โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธงสำหรับพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ธ.ค. 2562 เวลา 19.54 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 19.51 น.
ธงชัยราชกระบี่ยุทธใหญ่ (ขวา) และธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่ (ซ้าย) สร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๘ ใช้เชิญนำกระบวนเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ภาพจากหนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๐)

ธงเป็นหนึ่งในเครื่องหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นสำหรับการสื่อสารเพื่อบอกตำแหน่งหน้าที่อาณัติสัญญาณหรือสถานะทั้งของบุคคลองค์กรหรือดินแดนต่างๆภายใต้ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของแต่ละสังคมสำหรับธงของไทยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระวินิจฉัยว่ามีอยู่ด้วยกันลักษณะดังนี้

  1. ธงธรรมดา เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีต่างๆ บางผืนลงยันต์ ใช้สำหรับนำขบวนต่างๆ อย่างแห่เข้าพิธีตรุษ

  2. ธงปฏาก หรือธงจระเข้ เป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแขวนห้อยลงใช้ด้านกว้างผูกเขียนรูปจระเข้ สำหรับเป็นเครื่องบูชาเท่านั้นไม่นิยมนำขบวนแห่

  3. ธงชัยเป็นธงรูปสามเหลี่ยมตัดทแยงมุมคล้ายธงมังกรของจีน ผิดกันที่ของจีนนำด้านยาวไว้ข้างล่างและมีครีบเป็นรูปเปลวตลอดผืน ส่วนของไทยนำด้านยาวไว้ข้างบน ทำครีบเพียง ๓–๕ ชาย หรือบางครั้งก็มี ๖–๙ ชายดังปรากฏในภาพคัดลอกจากจิตรกรรมฝาผนังวัดยมสมัยอยุธยาตอนปลายราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๓

ในอดีตกาลแต่โบราณพระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะเป็นจอมทัพ ทรงมีหน้าที่ในการป้องกันและขยายพระราชอาณาเขต พิทักษ์ความสงบร่มเย็นของราษฎร ตามรูปศัพท์ของคำว่า“กษัตริย์” หรือ“ขัตติยะ” อันหมายถึงนักรบหรือผู้ป้องกันภัยนั่นเองแม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ยังคงยืนยันหลักการดังกล่าวไม่แปรเปลี่ยนในบทบัญญัติที่ระบุว่า ทรงเป็นจอมทัพไทยการเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชสงครามหรือแม้ในกระบวนพยุหยาตรายามปกติก็ดีย่อมต้องมีการเชิญธงชัยเป็นธงประจำพระองค์พระมหากษัตริย์เพื่อเป็นพระราชสิริและสวัสดิมงคลแด่องค์พระผู้เป็นหลักชัย ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารผู้ออกสู่สมรภูมิด้วย

กาลต่อมาเมื่อสยามมีการติดต่อกับนานาอารยประเทศจึงเริ่มมีการใช้ธงที่เป็นเครื่องหมายตามแบบสากลนิยมที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างเป็นทางการดังปรากฏการสร้างธงรูปจักรพื้นแดงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สำหรับใช้ในเรือหลวงและเพิ่มรูปช้างเผือกกลางวงจักรในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อทรงได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง ๓ ช้าง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำรูปจักรออกเหลือแต่รูปช้างเผือกบนพื้นแดงให้ใช้ได้ทั้งเรือหลวงและเรือราษฎรเพิ่มธงรูปช้างเผือกบนพื้นสีขาบสำหรับเรือหลวงให้ต่างกันธงอย่างสากลเช่นนี้ ต่อมาได้สร้างเป็นธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ด้วยดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

ธงประเภทที่กล่าวถึงข้างต้นทั้งธงชัยราชกระบี่ยุทธและธงชัยพระครุฑพ่าห์ และธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งนำเสนอในบทความนี้จะเรียกรวมกันว่า“ธงสำหรับพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์” สำหรับประเภทธงชัยได้แก่ ธงชัยราชกระบี่ยุทธใหญ่และธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่ และธงชัยราชกระบี่ยุทธน้อยและธงชัยพระครุฑพ่าห์น้อย และประเภทธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ได้แก่ ธงมหาราช

