โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Body Art เมื่อร่างกายกลายเป็นวัตถุดิบในการทำงานศิลปะ

The Momentum

อัพเดต 20 มี.ค. 2561 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 11.21 น. • ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

In focus

  • บอดี้อาร์ต คือกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่พัฒนาขึ้นจากกระแสเคลื่อนไหวทางเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตในปลายยุค 1950s โดยศิลปินเลือกที่จะใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะ ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างศิลปินและผู้ชม
  • ผลงานที่เป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นงานบอดี้อาร์ต ชิ้นแรกๆ คือผลงานของอีฟว์ คไลน์ ที่ละเลงสีน้ำเงิน International Klein Blue ลงบนร่างเปลือยของหญิงสาว และสั่งให้พวกเธอกด ไถล เถลือกเกลือกกลิ้งร่างกายของตัวเองพวกลงผืนผ้าใบ ซึ่งแน่นอนว่าถูกต่อต้านจากเหล่าเฟมินิสต์
  • ศิลปินบอดี้อาร์ตนำเสนอสารผ่านร่างกายตนหรือผู้อื่น ทั้งประเด็นทางการเมือง เรื่องราวทางเพศ หรือแนวคิดเฟมินิสต์ ทั้งยังขยายพรมแดนและทลายข้อจำกัดของโลกศิลปะไปอย่างมหาศาล
  • นับตั้งแต่ปี 1990 ถึงปัจจุบัน ศิลปินบอดี้อาร์ตหลายคนโอบรับเทคโนโลยีของยุคใหม่เพื่อประกอบในศิลปะของตน เช่นการใช้สื่อออนไลน์ การปลูกถ่ายสิ่งแปลกปลอมลงในอวัยวะ หรือกระทั่งการศัลยกรรม

ที่ผ่านมา เรากล่าวถึงงานศิลปะที่ใช้วัตถุดิบอันธรรมดาสามัญ ไปจนถึงไร้ค่าไร้ราคามาทำเป็นงานศิลปะไปแล้ว ในตอนนี้เราเลยจะขอกล่าวถึงงานศิลปะที่ใช้วัตถุดิบที่เราได้รับมาตั้งแต่เกิด นั่นก็คือร่างกายของเรานั่นเอง โดยศิลปะประเภทนี้มีชื่อเรียกว่า บอดี้อาร์ต (Body Art)

ถ้าหากชีวิตคือรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศิลปะ การใช้ร่างกายตัวเองในฐานะสื่อสร้างสรรค์งานศิลปะก็ดูจะเป็นธรรมชาติอันปกติสามัญของเหล่าศิลปิน แน่นอนว่าหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือศิลปินบอดี้อาร์ต ที่ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดอย่างโดดเด่น และป่าวประกาศสุ้มเสียงของพวกเขาให้ได้ยินอย่างกว้างขวางในพื้นที่ที่เพิ่งจะมีเสรีภาพในการแสดงออกด้านสังคม การเมือง และสภาวะทางเพศ ในช่วงยุค 1960s

ช่วงเวลาที่อิสรภาพทางความคิดเบ่งบาน เหล่าศิลปินรู้สึกถึงอำนาจในการสร้างสรรค์ผลมากกว่าที่เคยมีมา โดยละทิ้งรูปแบบเดิมๆ ของการทำงานศิลปะ และเลือกที่จะใช้ร่างกายของตัวเองต่างผืนผ้าใบ (หรืองานประติมากรรม) เป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะ ซึ่งยังผลให้เกิดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างศิลปินและผู้ชม และสร้างหนทางใหม่ๆ ของการมีประสบการณ์ร่วมกับงานศิลปะอย่างใกล้ชิดจนน่าตื่นตะลึง

ศิลปินบอดี้อาร์ตทลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างศิลปินกับผลงานศิลปะ ด้วยการนำเอาร่างกายของตัวเองออกเผชิญหน้าผู้ชม และใช้มันเป็นสื่อทางศิลปะ เป็นตัวแสดง หรือแม้แต่ผืนผ้าใบในการทำงาน พวกเขาสลายเส้นแบ่งระหว่างสื่อและผู้ส่งสาร, ผู้สร้างและการสร้างสรรค์ กับทั้งมอบความหมายใหม่ ขยายขอบเขตความคิดและมุมมองอันจริงแท้ของผู้สร้างงานออกมา การทำงานของศิลปินเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงการเติมเต็มความปรารถนาในการแสดงออกทางความคิดผ่านร่างกายของตนเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้เลือดเนื้อ องคาพยพทั้งหมดของศิลปินเป็นองค์ประกอบอันสำคัญของงานศิลปะได้ทั้งสิ้น

