โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ไผ่บงหวานสวนเพชรน้ำผึ้ง กับการจัดการเพื่อผลผลิตเกรดคุณภาพ

รักบ้านเกิด

อัพเดต 10 ม.ค. 2563 เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 10.06 น. • รักบ้านเกิด.คอม

การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อ จัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากมีการใช้สารเคมีน้อยมากหรือ ไม่ได้ใช้เลย นอกจากนั้นการปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด

Plant/1846_1_232-2.jpg

คุณวรรณบดี และคุณลำพึง รักษา เจ้าของสวนไผ่บงหวาน เพชรน้ำผึ้ง บ้านเลขที่ 91 หมู่ 4 ต.แม่จั๊ว อ.เด่นชัย จ.แพร่ 4110 ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกไผ่บงหวาน จากจุดเริ่มต้นในความจำเป็นเรื่องการหาไม้มาทำค้าง สมัยปลูกถั่วฝักยาว ซึ่งต้องหามาเปลี่ยนประจำทุกปี จนไปได้พันธุ์ไผ่บงหวานมาจากเชียงใหม่ จึงปลูกไว้ในพื้นที่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการนำไม้มาใช้ประโยชน์ ต่อเมื่อไผ่เริ่มแทงหน่อ คุณลำพึง จึงตัดหน่อขาย ได้รับความนิยมและราคาดี จากนั้นจึงขยายพื้นที่ปลูกจนเต็มพื้นที่ แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของตลาดในขณะนั้น
ลักษณะของหน่อไผ่บงหวาน : หน่อไผ่บงหวาน มีขนาดใหญ่ หน่อมีสีเขียวอ่อน รสชาติในการบริโภคดิบนั้นเหมือนผักสด ไม่มีรสขมติดลิ้นและไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง จึงกินเป็นผักเคียงดิบๆ ได้ เหมือนผักสด สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ต้มจิ้มน้ำพริก, ผัดน้ำมันหอย, ต้มจืดกระดูกหมู, ชุบแป้งทอด เป็นต้น
** โดยคุณลำพึงได้แนะนำ เทคนิคเพิ่มรสชาติหน่อไผ่บงหวานให้อร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือด จากนั้นนำหน่อไผ่บงหวานลงไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 5-7 นาทีเท่านั้น โดยไม่ต้องเทน้ำทิ้ง จึงนำมารับประทาน จะทำให้หน่อไผ่มีรสชาติดียิ่งขึ้น
ลักษณะประจำพันธุ์ของไผ่บงหวาน : ไผ่บงหวานเป็นไผ่ขนาดกลาง ลำต้นเมื่อโตเต็มที่สูง 7-12 เมตรหน่อจากต้นที่โตเต็มที่จะมี น้ำหนักเฉลี่ย 200 กรัม หรือ 4-5 หน่อต่อกิโลกรัม ขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เหง้า ซึ่งจะให้ผลผลิตเร็ว หรือหลังจากขยายเหง้าปลูกเพียง 6 เดือน ก็สามารถขุดหน่อขายได้ และขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด วิธีนี้จะให้ผลผลิตช้า ประมาณ 3 ปี หลังย้ายปลูกลงแปลง จึงจะให้ผลผลิต แต่มีข้อดีตรงที่จะได้ต้นไผ่ที่มีอายุยืนยาวและมีโอกาสออกดอกหรือตายขุยได้ยากกว่าการปลูกด้วยเหง้า
++ การปลูกไผ่บงหวาน ++
คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นปลูกไผ่บงหวาน คือ ในพื้นที่ 1 งาน ควรปลูกประมาณ 50 ต้น หลังจากปลูกไปได้ 6 เดือน ให้ใช้จอบแซะเหง้าออกมาขยายพันธุ์ปลูก ด้วยวิธีการชำเหง้าในแกลบดำ **ซึ่งรากของไผ่บงหวานนั้นจะไม่ใหญ่มากนัก และเป็นรากฝอยแผ่กระจายในระดับผิวดิน จึงแซะง่าย หลังการชำเหง้านาน 1 เดือน รากไผ่ก็จะขยายเต็มถุงดำ พร้อมปลูกเพิ่มให้เต็มพื้นที่ ตามต้องการ
ระยะปลูกไผ่บงหวาน : ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไผ่บงหวาน คือ ระยะห่างระหว่างต้น 2 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 200 ต้น โดยขุดหลุมปลูกให้มีขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลุมละครึ่งกิโลกรัม หลังปลูกรดน้ำให้ชุ่ม
**หากปลูกในฤดูฝน ควรกลบหลุมปลูกให้เสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้ง จะต้องกลบหลุมปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิมหรือทำเป็นแอ่งกระทะ
การดูแลรักษา : หลังปลูกใหม่ๆ ควรหมั่นตัดหญ้ากำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และให้ปุ๋ยเดือนละครั้ง โดยที่สวนเพชรน้ำผึ้งจะเน้นให้เป็นปุ๋ยคอก เช่น ขี้วัวหรือขี้ไก่ และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพด, กากอ้อย, เปลือกถั่่วต่างๆ, กากยาสูบ, ขี้เถ้าแกลบ ฯลฯ สำหรับเรื่องที่ต้องจัดการเป็นแระจำทุกเดือนก็คือ การสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกออกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกออกมาจากตาบนลำไผ่เดิม โดยใช้มีดพร้าสับออก เพื่อให้ข้างล่างโล่ง และเลี้ยงให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นด้านในกอ ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อชนิดนี้ออก โดยจะนำไปบริโภค หรือจำหน่ายก็ได้ เมื่อหน้าฝนก็จำเป็นต้องเลี้ยงหน่อที่ออกนอกกอ ให้โตเป็นลำไผ่ต่อไป
การตลาด : ด้านการตลาดของไผ่บงหวาน ที่สวนเพชรน้ำผึ้ง จะเน้นผลิตหน่อขนาดน้ำหนัก 6-8 หน่อต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นขนาดที่ดูน่าซื้อไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป เหมาะสำหรับการซื้อติดไม้ติดมือ ไปเป็นของฝาก ทั้งนี้รสชาติที่ดีที่สุดในการรับประทานหน่อไผ่บงหวาน ก็คือ การรับประทานสดให้เร็วที่สุด เพราะถ้าทิ้งไว้นานจะทำให้ความหวานลดลง เช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน คุณลำพึงจึงทำการตลาดแบบขุดขายวันต่อวัน เพื่อป้องกันการด้อยคุณภาพของรสชาติ
การเก็บเกี่ยว : ที่สวนเพชรน้ำผึ้ง จะเก็บหน่อไผ่บงหวานตั้งแต่เช้ามืด เนื่องจากช่วงเวลาสายๆ จะมีพ่อค้าวิ่งรถเข้ามารับซื้อผลผลิต และตีรถเข้ากรุงเทพให้ทันในช่วงเย็น เพื่อขายต่อทันที ทั้งนี้ต้องเร่งส่งผลผลิตให้ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด ด้วยระยะเวลาที่สั้นและรวดเร็ว จะช่วยคงสภาพความหวานไว้ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นพันธุ์ไผ่ที่หน่อมีรสขม หากปล่อยทิ้งไว้ข้ามวันรสชาติจะยิ่งขมขึ้น และเนื้อสัมผัสจะแข็ง ทำให้เสียคุณภาพไป