ธงชัยราชกระบี่ยุทธและธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่

สันนิษฐานว่ามีที่มาจากกองทัพกัมพูชาโบราณ ซึ่งใช้ประติมากรรมสัมฤทธิ์ขนาดเล็กหล่อติดกับกระบอกสวมลงบนด้ามไม้เป็นสัญลักษณ์นำหัวขบวนทัพหรือขบวนเสด็จ ดังปรากฏภาพสลักบนผนังระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัด ประกอบด้วยรูปหนุมานซึ่งมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รูปครุฑและรูปเทพร่ายรำ ใช้นำทัพของเจ้าเมืองและขุนนาง ส่วนรูปพระวิษณุครูฑาสนมูรติหรือพระวิษณุทรงครุฑมีเพียงรูปเดียว ใช้นำหัวขบวนทัพหลวงของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒๒ รูปหนุมานและรูปพระวิษณุครูฑาสนมูรติที่ใช้นำหัวขบวนเหล่านี้ได้กลายมาเป็นธงชัยราชกระบี่ยุทธและธงชัยพระครุฑพ่าห์ของราชสำนักสยาม ในกาลต่อมาแต่ต่างจากของกัมพูชาตรงที่ธงชัยของไทยมีคันธงเป็นรูปตรีศูลสำหรับสอดผืนธงรูปสามเหลี่ยม ๓ ผืน ในแต่ละยอดมีรูปหนุมานและรูปพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่ที่ปลายยอดธงทุกยอดรวม ทั้งที่ด้ามธงขณะที่ของกัมพูชาเป็นประติมากรรมลอยตัวสวมลงบนด้ามธงและไม่มีผืนธงเข้าประกอบ

ธงชัยราชกระบี่ยุทธและธงชัยพระครุฑพ่าห์ได้รับการกล่าวถึงมาตั้งแต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พุทธศักราช ๒๓๐๑ ว่า“พระมหาธงชัย ๑ กระบี่ธุช ๑”๓ และปรากฏเป็นเครื่องตั้งพระแท่นมณฑลในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พุทธศักราช ๒๓๒๘ ว่า“ทรง(ธง) ราชกระบี่ธุชครุฑพาหะ”๔ ในอดีตใช้สังฆการีเป็นผู้เชิญ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นราชองครักษ์เชิญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๗๒ กระทรวงวังได้กราบบังคมทูลพระราชปฏิบัติเรื่องระเบียบการเชิญธงทั้ง ๒ ธงนี้ ตามพระดำริในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่าธงชัยพระกระบี่ธุชควรอยู่ซ้าย ธงชัยพระครุฑพ่าห์ควรอยู่ขวา ดังที่เคยปฏิบัติกันมาปรากฏหลักฐานอยู่ในตอนหนึ่งของโคลงพระราชพิธีทวาทศมาส จึงมีพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและเรียกชื่อธงใหม่ว่า“ธงชัยราชกระบี่ยุทธ” และ“ธงชัยพระครุฑพ่าห์” สืบมา๖ 

ธงชัยราชกระบี่ยุทธใหญ่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๓๒๘ ดังปรากฏในบัญชีเครื่องราชูปโภคจะสร้างใหม่ว่า“พระมหาธงไชย(พระครุฑพ่าห์) ๑ ธงไชยกระบี่ธุช ๑”๗ ใช้เชิญทางด้านซ้ายนำกระบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคคู่กับธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่ทางด้านขวาผืนธงชัยเป็นธงสามชายกรุผ้าสักหลาดปักดิ้นเลื่อมทั้งหมด ๓ ผืน สอดเข้าในคันธงผืนละคันคันธงมีปลายเป็นใบทวนเหล็ก ๓ ง่ามสูงเสมอกันโคนใบทวนคร่ำทองรูปกระบี่ถือกระบองในท่าเหาะสำหรับสอดธงผืนละคัน คันธงปักลงบนยอดบัวจงกลคร่ำทองทั้ง ๓ ยอดด้ามคันธงคร่ำทองสวมเข้ากับไม้กลางด้ามมีรูปกระบี่ถือกระบองในท่าเหาะกะไหล่ทองตรึงติดไว้

รูปกระบี่ที่ติดอยู่บนด้ามของธงชัยราชกระบี่ยุทธ หมายถึงหนุมาน ทหารเอกสมุนของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ การใช้รูปหนุมานนำกองพลดังเช่นที่ปรากฏในภาพสลักด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัด หรือประกอบเป็นส่วนหนึ่งของธงชัยราชกระบี่ยุทธ คงเป็นคตินิยมที่นำมาจากมหากาพย์มหาภารตะของอินเดีย ดังปรากฏในวนบรรพ บทที่ ๑๔๕–๑๕๐ ตีรถยาตราบรรพ๘กล่าวถึงหนุมานเมื่อเผชิญหน้ากับภีมะผู้เป็น ๑ ใน ๕ ของพี่น้องฝ่ายปาณฑพและจัดว่าเป็นฝ่ายธรรมะผู้สืบเชื้อสายจากพระพายเช่นเดียวกับหนุมานจึงนับเป็นพี่น้องกันหนุมาน แสร้งแปลงเป็นลิงใหญ่นอนขวางทางดักรออยู่กลางป่าขณะภีมะกลับจากการเก็บดอกไม้สวรรค์สุคันทิกาไปมอบให้นางเทราปตีชายา ครั้นภีมะเดินเข้ามาลิงหนุมานได้ต่อว่าภีมะว่าเป็นใครเหตุใดต้องทำเสียงดังปลุกตนแล้วไล่ภีมะให้เดินย้อนกลับไปหรือไม่ก็เดินข้ามตนไปเสีย