ในช่วงหลังปี 1960s บรรยากาศแห่งความเปลี่ยนแปลงในสังคมมีส่วนในการลดอคติต่อการเปลือยกายของผู้คน ร่างกายกลายเป็นเครื่องมืออันสมบูรณ์แบบในการแสดงออกในประเด็นต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเมือง เพราะมันไม่มีอะไรที่จะสามารถแสดงให้เห็นถึงความปรารถนา ทัศนคติ และสุ้มเสียงของศิลปินไปมากกว่าการใช้ร่างกายของตัวเอง (หรือผู้อื่น) ในฐานะช่องทางในการสื่อสารและแสดงออกถึงทัศนคติของตนออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเด่นประเด็นร้อนของยุคสมัย การใช้ร่างกาย กลายเป็นหนทางที่ศิลปินเหล่านั้นเชื่อมโยงความเป็นปัจเจกของตนเข้ากับประสบการณ์อันเป็นสากลของมนุษย์ เป็นการแสดงออกของบุคคลคนหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมของมนุษย์ทุกผู้คน

ด้วยการบังคับให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับความรุนแรง ความหวาดกลัว ความช็อก หรือประสบการณ์อันยากจะจินตนาการ ศิลปินบอดี้อาร์ตตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงบทบาทของศิลปิน และบทบาทของผู้ชมที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างการเป็นผู้สังเกตการณ์ผู้ไร้เดียงสา หรือ นักถ้ำมองบ้าตัณหา

ด้วยการยกให้ร่างกายเป็นวิหารหรือภาชนะอันศักดิ์สิทธิ์ ใช้มันในฐานะวัตถุดิบเพื่อทำการทดลอง เป็นเครื่องมือแสดงออกทางศิลปะ หรือแม้แต่ทำลายมัน ร่างกายของศิลปินบอดี้อาร์ตถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานและกลายเป็นองค์ประกอบของกระบวนการสร้างงานศิลปะอย่างตรงไปตรงมา และกระตุ้นให้ผู้ชมมุ่งความสนใจไปยังร่างกายและการดำรงอยู่อันไม่จีรังยั่งยืนของมัน

บอดี้อาร์ต เป็นกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะที่เกาะกลุ่มกันหลวมๆ โดยส่วนใหญ่ถูกจำแนกให้เป็นกลุ่มก้อนโดยนักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์ศิลปะ มันพัฒนาขึ้นจากกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตหรือศิลปะแสดงสด ที่เกิดขึ้นในหมู่ศิลปินหัวก้าวหน้า (Avant-garde) ในช่วงปลายยุค 1950s อาทิ จอห์น เคจ, ศิลปินกลุ่มฟลักซัส (Fluxus) และศิลปินแฮปเพนนิ่งอาร์ต โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาความหมายของศิลปะขึ้นมาใหม่ ด้วยการรวมเอาสถานการณ์แวดล้อมอย่างเวลา พื้นที่ การมีอยู่ของศิลปิน และความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและผู้ชมเข้าไว้ด้วยกันกับงานศิลปะ แนวทางในการแสดงออกทางศิลปะนี้แพร่หลายไปทั่วสหรัฐอมริกา ยุโรป และเอเชีย รวมถึงกระแสเคลื่อนไหวนูโว เรียลิสม์ (Nouveau Réalisme) ในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต ที่มุ่งเน้นในการใช้ร่างกายของศิลปินและอาสาสมัครในการทำงานศิลปะ

ผลงานที่เป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นงาน บอดี้อาร์ต ชิ้นแรกๆ ก็คือผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศส อีฟว์ คไลน์ (Yves Klein) ที่สำรวจแนวคิดของการใช้ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือ สื่อ และหัวข้อในการทำงานศิลปะ ที่มีชื่อว่า Anthropométrie sans titre Anthropometry (การวัดร่างกายมนุษย์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่ปราศจากชื่อ) (1961) ศิลปะแสดงสดในพิพิธภัณฑ์ Cantini ในมาร์กเซย, ฝรั่งเศส

