์และรถไฟพาดผ่านมาก่อน ส่วนแนวรถไฟเดิมคงเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่คงต้องรอให้ สนข.ศึกษาความเป็นไปให้แล้วเสร็จก่อน

อีก 3 เดือนเคาะรูปแบบเดินรถสายสีแดง

ส่วนความคืบหน้าของการจัดรูปแบบเดินรถสายสีแดง เบื้องต้นคณะทำงานที่มีนายจเร รุ่งฐานีย รองผู้ว่าการกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็นประธานยังอยู่ระหว่างศึกษา 2 รูปแบบ คือ การให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) เข้ามาบริหาร หรือจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน (PPP) คาดว่าจะสรุปผลได้ภายใน 2-3 เดือนนี้

สำหรับการขยายเวลาการก่อสร้างสายสีแดงสัญญาที่ 3 งานออกแบบและก่อสร้างรางรถไฟ, ระบบไฟฟ้าและส่งกำลัง, ระบบอาณัติสัญญาณ, ระบบติดต่อสื่อสาร, ระบบจัดเก็บค่าโดยสารอัตโนมัติ และตู้รถโดยสาร มูลค่าสัญญา 32,399.99 ล้านบาท จะขยายให้ไปก่อน 87 วัน จากที่ขอมา 512 วัน อยู่ระหว่างให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท. พิจารณาอยู่ หากบอร์ด ร.ฟ.ท.อนุมัติตามที่เสนอมาคือ 512 วัน จะทำให้กำหนดเวลาระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาเลื่อนออกไปเป็นประมาณกลางปี 2564

นอกจากนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวจะศึกษาถึงรูปแบบการบริหารสถานีกลางบางซื่อและการจัดรูปแบบประมูลส่วนต่อขยายสายสีแดง 3 เส้นทาง วงเงินรวม 23,417.61 ล้านบาท ประกอบด้วย ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ 6,570.40 ล้านบาท ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา 10,202.18 ล้านบาท และช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช 6,645.03 ล้านบาทด้วย ซึ่งทั้งหมดจะได้รู้พร้อมกัน ส่วนจะรวบงานทั้งหมดมาทำ PPP หรือไม่ ขอให้รอผลการศึกษาก่อน

เบรกไฮสปีด “เชียงใหม่-หัวหิน”

นายนิรุฒยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย – จีน สัญญาที่ 2.3 (สัญญาการวางราง และระบบการเดินรถ ระบบอาณัติสัญญาณ พร้อมขบวนรถ) วงเงิน 50,633.50 ล้านบาท ได้ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาร่างสัญญาแล้ว จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ และคาดว่าจะลงนามในสัญญาได้ประมาณ ต.ค.นี้

ขณะที่การปรับแก้แบบสถานีอยุธยาตามที่กรมศิลปากรมีข้อกังวลและส่งผลต่อรายงาน EIA ไม่ผ่านการพิจารณานั้น เบื้องต้น ร.ฟ.ท.จะทำหนังสือตอบกลับไปที่กรมศิลปากร เพื่อยืนยันการก่อสร้างสถานีอยุธยาให้อยู่ในจุดเดิม ไม่ย้ายออกตั้งนอกเมือง เพราะร.ฟ.ท.จะไม่รื้อสถานีเดิมออกแน่นอน แต่จะเป็นการสร้างครอบสถานีเดิมทั้งหมด ซึ่งอยู่ระหว่างทำหนังสือตอบกลับอยู่

ในส่วนรถไฟความเร็วสูงอีก 2 เส้นทาง คือช่วงกรุงเทพ – เชียงใหม่ ระยะทาง 673 กม.และช่วงกรุงเทพ – หัวหิน ระยะทาง 211 กม. ยังไม่มีแผนยกเลิกโครงการ แต่จะเกิดได้เมื่อไหร่ยังไม่ทราบ ขอประเมินผลรถไฟความเร็วสูงไทยจีนให้ได้ก่อน

พลิกที่ดินสร้างรายได้เพิ่ม

นอกจากนี้ นายนิรุฒ กล่าวต่อถึงการพัฒนาที่ดินว่า เท่าที่สแกนที่ดินทั้งหมดของ ร.ฟ.ท.ประมาณ 240,000 ไร่ พบว่ามีประมาณ 20,000 ไร่ที่เหมาะกับการนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ คิดเป็นรายได้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งตนคิดว่ารายได้ตรงนี้ยังน้อยไปมาก เพราะที่ดินของร.ฟ.ท.บางส่วนอยู่ใจกลางเมือง แต่เข้าใจว่าปัญหาที่ร.ฟ.ท.เจอมาแก้ไม่ง่าย ทั้งเรื่องบุกรุก และการต่อรองกับผู้เช่าเดิม

แต่เชื่อว่าหากสามารถบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบมากขึ้น ร.ฟ.ท.จะมีรายได้มากขึ้นโดยการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีใหญ่ อาทิ สถานีกลางบางซื่อ สถานีแม่น้ำ สถานีมักกะสัน

ส่วนอัตราค่าเช่า อาจจะต้องพิจารณาอีกทีในภายหลัง เพราะอาจจะกระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ คาดว่าการจัดประเภทและบริหารจัดการที่ดินจะสรุปได้ภายในปีนี้ ส่วนการทำแผนฟื้นฟูภาระหนึ้สิน1.67 แสนล้านขององค์กร ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะยังไม่ได้แตะส่วนไหนของแผนเป็นพิเศษ องค์ประกอบเดิมยังอยู่ทั้งหมด แต่เท่าที่เห็นแผนดังกล่าวเป็นแผนที่ดี และทุกอย่างจะเดินหน้าต่อ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...