ภีมะแนะนำตัวต่อลิงหนุมานและขอให้หลีกทางจะดีกว่า เพราะมีธรรมเนียมอยู่ว่าต้องไม่ก้าวข้ามผู้ยังมีชีวิตอยู่พร้อมกับขู่ด้วยว่าตนมีพละกำลังมากเท่ากับหนุมาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายถ้าไม่หลีกไปจะใช้กำลังเข้าจัดการ ครั้นเห็นว่าลิงหนุมานไม่สนใจภีมะจึงเข้าคว้าที่หางหวังจะเหวี่ยงลิงหนุมานให้กระเด็น แต่ถึงจะใช้ความพยายามจนสุดพละกำลังก็ไม่อาจขยับเขยื้อนลิงหนุมานได้เลย เมื่อภีมะขออภัยที่ล่วงเกินหนุมานจึงเผยว่าตนเป็นใคร และได้คืนร่างที่แท้จริงตามคำขอของภีมะสั่งสอนราชธรรมและเล่าความเป็นมาของยุคต่างๆ ที่ตนได้ประสบให้ภีมะ ท้ายที่สุดภีมะก็ได้ขอพรจากหนุมานให้ช่วยคุ้มครองเหล่าพี่น้องปาณฑพ ซึ่งหนุมานให้คำมั่นว่าตนจะไปสิงสถิตในธงประจำรถศึกของอรชุนเชษฐาของภีมะเพื่อสร้างความหวาดหวั่นครั่นคร้ามและจะได้ช่วยพิชิตศัตรูคือฝ่ายทุรโยธน์ได้โดยง่าย

คัมภีร์ศรีมัทภควัทคีตา บทสนทนาระหว่างพระกฤษณะกับอรชุน ๑ ใน ๕ พี่น้องปาณฑพ ที่แทรกอยู่ในมหาภารตะ ภีษมบรรพ บทที่ ๑๓–๔๒ ภควัทคีตาบรรพ กล่าวถึงธงหนุมาน๙ หรือ“กปิธวัช”๑๐ ไว้ในอัธยายที่ ๑ อรชุนวิษาทโยค(ความท้อถอยของอรชุน) ว่า“ลำดับนั้นท้าวอรชุนบุตรปาณฑุผู้ทรงกบี่ธวัช พอเห็นบุตร ธฤตราษฎร์ตั้งท่าเข้ามาและเมื่อการปะทะศัสตราเริ่มขึ้น จึงยกธนูขึ้น”๑๑ ทั้งนี้ ธงหนุมานบันดาลให้อรชุนเกิดความมุ่งมั่น ไม่ท้อถอย ช่วยกองทัพฝ่ายปาณฑพฮึกเหิมและทำให้กองทัพฝ่ายทุรโยธน์หวาดหวั่น ครั้นอรชุนและพี่น้องปาณฑพได้รับชัยชนะแล้ว หนุมานก็เลือนหายไปจากผืนธง ธงหนุมานยังเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมจิตใจและปัญญาให้แน่วแน่มั่นคงอันจะนำพาให้เกิดชัยชนะ๑๒ จึงนิยมสร้างรูปหนุมานเพื่อให้สอดคล้องกับคติดังกล่าว และกลายเป็นรูปหนุมานนำหน้ากองพลกัมพูชาและธงชัยราชกระบี่ยุทธของไทยในเวลาต่อมา

ธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่มีลักษณะเช่นเดียวกับธงชัยราชกระบี่ยุทธใหญ่แต่เปลี่ยนตรงโคนใบทวนยอดธงจากรูปหนุมานเป็นรูปพระพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค ทรงถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ทั้งสอง และเปลี่ยนจากรูปกระบี่ที่กลางด้ามธงเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาคโลหะกะไหล่ทอง พระหัตถ์ทั้งสี่ทรงถือตรีจักรสังข์และพระขรรค์ใช้เชิญทางด้านขวานำกระบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคคู่กับธงชัยราชกระบี่ยุทธทางด้านซ้าย

ธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่มีที่มาจากกัมพูชา ดังปรากฏภาพสลักรูปพระวิษณุครูฑาสนมูรติหรือพระวิษณุครุฑพ่าห์นำหน้าทัพหลวงของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ บนผนังระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัดเพียงทัพเดียว ขณะที่ทัพอื่นเป็นรูปหนุมานหรือรูปเทพร่ายรำดังได้กล่าวมาแล้ว เพื่อให้ทรงประสบกับชัยชนะในการพระราชสงครามเหนืออริราชศัตรูเช่นเดียวกับที่พระวิษณุทรงมีชัยเหนือเหล่าอสูร รูปพระวิษณุทรงครุฑยังสัมพันธ์กับการที่พระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ ทรงเลื่อมใสในลัทธิไวษณพอันนับถือพระวิษณุ หรือที่ไทยนิยมเรียกว่าพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าสูงสุด ดังเช่นปราสาทนครวัดเองก็ทรงสร้างขึ้นถวายแด่พระวิษณุ และสอดคล้องกับการเฉลิมพระนามของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ ภายหลังสวรรคตว่าบรมวิษณุโลก๑๓ กาลต่อมาจึงผสานเข้ากับคตินิยมของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพและอวตารของพระนารายณ์กลายมาเป็นธงชัยพระครุฑพ่าห์คู่กันกับธงชัยราชกระบี่ยุทธ