ระหว่างการแสดง คไลน์ ละเลงสีน้ำเงิน International Klein Blue (อันเป็นเครื่องหมายการค้าของเขา) ลงบนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาว และสั่งให้พวกเธอกด ไถล เถลือกเกลือกกลิ้งร่างกายของตัวเองพวกลงผืนผ้าใบ ประหนึ่งจะใช้เรือนร่างกายของพวกเธอระบายสีต่างพู่กัน หรือเป็นแม่พิมพ์ประทับร่องรอยร่างกายของพวกเธอลงไปบนผืนผ้าใบเหล่านั้น

ผลงานชิ้นนี้ของเขาได้แรงบันดาลใจจากภาพถ่ายร่องรอยเงาของคนที่ประทับบนพื้น ซึ่งเกิดจากระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิ รวมถึงอ้างอิงไปถึงผลงานของศิลปินแอ็บสแตรกต์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์อย่าง แจ็คสัน พอลล็อค ที่วาดภาพด้วยการเท หยด และสลัดสีลงบนผืนผ้าใบ หากแต่การใช้ร่างกายของมนุษย์ต่างพู่กันวาดภาพของคไลน์ ท้าทายความคาดหวังของผู้ชมเกี่ยวกับกระบวนการทำงานศิลปะและสร้างแนวทางใหม่ของศิลปะแสดงสดอันน่าทึ่งขึ้นมา ด้วยการใช้เรือนกายเปลือยเปล่าของมนุษย์เป็นสื่อกลางในการสร้างงานศิลปะ

อย่างไรก็ดี การใช้ร่างกายของผู้หญิงเป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะของคไลน์เองก็ไม่เป็นที่สบอารมณ์ และถูกต่อต้านจากเหล่าบรรดาเฟมินิสต์ ซึ่งในภายหลังศิลปินเฟมินิสต์เองก็ใช้ร่างกายของผู้หญิงเป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะของตัวเองโดยตรง มากกว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของศิลปินเพศชายแบบงานของคไลน์

ภาพจาก http://www.creja.nl/ik-wist/yves-klein—blauw/

อีฟว์ คไลน์: Anthropométrie sans titre Anthropometry (1961)

 

ในช่วงต้นยุค 1960s ที่กระแสเคลื่อนไหวแอ็บสแตรกต์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ครอบครองวงการศิลปะในสหรัฐอเมริกา และถึงแม้ศิลปินในกลุ่มอย่างแจ็คสัน พอลล็อค จะมีกระบวนการสร้างผลงานด้วยการแสดงออกทางร่างกาย ซึ่งพ้องกับแนวทางของบอดี้อาร์ตอย่างมาก แต่แนวคิดแบบนามธรรมของกลุ่มก็ไม่เอื้อต่อการแสดงออกหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองของศิลปิน อีกทั้งมันยังเป็นแนวทางศิลปะที่ถือครองโดยเพศชายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ศิลปินหญิงหลายคนเสาะแสวงหาการทำงานศิลปะในแนวทางใหม่ๆ ที่สามารถขับเน้นสภาวะของความเป็นเพศหญิงด้วยวิธีการที่ตรงไปตรงมา ไปจนถึงก้าวร้าวรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา

ด้วยความที่ บอดี้อาร์ต ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุค 1960s ที่มีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด ความรัก เซ็กส์ ไปจนถึงการใช้ยาเสพติด ผู้คนมีอิสรภาพในการคิด พูด แต่งกาย รวมถึงใช้ร่างกายในการแสดงออกถึงจุดยืนทางเพศอย่างเสรี อีกทั้งมันยังเป็นยุคเฟื่องฟูของกระแสเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง การต่อต้านสงครามเวียดนาม ต้านระเบิดปรมาณู ผู้คนต่างใช้ร่างกายเป็นอาวุธในการต่อต้านสงคราม ดังตัวอย่างอันโด่งดังของคู่ศิลปิน จอห์น เลนนอน และโยโกะ โอโนะ ที่ทำกิจกรรมประท้วงเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนอนและร่วมรักกันอย่างยาวนานนับสัปดาห์บนเตียง เพื่อต่อต้านสงครามและเรียกร้องสันติภาพ หรือเหล่าบรรดานักศึกษาและประชาชนที่ใช้โซ่ล่ามตัวเองเข้ากับต้นไม้เพื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอาทิ       