Plant/1846_2_233-2.jpg

การผลิตไผ่บงหวานให้ออกตลอดทั้งปีจะต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง คุณลำพึงบอกว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง "น้ำไม่ให้หญ้าก็ไม่กำจัด" ไม่มีการสางกอ ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดีและปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในจะต้องโล่งจะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวานจะให้เพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น
++ เทคนิคผลิตหน่อไผ่บงหวานนอกฤดูของสวนเพชรน้ำผึ้ง ++
ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวานต้นละ 5-10 กิโลกรัม สิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ซึ่งวิธีการแบบนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนเกี่ยวกับการติดตั้งระบบน้ำ ในขณะที่ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพจะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดียวหรือแถวคู่ก็ได้ โดยหัว 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่างระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกอร์หัวสูง
++ ขั้นตอนในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดู ++
ในเรื่องของการดูแลรักษาเพื่อที่จะผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูนั้น ในแต่ละปีจะต้องมีการตัดแต่งลำไผ่เก่าของกอไผ่ออกปีละ 1 ครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยนำไม่ไผ่ที่ตัดออกไปใช้ทำไม้ค้ำยันต้นผลไม้ ที่เหลือนำไปเผาเป็นถ่านไม้ไผ่เพื่อใช้ในครัวเรือนเพราะเนื้อไม่ลำไผ่บงจะตัน ส่วนใบและกิ่งไผ่ทิ้งไว้ในแปลงปลูกไผ่ เพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไผ่ต่อไป ในช่วงฤดูฝนจะปล่อยให้หน่อไผ่แทงขึ้นเป็นลำ หนึ่งกอปล่อยให้ขึ้นเป็นลำเฉลี่ย 8-12 ลำ เพื่อเป็นลำแม่ที่จะให้หน่อในฤดูถัดไป ลำที่ขึ้นใหม่มามักจะแขนงออกตามข้อ เกษตรกรจะต้องหมั่นตัดแขนงทิ้งด้วยมีดพร้า

Plant/1846_3_234-2.jpg

**ด้วยสวนไผ่แห่งนี้มีการจัดการระบบการให้น้ำที่ดี สามารถให้น้ำได้ตลอดทั้งปี สามารถเก็บหน่อไผ่บงหวานได้ตั้งแต่เดือนมกราคม–พฤษภาคม ของทุกปี และขายจากสวนได้ราคากิโลกรัมละ 50-100 บาท สำหรับหน่อไผ่ที่ออกในฤดูระหว่างเดือนมิถุนายน–ตุลาคม ขายจากสวนได้กิโลกรัมละ 35-30 บาท สรุปได้ว่าในแต่ละปีคุณวรรณบดีจัดเก็บหน่อไม้ไผ่บงหวานได้เกือบตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคมเท่านั้น ในพื้นที่ปลูกไผ่บงหวาน 1 ไร่ จะมีรายได้จากการขายหน่อเฉลี่ย 75,000 บาท
ปัจจุบันสวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง ยังมีแปลงรวบรวมพันธุ์ไผ่หลากหลายสายพันธุ์เพื่อเปิดให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้าศึกษาและเรียนรู้ อาทิ พันธุ์ไผ่ตงไต้หวัน, ไผ่เปาะช่อแฮ, ไผ่เลี้ยงสีทอง, ไผ่ซางหวานเมืองน่าน, ไผ่ตงชนิดต่างๆ, ไผ่หก, ไผ่ซางหม่น, ไผ่หม่าจู ฯลฯ ปลูกไว้เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบว่าไผ่ในแต่ละสายพันธุ์จะนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ในรูปแบบใดบ้าง ไผ่แต่ละสายพันธุ์มีการจัดการแปลงปลูกอย่างไร ในขณะนี้ทางสวนได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จังหวัดแพร่ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ครูเกษตรกร เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจในการปลูกไผ่เข้ามาศึกษาและเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจคัดเลือกพันธุ์ไผ่ที่จะปลูกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...