ธงชัยราชกระบี่ยุทธและธงชัยพระครุฑพ่าห์น้อย

ตามประวัติกล่าวว่า พระกลั่น เจ้าอาวาสวัดพระประโทณเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ขุดพบแผ่นสัมฤทธิ์ฉลุลายจากบริเวณลานวัด เป็นรูปครุฑและกระบี่อย่างละแผ่น ด้านหลังมีห่วงใหญ่ที่ตอนบน ๑ ห่วง และมีห่วงเล็กอยู่ด้านล่าง ๒ ห่วง พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม(ชม) ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครไชยศรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะเสด็จพระราชดำเนินยังพระปฐมเจดีย์ในงานเฉลิมพระราชมณเฑียรพระราชวังสนามจันทร์ และสมโภชพระปฐมเจดีย์ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙ หรือตรงกับพุทธศักราช ๒๔๕๓             

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์เมื่อทอดพระเนตรต่างทรงเห็นพ้องว่าแผ่นสัมฤทธิ์ทั้งสอง ควรนำมาติดตรึงไว้เป็นด้ามธงชัยราชกระบี่ยุทธและธงชัยพระครุฑพ่าห์ แต่เนื่องจากมีธงชัยทั้ง ๒ ธงอยู่แล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสวัสดิวัดนวิศิษฎ์(พระยศในขณะนั้น) จึงทรงเสนอให้สร้างเป็นธงขนาดย่อมสำหรับใช้เชิญนำเสด็จพระราชดำเนินในกระบวนม้า๑๔ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์(พระยศในขณะนั้น) ทรงออกแบบด้ามธงประกอบ และให้พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร(หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้จัดทำตามแบบทูลเกล้าฯ ถวาย 

คันธงชัยทั้ง ๒ ธงทำจากไม้ชัยพฤกษ์เป็นไม้มงคลนาม อันมีนัยหมายถึงชัยชนะทั้งมีน้ำหนักเบาสามารถถือเชิญบนหลังม้าได้มีเชือกผูกไว้ที่ด้ามสำหรับคล้องแขนผู้เชิญยอดธงเป็นทวนคร่ำทองกาบธงผูกแพนหางนกยูงสอดลงในช่องหลังกาบมีแผ่นสัมฤทธิ์กระบี่และครุฑพ่าห์ติดที่โคนกาบเหมือนกันทั้ง ๒ ธง ภายในผืนธงแนบผ้าขาวลงยันต์และอักขระตามแบบธงชัยราชกระบี่ยุทธใหญ่และธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่ ซึ่งพระครูสุทธธรรมสมาจารเจ้าอาวาสวัดประดู่เป็นผู้ประกอบพิธีที่อุโบสถวัดตูมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในวันตั้งน้ำวงด้ายเริ่มการพระราชพิธีฉินท์ พุทธศักราช ๒๔๕๓ ได้เชิญธงชัยน้อยทั้งคู่ตั้งไว้บนราวข้างพระแท่นมณฑลสำหรับจะได้เชิญขึ้นผูกเสาพระแท่นมณฑลเข้าพระราชพิธีพร้อมกับพระฤกษ์จุดเทียนชัยในวันรุ่งขึ้น เมื่อจุดเทียนชัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงรดน้ำพระมหาสังข์และเจิมธงทั้งคู่นั้น แล้วเชิญไปผูกที่เสาคู่หน้าของพระแท่นมณฑลแทนธงชัยราชกระบี่ยุทธ ธงชัยพระครุฑพ่าห์ใหญ่ที่นำไปผูกเสาคู่หลังพระแท่น๑๕ ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญธงชัยน้อยทั้งคู่ไปถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส(พระยศในขณะนั้น) เพื่อให้ทรงจารึกพระคาถาด้านหลังแผ่นสัมฤทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร หลวงญาณปรีชา(ร้อง) เจ้ากรมราชบัณฑิต เจริญรอยพระหัตถ์ที่ทรงจารึกพระคาถาด้วยเหล็กจาร เสร็จแล้วพระมหาราชครูพราหมณ์เจิมธงชัยทั้งคู่ให้เจ้าพนักงานเชิญกลับพระบรมมหาราชวัง๑๖

ปัจจุบันเชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธน้อยและธงชัยพระครุฑพ่าห์น้อยนำรถยนต์พระที่นั่งในการตรวจพลสวนสนามในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นประจำทุกปีมีทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เป็นผู้เชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ทางด้านขวาและธงชัยราชกระบี่ยุทธทางด้านซ้ายบนรถยนต์ ๒ คัน ซึ่งนำขบวนรถยนต์พระที่นั่งรวมทั้งเชิญนำเสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีใหญ่เช่นพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพ เป็นต้น มีนายทหารราชองครักษ์เป็นผู้เชิญ

ธงชัยราชกระบี่ยุทธน้อยผืนธงเป็นแพรแดงสี่เหลี่ยมจัตุรัสปักไหมรูปหนุมานกายสีขาวในท่าเหาะเหินหันหน้าเข้าหายอดธง ผืนธงมีห่วงสำหรับผูกติดกับยอดธงซึ่งเป็นทวนคร่ำทองสวมเข้ากับคันธงโลหะ กาบธงเป็นซองรูปกลีบบัวกรุผ้าสีน้ำตาลขอบทองสำหรับสอดแพนหางนกยูงโคนกาบติดแผ่นสัมฤทธิ์รูปกระบี่ของโบราณและมีกาบสัมฤทธิ์รูปเดียวกันติดไว้ด้านตรงข้ามประกบด้วยกาบสัมฤทธิ์ที่ด้านข้าง มีแผ่นโลหะลายก้านต่อดอกในทรงสามเหลี่ยมและวงแหวนประกอบกระจังกะไหล่ทองรองรับกาบแพนไว้กาบแพนต่อกับด้ามธงไม้ชัยพฤกษ์

สำหรับกาบสัมฤทธิ์รูปกระบี่ของโบราณอยู่ในรูปเรือนแก้วทรงกลีบบัว กรอบซุ้มด้านในเรือนแก้วเป็นลำตัวนาคติดใบระการูปใบไม้ม้วนฉลุโปร่ง ปลายซุ้มเรือนแก้วเป็นรูปนาคเศียรเดียว ภายในเรือนแก้วตอนบนเป็นรูปหนุมานในท่าเหาะหันข้างมีรูปอสูร ๒ ตนรูปร่างล่ำสันแบกไว้ พื้นหลังฉลุโปร่งเป็นหางนาคเกี่ยวกระหวัดกัน

ธงชัยพระครุฑพ่าห์น้อยมีลักษณะใกล้เคียงกับธงชัยราชกระบี่ยุทธ ต่างกันเฉพาะผืนธงสีของกาบธงและกาบรูปสัมฤทธิ์ ผืนธงเป็นแพรเหลืองปักไหมรูปครุฑเอี้ยวข้างกายสีแดงหันเข้าหายอดธง กาบธงกรุผ้าสีดำรูปสัมฤทธิ์ ที่โคนกาบเป็นรูปครุฑทรวดทรงและการประดับตกแต่งใกล้เคียงกับกาบสัมฤทธิ์รูปหนุมาน ต่างกันที่เป็นครุฑอัดปีกสั้นรูปร่างล่ำสันฉวยนาคไว้ในมือเท้าเหยียบบนเอวของอสูร ๒ ตนที่ชูมือขึ้นคว้าหางนาคอันเกี่ยวกระหวัดรัดกันเป็นพื้นหลังฉลุโปร่งของกาบสัมฤทธิ์

สำหรับแพนหางนกยูงที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบประกอบธง น่าจะทรงนำแนวคิดมาจาก“มยุรหัตถ์” เป็นแพนหางนกยูงต่อด้ามยาวใช้เป็นเครื่องสูงของกษัตริย์กัมพูชาโบราณ ดังปรากฏในภาพสลักพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๒ ที่ผนังระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัด

ธงมหาราช

ธงมหาราชเป็นธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ จัดอยู่ในประเภทธงพระอิสริยยศตามพระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒ ลักษณะเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พื้นสีเหลือง กลางธงเป็นรูปพระครุฑพ่าห์สีแดง๑๗

ธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์เริ่มมีเป็นครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงพระราชดำริว่าเมื่อเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนเรือหลายลำ ราษฎรผู้ประสงค์จะถวายความเคารพไม่อาจสังเกตได้ว่าเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งลำใด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำธงสำหรับพระองค์ขึ้น พื้นนอกมีสีแดง พื้นในสีขาบ ตรงกลางเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎประกอบฉัตรเครื่องสูง ๗ ชั้นทั้ง ๒ ข้าง สำหรับเชิญขึ้นบนเสาเรือพระที่นั่งเป็นที่หมายว่าได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งลำนั้นแล้ว และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญขึ้นบนยอดเสาธงในพระบรมมหาราชวังด้วย แต่หากมิได้ประทับในพระนครแล้วก็จะเชิญธงไอยราพตขึ้นแทน๑๘ ธงรูปพระมหามงกุฎนี้เรียกกันเป็นสามัญในขณะนั้นว่า“ธงจอมเกล้า”๑๙