บอดี้อาร์ต ยังมีความเชื่อมโยงอย่างสูงกับกระแสเคลื่อนไหวเฟมินิสต์ ที่เบ่งบานในช่วงเดียวกัน มีศิลปินหญิงจำนวนมากที่เลือกใช้ร่างกายเป็นพาหนะขับเคลื่อนอันทรงพลังในการประท้วง ปฏิวัติ และเป็นกระบอกเสียงของพวกเธอ พวกเธอยังใช้สื่อศิลปะรูปแบบใหม่ในยุคนั้นอย่างศิลปะแสดงสด ภาพถ่าย และ วิดีโออาร์ต เพื่อแสดงการต่อต้านศิลปะแบบประเพณีนิยมอย่างงานจิตรกรรม (ซึ่งถือครองโดยศิลปินเพศชายเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน) และสะท้อนกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินเพศหญิงแสดงบทบาทและสุนทรียะอันโดดเด่นผ่านร่างกายของตัวเอง ไม่ใช่ในฐานะวัตถุทางเพศของผู้ชาย แต่เป็นการแสดงออกซึ่งตัวตนของพวกเธอเอง

อาทิเช่น ผลงาน Sex Obsession Food Obsession Macaroni Infinity Nets & Kusama (1962) ของศิลปินชาวญี่ปุ่น ยาโยย คูซามะ (Yayoi Kusama) ที่ตัวเธอนอนเปลื้องเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่าและวาดลายจุดวงกลมลงบนร่างกาย เธอนอนบนเก้าอี้ยาวที่ปกคลุมด้วยประติมากรรมนุ่มนิ่มรูปทรงเหมือนองคชาตสีขาว และติดภาพของงานจิตรกรรม Infinity Nets ของเธอบนผนัง และภาพเส้นมักกะโรนีที่ดูคล้ายกับอวัยวะเพศชายจำนวนนับไม่ถ้วนบนพื้น

ถึงแม้คูซามะจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศอย่างชัดเจนจะแจ้งบ่อยครั้ง แต่ตัวเธอกลับเป็นคนที่หวาดกลัวเซ็กส์ อันเป็นผลมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ได้รับจากพฤติกรรมทางเพศของพ่อของเธอ ซึ่งการทำวัตถุรูปทรงเหล่านี้ซ้ำๆ เป็นหนทางในการเอาชนะความกลัว การวาดลายจุดวงกลม (polka dots) ลงบนร่างกาย ก็เพื่อเป็นการหลอมรวมตัวเองเข้ากับฉากหลังอันหลอนหลอก ซึ่งเป็นตัวแทนของความหวาดกลัวของเธอ และเป็นการแสดงถึงเนื้อแท้ตัวตนภายในของเธอที่ไม่อาจแยกขาดออกจากงานศิลปะได้นั่นเอง

หรือในผลงานของ Body, Sign, Action (1970) ของศิลปินเฟมินิสต์ชาวออสเตรีย วาลี เอ็กซ์พอร์ต (Valie Export) ที่สักรูปสายรัดถุงน่องที่ดึงรั้งปลายถุงน่องบนต้นขา สายรัดถุงน่องนี้แสดงถึงความเป็นวัตถุทางเพศของชุดชั้นในผู้หญิง หรืออันที่จริงก็คือร่างกายผู้หญิงนั่นแหละ ด้วยการสักตัวเองจริงๆ (ซึ่งรอยสักจะติดตัวเธอไปอย่างถาวร) ด้วยรูปสัญลักษณ์ของวัตถุทางเพศ เธอแสดงการเสียดสีแนวคิดของผู้ชาย ที่มองร่างกายผู้หญิงเป็นเครื่องมือสำหรับความพึงพอใจทางสายตา แต่ในทางกลับกัน การทำการสักในที่สาธารณะ และถ่ายภาพเปลือยของตัวเองกับรอยสักของเธอ ก็เป็นการแสดงออกถึงการปลดแอกผู้หญิงจากค่านิยมทางเพศที่กดทับพวกเธออยู่เช่นเดียวกัน    

ภาพจาก http://www.thethird-eye.co.uk/the-infinity-rooms/

ยาโยย คูซามะ: Sex Obsession Food Obsession Macaroni Infinity Nets & Kusama (1962) ภาพถ่ายโดย Hal Reif Image courtesy: Ota Fine Arts, Tokyo / © Yayoi Kusama       

 

ภาพจาก http://www.valieexport.at/en/werke/werke/?tx_ttnews%5Bpointer%5D=1&tx_ttnews%5Btt_news%5D=1967&tx_ttnews%5BbackPid%5D=81&cHash=512ee8c6ab

วาลี เอ็กซ์พอร์ต: Body, Sign, Action (1970)

 

อย่างไรก็ดี กระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะบอดี้อาร์ตก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ศิลปินหญิงหรือศิลปินเฟมินิสต์แต่เพียงฝ่ายเดียว ศิลปินชายและศิลปินในประเภทอื่นๆ ก็ใช้ร่างกายตัวเองในการทำงานศิลปะด้วยเหมือนกัน

ในการแสดงสดของศิลปินบอดี้อาร์ต ศิลปินมักสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายต่อหน้าคนดู ไม่ว่าจะเป็นการกัด, เฉือน, เผา หรือสร้างร่องรอยแผลเป็นบนผิวหนัง พวกเขานำพาผู้ชมให้เข้าไปสำรวจสุดขอบเขตพรมแดนของร่างกายที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นศิลปินอเมริกัน เดนนิส ออปเปนไฮม์ (Dennis Oppenheim) ที่ทำงานทดลองกับชิ้นส่วนของร่างกายตัวเอง ด้วยการฝังเศษเล็บที่ตัดทิ้งของเขาไว้ในพื้นไม้ โดยแลกกับการเอาเศษไม้จากพื้นฝังไว้ในนิ้วของเขาแทน

หรือผลงานอันอื้อฉาวของศิลปินอเมริกัน คริส เบอร์เดน (Chris Burden) อย่าง Shoot (1971) ที่ขอให้เพื่อนยิงเขาด้วยปืนไรเฟิล .22 ในหอศิลป์ โดยมีผู้ชมยืนชมอยู่ด้วย ความจริงเขาตั้งใจให้กระสุนปืนฝังในแขนของตัวเอง แต่คนยิงยิงพลาด กระสุนเลยทะลุแขนของเขาออกไป เบอร์เดินทำผลงานนี้ขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่าคนที่ถูกยิงจริงๆ ต่อหน้าต่อตามันเป็นยังไง (อะไรมันจะขนาดนั้น!)

หรือผลงานของศิลปินชาวอเมริกัน วีโต แอ็กคอนซี (Vito Acconci) อย่าง Openings (1970) ซึ่งเป็นวิดีโอบันทึกภาพที่เขากำลังทำงานศิลปะแสดงสดด้วยการดึงทึ้งขนบนตัวออกมาจนเหี้ยน และ Trademarks (1970) ศิลปะแสดงสดที่เขานั่งกัดร่างกายตัวเองทั่วทั้งตัว เท่าที่ปากเขาจะเอื้อมไปถึง จนเป็นรอยฟัน แล้วปั้มรอยกัดด้วยหมึกออกมาเป็นภาพพิมพ์บนกระดาษเพื่อบันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้

คริส เบอร์เดน: Shoot (1971) © Chris Burden. Courtesy of the artist and Gagosian Gallery.

ภาพจาก http://photography-now.com/artist/vito-acconci

วีโต แอ็กคอนซี:Trademarks (1970)

และยังมีผลงานของศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์ชาวเซอร์เบียน มารินา อบราโมวิช (Marina Abramović) อย่าง Thomas Lips (1975) ที่เธอกรีดหน้าท้องตัวเองเป็นสัญลักษณ์รูปดาว และนอนลงบนไม้กางเขนที่ทำจากน้ำแข็งจนเกือบจะหมดสติ