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อได้ทรงตรา“พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม” รัตนโกสินทร ศก ๑๑๐ หรือตรงกับพุทธศักราช ๒๔๓๔ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับธงฉบับแรกของสยามเพื่อเป็นแบบแผนในการใช้ธงต่างๆ ให้ถูกต้องนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ธงสำหรับพระองค์เช่นกัน แต่ได้เปลี่ยนนามธงใหม่ว่า“ธงบรมราชธวัชมหาสยามินทร์” และเปลี่ยนรูปแบบของธงใหม่โดยเพิ่มโล่ตราแผ่นดินหรือตราอาร์มแผ่นดิน มีตราจักรีไขว้ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ ภายในโล่ตราแผ่นดินช่องบนเป็นช้างเอราวัณสามเศียรพื้นเหลือง หมายถึง ดินแดนสยามเหนือ กลาง และใต้ ช่องล่างด้านขวาเป็นรูปช้างเผือกพื้นชมพูเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนลาว และช่องล่างข้างซ้ายเป็นรูปกริชไขว้กันบนพื้นแดง หมายถึง มลายูประเทศ มีแท่นรองโล่และฉัตรเครื่องสูง ๗ ชั้นบนพื้นเหลือง เพื่อให้เป็นเครื่องหมายแห่งธงเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสยามินทร์แต่เพียงพระองค์เดียว ธงนี้หากเชิญขึ้นในที่แห่งใดก็เป็นที่หมายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ณ ที่แห่งนั้น หากประทับในเรือพระที่นั่งหรือเรือรบแล้วต้องเชิญขึ้นบนเสาใหญ่ในเรือนั้นเสมอ๒๐

กาลต่อมาได้ทรงตรา“พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ ศก ๑๑๖” ใหม่ เปลี่ยนนามธงจาก“ธงบรมราชธวัชมหาสยามินทร์” เป็น“ธงมหาราช” โดยยังคงลักษณะของธงรวมทั้งความหมายไว้เช่นเดิม เพียงแต่กำหนดขนาดและสัดส่วนของธงเพิ่มเติมเข้ามา๒๑ มีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่าเมื่อนายทหารเชิญไปในกระบวนใดให้เป็นที่หมายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนนั้น๒๒ ต่อมาถึงแม้ว่าจะได้ทรงตรา“พระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทร ศก ๑๑๘” ขึ้นใหม่อีกครั้ง แบบอย่างธงสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ก็ยังคงใช้ธงมหาราชแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่งสิ้นรัชกาล๒๓

ในรัตนโกสินทรศก ๑๒๙ หรือตรงกับพุทธศักราช ๒๔๕๓ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตราพระราชบัญญัติธงใหม่ เรียกว่า“พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร ศก๑ ๑๒๙” คราวนี้ได้ทรงเปลี่ยนรูปลักษณ์ของธงมหาราชใหม่กำหนดเป็น ๒ ขนาดคือธงมหาราชใหญ่และธงมหาราชน้อย

“ธงมหาราชใหญ่” มีขนาดกว้าง ๑ ส่วน ยาว ๑ ส่วน(รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส) ศูนย์กลางเป็นรูปพระครุฑพ่าห์สีแดง คงลักษณะการใช้ไว้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วน“ธงมหาราชน้อย” มีลักษณะเช่นเดียวกับธงมหาราชใหญ่ แต่กว้างไม่เกิน ๖๐ เซนติเมตร มีชายต่อขาวแปลงเป็นรูปธงยาวเรียว ปลายนั้นกว้างครึ่งหนึ่งของตอนต้น รวมทั้งธงมีขนาดกว้าง ๑ ส่วน ปลายครึ่งส่วน ยาว ๑๔ ส่วน ชายตัดเป็นรูปหางนกแซงแซว ลึกเพียงส่วนที่ ๒ ของด้านยาว มีข้อกำหนดการใช้เช่นเดียวกับธงมหาราชใหญ่ แต่ถ้าเวลาใดทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญธงมหาราชน้อยแทนธงมหาราชใหญ่แล้วให้งดยิงสลุตถวายคำนับ๒๔ ข้อกำหนดดังกล่าวยังคงใช้สืบมาจนกระทั่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฏฐมรามาธิบดินทร เมื่อมีการตรา“พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙”๒๕ จนถึงการตรา“พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๕๒๒” ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช๒๖เป็นกฎหมายเรื่องธงฉบับล่าสุดที่ใช้อยู่ณปัจจุบัน

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ได้เชิญธงมหาราชซึ่งยังมีรูปลักษณ์แบบธงบรมราชธวัชมหาสยามินทร์ประกอบด้ามธงขึ้นผูกกับเสาพระแท่นมณฑลภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ๒๗ และเมื่อมีการเปลี่ยนนามและรูปลักษณ์จากธงบรมราชธวัชมหาสยามินทร์เป็นธงมหาราชแล้ว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเชิญธงมหาราชแบบใหม่ขึ้นผูกกับเสาพระแท่นมณฑลแทน๒๘ ถือเป็นพระราชประเพณีปฏิบัติมาจนกระทั่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช๒๙