โดยอีกหนึ่งผลงานที่โด่งดังและอื้อฉาวที่สุดของเธอย่าง Rhythm 0 (1974) ก็ได้ทำการทดลองอันท้าทายกับพฤติกรรมด้านลบของมนุษย์ ด้วยการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ จำนวน 72 ชิ้น อาทิ ดอกกุหลาบ, ขนนก, กรรไกร, มีดผ่าตัด, ปากกา, แส้ และปืนที่บรรจุกระสุนหนึ่งนัด และเชื้อเชิญผู้ชมให้ทำอะไรกับเธอก็ได้ตามแต่ใจ โดยที่เธอไม่ต่อต้านหรือป้องกันตัว ภายในเวลา 6 ชั่วโมง และเธอจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งในตอนแรกผู้ชมเหล่านั้นก็เริ่มต้นด้วยการแค่มอบดอกไม้ให้เธอ จูบเธอเบาๆ และเอาขนนกแหย่เธอเล่น ต่อมาก็เริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บางคนเอาปากกาเขียนบนตัวเธอ บางคนตัดเสื้อผ้าเธอออกด้วยกรรไกร บางคนกรีดร่างเธอด้วยมีดแล้วดูดเลียเลือดของเธอ บางคนลวนลามเธอ หนักที่สุดคือเอาปืนจ่อหัวเธอ แต่ก็มีผู้ชมออกมาปกป้องเธอด้วยเช่นเดียวกัน

ผลงานชิ้นนี้เป็นตัวอย่างของการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทางร่างกาย ซึ่งเธอเชื่อว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราอยู่กับปัจจุบันและตระหนักถึงการมีอยู่ของตนเอง นอกจากนั้นมันยังสะท้อนความสนใจในการทำงานศิลปะที่เปลี่ยนแปลงทั้งผู้แสดงงานและผู้ชม อบาโมวิชต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในผลงานศิลปะมากกว่าจะเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่เฉยๆ

ภาพจาก http://letteraturaartistica.blogspot.com/2017/01/marina-abramovic.html

มารินา อบราโมวิช: Thomas Lips (1975)

ภาพจาก https://www.troab.com/abramovic-experienced-people-violent-side-social-experiment/

มารินา อบราโมวิช: Rhythm 0 (1974)

ศิลปินบอดี้อาร์ตหลายคนยังได้ใช้ร่างกายตัวเองเป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางเพศอย่างชัดเจนไปจนถึงโจ่งแจ้ง

ดังที่ปรากฏในผลงานของศิลปินหญิงชาวอเมริกัน แคโรลี ชนีแมนน์ (Carolee Schneemann) ที่ทำงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ด้วยการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือท้าทายอำนาจนิยมและแนวคิดชายเป็นใหญ่ของศิลปะแอ็บสแตรกต์เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ ในผลงานชื่อ Interior Scroll (1975) ที่แสดงในนิทรรศการศิลปะ Women Here and Now ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันสตรีสากลของสหประชาชาติ ในอีสต์แฮมพ์ตัน นิวยอร์ก เธอเข้ามาในห้องแสดงงานที่เต็มไปด้วยผู้ชม (ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง) สวมเสื้อผ้าเต็มยศ ก่อนที่จะค่อยๆ เปลื้องออกจนหมด ทาตัวด้วยสีดำและสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวบิดกายเกลือกกลิ้งบนโต๊ะ โพสท่าเลียนแบบนางแบบวาดภาพนู้ด พร้อมกับอ่านถ้อยคำจากหนังสือให้ผู้ชมฟัง ในจุดพีคสุดของการแสดง เธอปลดผ้ากันเปื้อนออก ยืนเปลือยกายล่อนจ้อนบนโต๊ะ กางขา แล้วค่อยๆ ดึงม้วนกระดาษยาวเหยียดออกจากอวัยวะเพศแล้วอ่านเนื้อหาในนั้นดังๆ ให้คนดูฟัง!

ชนีแมนน์อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังผลงานชิ้นนี้ว่า เธอต้องการเปิดเผยตัวตนของอวัยวะเพศหญิงที่ถูกปิดบัง ซ่อนเร้น ลดทอน และทำให้ไม่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ ทั้งๆ ที่มันไม่เพียงเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิต ความสุขความพึงพอใจ และเป็นแหล่งกำเนิดของประจำเดือนและความเป็นแม่แล้ว มันยังเป็นแหล่งกำเนิดของความรู้อีกด้วย เธอต้องการแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ไร้ชีวิตและตัวตน ชนีแมนน์ได้แรงบันดาลใจในการทำศิลปะแสดงสดนี้จากความฝันของเธอที่มีถ้อยคำบางอย่างผุดออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นถ้อยคำสั้นๆ เรียบง่ายที่เขียนว่า ‘ความรู้’ นั่นเอง

ภาพจาก https://fineartmultiple.com/blog/carolee-schneemann-interior-scroll-masterpiece/