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงลักษณะของธงมหาราชเป็นรูปพระครุฑพ่าห์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คงด้วยพระราชประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับคติของเทวปกรณัมของพราหมณ์ ที่กล่าวถึงการทำไมตรีกันระหว่างพระนารายณ์และพญาครุฑ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะในการต่อสู้กัน จนในที่สุดพระนารายณ์ประทานพรให้พญาครุฑเป็นอมตะ และทรงให้สัญญาว่าจะให้นั่งบนที่สูงกว่าพระองค์ ฝ่ายพญาครุฑก็ยอมอาสาเป็นพาหนะให้กับพระนารายณ์ เหตุนี้ พระนารายณ์จึงทรงครุฑและครุฑเองก็ได้อยู่ในธงที่งอนรถพระนารายณ์อันเป็นที่นั่งสูงกว่า๓๐

ทั้งนี้การใช้งานธงมหาราชยังนับว่าสอดรับกับคติดังกล่าวด้วยเช่นเมื่อใช้ชักขึ้นสู่ยอดเสาขณะพระมหากษัตริย์ประทับในพระบรมมหาราชวังหรือในพระราชฐานย่อมเสมือนหนึ่งว่าพญาครุฑอยู่สูงกว่าพระมหากษัตริย์อันทรงเปรียบเสมือนพระนารายณ์อวตารเมื่อเชิญไว้ที่เสาธงด้านหน้าทางขวาของรถยนต์พระที่นั่งหรือบนเสาเรือพระที่นั่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินย่อมประหนึ่งว่ามีครุฑทำหน้าที่เป็นพระราชพาหนะในการเสด็จพระราชดำเนิน

เชิงอรรถ

๑ ฉวีงาม มาเจริญ. ๒๕๒๐.ธงไทย. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร), น. ๑–๒.

๒ Jaroslav Poncar and Thomas S. Maxwell, Of Gods, Kings, and Men : The Reliefs of Angkor Wat. (Chiang Mai : Silkworm), pp. 140-155.

๓รวมเรื่องราชาภิเษกธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยามพระราชานุกิจและอธิบายว่าด้วยยศเจ้า, ๒๕๔๑. (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร), น. ๘.

๔ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ. ๒๕๓๙. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฉบับตัวเขียน, ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ ๑, นฤมล ธีรวัฒน์ ผู้ชำระต้นฉบับ, นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. (กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ), น. ๕๔.

๕ ม.ร.ว. แสงสูรย์ ลดาวัลย์. ๒๕๒๕. กระบวนพยุหยาตรา. (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี) น. ๘.

๖ ฉวีงาม มาเจริญ. ธงไทย. น. ๒๔.

๗ ลัทธิธรรมเนียมต่างๆเล่ม๒ภาค๗๑๓, ๒๕๐๔. (กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา), น. ๑๕๖.

๘ Krishna-Dwaipayana Vyasa. 1965. The Mahabharata of Krishna-Dwaipayana Vyasa. 12 vols. Pratap Chandra Roy trans., second edition. (Calcutta : Oriental Publishing), vol. III : pp. 313-323.

Ibid., vol. V, p. 55.

๑๐ ควรสังเกตว่าคำว่า“กปิธวัช” ใกล้เคียงกับชื่อธงชัยกระบี่ธุชเดิมมากกว่าธงชัยราชกระบี่ยุทธที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระดำริให้เปลี่ยนนามใหม่

๑๑ กฤษณะไทฺวปายนวฺยาส. ๒๕๑๕. ศรีมัทภควัตคีตา. แปลโดย แสง มนวิทูร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. (กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา), น. ๖.

๑๒ N. V. Thadani. 1934. The Mystery of the Mahabharata : The Explanation of the Hero Part. I, vol. 4. (Karachi : Bhrat Publishing House), pp. 302-303.

๑๓ Jaroslav Poncar and Thomas S. Maxwell. Of Gods, Kings, and Men : The Reliefs of Angkor Wat. p. 137, 148.

๑๔ ราม วชิราวุธ(นามแฝง). ๒๕๕๐. ประวัติต้นรัชกาลที่๖. พิมพ์ครั้งที่ ๓. (กรุงเทพฯ: มติชน), น. ๒๒๗–๒๒๘.

๑๕ เรื่องเดียวกัน, น. ๓๐๑.

๑๖ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๕๔, “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์,” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2454/D/29.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

๑๗ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ. ๒๕๔๘. ธงสำคัญของชาติ. (กรุงเทพฯ: สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ), น. ๒๖๓.