แคโรลี ชนีแมนน์: Interior Scroll (1975)

หรือผลงานอีกชิ้นของ วาลี เอ็กซ์พอร์ต อย่าง Touch and Tap Cinema (1968-1971)  ที่เธอสวมกล่องโฟมปิดท่อนบนยืนบนถนนในเวียนนา และเชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมาล้วงเข้าไปสัมผัสหน้าอกหน้าใจของเธอในกล่อง เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาตั้งคำถามกับฏิกิริยาของพวกตนกับร่างกายของผู้หญิงในจอโทรทัศน์และร่างกายของคนจริงๆ

หรือผลงานที่โด่งดังที่สุดของ วีโต แอ็กคอนซี อย่าง Seedbed (1972) ศิลปะแสดงสดและศิลปะจัดวางสุดอื้อฉาว ที่เขาสร้างทางลาดเอียงขึ้นในหอศิลป์ Sonnabend ในนิวยอร์ก และซ่อนตัวอยู่ข้างใต้ทางเป็นเวลาแปดชั่วโมงต่อวัน เพื่อเงี่ยหูฟังเสียงเดินของผู้ชมที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่ข้างบน และทำการสำเร็จความใคร่และส่งเสียงให้พวกเขาฟังผ่านลำโพงที่ติดตั้งอยู่มุมห้อง แอ็กคอนซีได้แรงบันดาลใจในการทำผลงานชุดนี้จากความพยายามในการดึงให้คนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างศิลปินและผู้ชมขึ้นมา

และในผลงาน Imponderabilia (1977) ของมารินา อบราโมวิช กับคู่รักศิลปินชาวสโลวีเนีย อูไลย์ (Ulay) ยืนเปลือยหันหน้าเข้าหากันตรงประตูทางเข้าแคบๆ ของหอศิลป์ โดยผู้ชมต้องเดินแทรกระหว่างร่างเปลือยทั้งสองเพื่อเข้าไปข้างใน พวกเขาต้องเลือกว่าจะหันหน้าไปหาใคร หรือสัมผัสกับร่างเปลือยของใครเวลาแทรกตัวผ่านเข้าไป และท้ายที่สุดแล้วประสบการณ์ที่ว่านี้จะทำให้พวกเขารู้สึกอย่างไรบ้าง

ศิลปินเหล่านี้ไม่เพียงนำเสนอประเด็นทางการเมือง เรื่องราวทางเพศ หรือแนวคิดเฟมินิสต์ หากแต่พวกเขาและเธอยังขยายพรมแดนและทลายข้อจำกัดของโลกศิลปะไปอย่างมหาศาล

ภาพจาก https://www.nytimes.com/2016/06/05/arts/design/vito-acconci-an-artist-as-influential-as-he-is-eccentric.html?_r=0

วีโต แอ็กคอนซี: Seedbed (1972)

ภาพจาก https://www.artbasel.com/catalog/artwork/56067/Marina-Abramovic-Ulay-Imponderabilia

มารินา อบราโมวิช: Imponderabilia (1977)

นับตั้งแต่ปี 1990 ถึงปัจจุบัน ศิลปินบอดี้อาร์ตหลายคนโอบรับเทคโนโลยีอันก้าวล้ำนำสมัยอย่างสื่อออนไลน์ ดิจิทัล และอินเตอร์เน็ต ศิลปินหลายคนใช้ภาพยนตร์และภาพถ่ายบันทึกภาพของตัวเองเป็นงานศิลปะและโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย อย่างยูทูบและอินสตาแกรม บางคนไปไกลกว่านั้น อาทิศิลปินร่วมสมัยชาวสเปน มูน ริบาส์ (Moon Ribas) ที่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินไซบอร์ก เธอปลูกถ่ายเซ็นเซอร์จับแรงสั่นสะเทือนออนไลน์บนข้อศอก ที่ช่วยให้เธอสามารถตรวจจับแผ่นดินไหวผ่านการสั่นสะเทือนได้ และใช้แรงสั่นสะเทือนเหล่านั้นเป็นข้อมูลสำหรับการเต้นในงานศิลปะแสดงสดของเธอ

หรือศิลปินฝรั่งเศสในช่วงปี 1990s อย่าง ออร์ลอง (Orlan) ที่ทำงานศิลปะด้วยการผ่าตัดทำศัลยกรรมพลาสติกเพื่อเปลี่ยนแปลงองคาพยพบนใบหน้าให้กลายเป็นตัวละครอันหลากหลาย เพื่อแสดงการเสียดเย้ยค่านิยมและมาตรฐานของความงามที่กดทับเพศหญิงอยู่

ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Orlan

ออร์ลอง (1947 – ปัจจุบัน)

และหากจะพูดถึงความดุเดือด ศิลปินบอดี้อาร์ตรุ่นใหม่ไม่ได้น้อยหน้าศิลปินรุ่นก่อนหน้าเลย อาทิเช่น ในปี 2013 ศิลปินชาวรัสเซีย พีเทอร์ ปาฟเลนสกี้ (Petr Pavlensky) เย็บปากของตัวเอง เปลือยกายพันตัวเองด้วยลวดหนาม หรือนั่งเปลือยหน้าสุสานเลนิน ในจัตุรัสแดง แล้วใช้ค้อนตอกตะปูตรึงถุงอัณฑะของตัวเองติดกับพื้นหิน เพื่อแสดงการประท้วงระบอบการเมืองของรัสเซีย

หรือศิลปินชาวสวิสอย่าง มิโล มัวเร่ (Milo Moire) ที่ใช้ร่างเปลือยของตนเองเป็นสื่อในการแสดงงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ผลงานที่โด่งดังที่สุดของเธอคือ The PlopEgg  – A Birth of a Picture (2014) ที่เธอยืนเปลือยกายล่อนจ้อนบนยกพื้นสูงที่ทำจากบันไดเหล็กสองอัน กางขาเบ่งไข่ที่ยัดเอาไว้ในช่องคลอดของเธอให้ร่วงหล่นลงมาแตกบนผืนผ้าใบด้านล่างฟองแล้วฟองเล่า จนหมึกและสีอครีลิกหลากสีที่บรรจุอยู่ภายในไข่กระจายไหลเลอะพื้นสีขาวเป็นวงกว้าง ท้ายที่สุดเธอพับครึ่งผืนผ้าใบ รีดจนเรียบและคลี่กางออกมาเป็นภาพวาดนามธรรมแบบสะท้อนสมมาตรคล้ายกับภาพวาดพับครึ่งของเด็ก ในขณะเดียวกันก็ดูคล้ายกับแบบทดสอบเชิงจิตวิทยาด้วยรอยหมึก (Rorschach Test)

เธอพัฒนาแนวคิดในการสร้างผลงานชิ้นนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยการใช้สัญลักษณ์อันเป็นสากลอย่างมดลูกในวัยเจริญพันธุ์และไข่ ซึ่งเป็นรากเหง้าในการถือกำเนิดของชีวิต ผนวกกับประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสตรีเพศในการขึ้นขาหยั่งตรวจภายใน สีสันของประจำเดือนในการตกไข่ทุกเดือน และห้วงเวลาอันว่างเปล่าในจิตก่อนที่จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจให้เธอสร้างผลงานที่แสดงถึงพลังอำนาจของสตรีเพศชิ้นนี้ขึ้นมา

ภาพจาก http://deardirtyamerica.com/2014/04/nude-progressive-one-artist-drops-paint-eggs-from-her-birth-canal/

มิโล มัวเร่: The PlopEgg – A Birth of a Picture (2014)

และความบ้าคลั่งของสื่อที่แวดล้อมผลงานศิลปะเหล่านี้เอง กระตุ้นให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบและจริยธรรมส่วนบุคคลของศิลปิน รวมถึงคำถามถึงการล่วงละเมิดขอบเขตอันต้องห้ามที่ศิลปินจะกระทำกับร่างกายตัวเอง แม้จะอยู่ในโลกของศิลปะอันเปี่ยมด้วยอิสรเสรีภาพก็ตามที

 

ข้อมูลจาก

http://www.theartstory.org/movement-body-art.htm

https://en.wikipedia.org/wiki/Rhythm_0

https://en.wikipedia.org/wiki/Petr_Pavlensky

https://www.nytimes.com/2017/04/28/arts/design/vito-acconci-dead-performance-artist.html

http://yayoi-kusama.jp/

https://hyperallergic.com/232342/forty-years-of-carolee-schneemanns-interior-scroll/

หนังสือ ART IS ART, ART IS NOT ART อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ สำนักพิมพ์: Salmon Books

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...