๑๘ ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๔๐, “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ ศก ๑๑๖,” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2440/002/29_1.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

๑๙ ฉวีงาม มาเจริญ. ธงไทย. น. ๒๑.

๒๐ ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๔๐, “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ ศก ๑๑๖.”

๒๑ เรื่องเดียวกัน.

๒๒ เรื่องเดียวกัน.

๒๓ ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๔๒, “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร ศก ๑๑๘,” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2442/039/541_1.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

๒๔ ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๕๓, “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙,”http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2453/A/176.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

๒๕ ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๗๙, “พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙,” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2479/A/865.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

๒๖ ราชกิจจานุเบกษา, ๒๕๒๒, “พระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒,” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2522/A/067/1.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

๒๗ จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๔๖๖.(พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร), น. ๙.

๒๘ พระยาประกาศอักษรกิจ. ๒๔๙๒. จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพุทธศักราช๒๔๖๘. (พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม), น. ๙.

๒๙ กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. ๒๔๙๓. ราชกิจจานุเบกษาฉบับจดหมายเหตุพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสยามินทราธิราชพ.. ๒๔๙๓. (พระนคร: กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี), น. ๔๙.

๓๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ๒๕๑๗. เรื่องเทพเจ้าและสิ่งน่ารู้. (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมบรรณาคาร), น. ๘๔.

บรรณานุกรม

กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. ๒๔๙๓. ราชกิจจานุเบกษาฉบับจดหมายเหตุพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสยามินทราธิราชพ.. ๒๔๙๓. พระนคร: กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.

กฤษณะไทฺวปายนวฺยาส. ๒๕๑๕. ศรีมัทภควัตคีตา. แปลโดย แสง มนวิทูร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: แพร่พิทยา.

จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. ๒๔๖๖. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร(ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หอพระสมุดสำหรับพระนครรวบรวมพิมพ์พระราชทานในงารเฉลิมพระชนม์พรรษา ปีกุญ พ.ศ. ๒๔๖๖).

ฉวีงาม มาเจริญ. ๒๕๒๐. ธงไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.

ทิพากรวงศ์ฯ, เจ้าพระยา. ๒๕๓๙. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่๑ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฉบับตัวเขียน, ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ ๑. นฤมล ธีรวัฒน์ ผู้ชำระต้นฉบับ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ).

ประกาศอักษรกิจ(เสงี่ยม รามนันทน์), พระยา. ๒๔๙๒. จดหมายเหตุบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพุทธศักราช๒๔๖๘. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม. (สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นที่ระลึกในการเชิญพระบรมอัสถิเสด็จคืนเข้าสู่พระนคร พ.ศ. ๒๔๙๒).

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ๒๕๑๗. เรื่องเทพเจ้าและสิ่งน่ารู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธรรมบรรณาคาร.

รวมเรื่องราชาภิเษกธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยามพระราชานุกิจและอธิบายว่าด้วยยศเจ้า, ๒๕๔๑. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเสริม กรวิทยาศิลป เป็นกรณีพิเศษ ณ ฌาปนสถานวัดมกุฏกษัตริยาราม วันเสาร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๑).

ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๕๔. “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์.” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2454/D/29.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๔๐. “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร์ ศก ๑๑๖.” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2440/002/29_1.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๔๒. “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร ศก ๑๑๘.” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2442/039/541_1.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๕๓. “พระราชบัญญัติธง รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙.”http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2453/A/176.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

ราชกิจจานุเบกษา. ๒๔๗๙. “พระราชบัญญัติธง พุทธศักราช ๒๔๗๙.” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2479/A/865.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

ราชกิจจานุเบกษา. ๒๕๒๒. “พระราชบัญญัติธง พ.ศ. ๒๕๒๒.” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2522/A/067/1.PDF (สืบค้นเมื่อ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).

ราม วชิราวุธ(นามแฝง). ๒๕๕๐. ประวัติต้นรัชกาลที่๖. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: มติชน.

ลัทธิธรรมเนียมต่างๆเล่ม๒ภาค๗๑๓, ๒๕๐๔, กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.

สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ. ๒๕๔๘. ธงสำคัญของชาติ. กรุงเทพฯ: สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ.

แสงสูรย์ ลดาวัลย์, ม.ร.ว. ๒๕๒๕. กระบวนพยุหยาตรา. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี.

Krishna-Dwaipayana Vyasa. 1965. The Mahabharata of Krishna-Dwaipayana Vyasa. 12 vols. Translation by Pratap Chandra Roy. second edition. Calcutta : Oriental Publishing.

Poncar, Jaroslav and Maxwel, Thomas S., 2006. Of Gods, Kings, and Men : The Reliefs of Angkor Wat. Chiang Mai : Silkworm.

Thadani, N. V. 1934. The Mystery of the Mahabharata : The Explanation of the Hero Part. I, Vol. 4. Karachi : Bhrat Publishing House.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 เมษายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...