โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

คีย์ซักเซส ‘องค์กรยุคใหม่’ ปรับตัวด้วย Digital Transformation

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ม.ค. 2564 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2564 เวลา 01.44 น.

คอลัมน์ มองข้ามชอต ภัทรวดี รัตนะศิวะกูล (EIC) ธ.ไทยพาณิชย์

digital transformation หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้กับธุรกิจ เป็นสิ่งที่องค์กรไทยควรตระหนักและลงมือทำ เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจาก digital disruption หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมีผลกระทบรุนแรงขึ้นในอนาคต

โดย digital transformation จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับองค์กร โดย digital transformation ก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ ได้แก่ การสร้างประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภค, การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร, การเพิ่มรายได้, การลดต้นทุน, การใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเกิดการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ

ซึ่งตัวอย่างของบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการทำ digital transformation ในต่างประเทศคือ บริษัท AW North Carolina โดยเป็นโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ของบริษัทโตโยต้า ได้นำระบบคลาวด์มาใช้ในการเก็บข้อมูลประมวลผล และการติดต่อสื่อสาร ทำให้สามารถคาดการณ์ความเสียหายของเครื่องจักรได้ล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดความเสียหายจริง

ส่งผลให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปีแรกที่ใช้ระบบนี้ อีกทั้งยังทำให้บุคลากรสามารถเข้าถึงข้อมูลของโรงงานได้ ตลอดจนสามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านระบบออนไลน์ เกิดเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างของธุรกิจอาหารสำหรับทารกของ Nestle ในจีน ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลักผ่านระบบการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (customer relationship management : CRM) ทำให้สามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ส่งผลให้ภายในระยะเวลา 1 ปี บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นถึง 20%

การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นตัวกระตุ้นให้กระแสการทำ digital transformation เกิดเร็วขึ้น โดยจากผลสำรวจของ KPMG ในปี 2020 พบว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง และทำให้รายได้ของบริษัทลดลง อีกทั้งยังทำให้ห่วงโซ่อุปทานเกิดภาวะชะงักงัน (supply chain disruption) อีกด้วย

โดยองค์กรได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ชะลอลง ด้วยการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทกับผู้บริโภคผ่านดิจิทัล เพื่อให้เกิดการตอบสนองความต้องการอย่างทันท่วงที สำหรับในแง่ของกลยุทธ์ด้านห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) องค์กรให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดการ supply chain

นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ภาครัฐมีการใช้มาตรการระยะห่างทางสังคม ทำให้หลาย ๆ องค์กรต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานทางไกล ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารทางไกล รวมถึงเทคโนโลยีคลาวด์เพิ่มขึ้น

ในระยะข้างหน้า การใช้เทคโนโลยีจะมีแนวโน้มถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานขององค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านการดำเนินงานที่แตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม โดย PwC ในปี 2020 ได้ประเมินว่า เทคโนโลยีที่จะมีความสำคัญอย่างมากในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า มี 8 อย่าง ได้แก่ AI, AR, บล็อกเชน, โดรน, IOT, โรบอติกส์, VR และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ

ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเอื้อให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หากองค์กรต้องการลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสของความสำเร็จจากการลงทุนผลิตสินค้าใหม่ เทคโนโลยีการสร้างสถานการณ์จำลองทางดิจิทัลสามารถทำให้ทดลองสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรได้ข้อมูลเชิงลึกมาประกอบการตัดสินใจก่อนการปฏิบัติจริง

หรือหากองค์กรต้องการให้เครื่องจักรทำงานได้อัตโนมัติ ตั้งแต่การประมวลผลข้อมูลไปจนถึงการสั่งการอัจฉริยะ สามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยีการสร้างเครื่องจักรอัตโนมัติ นอกจากนี้ ในกรณีที่องค์กรต้องการทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าได้รับสินค้าของแท้ และไม่เสียหายขณะขนส่ง ยังสามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยีการตรวจสอบความถูกต้องแบบอัจฉริยะ เป็นต้น

จากตัวอย่างการใช้งานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าการนำดิจิทัลมาผสมผสานกับการดำเนินธุรกิจมีศักยภาพที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล ดังนั้น ยิ่งเริ่มนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำธุรกิจเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้สามารถดึงประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้ได้เร็วเท่านั้น

สำหรับในไทยจากผลสำรวจของ Deloitte เมื่อปี 2019 พบว่า เพียง 29% ของผู้ประกอบการไทยเห็นว่า digital disruption จะมีผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมของตนเอง (major to transformative impact) ในขณะที่ 27% ของผู้ประกอบการไทยเห็นว่า digital disruption จะมีผลกระทบน้อยมากต่ออุตสาหกรรมของตนเอง (minor impact) เทียบกับ 88% ของผู้ประกอบการทั่วโลกที่เชื่อว่า digital disruption จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของตนเองอย่างมาก และมีเพียง 3% เท่านั้นที่เห็นว่า digital disruption จะเข้ามามีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของตนเองน้อยมาก

ชี้ให้เห็นว่าการเผชิญสถานการณ์ digital disruption และเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยยังล่าช้ากว่าต่างประเทศ โดยสิ่งที่เป็นความท้าทายสำคัญขององค์กรไทย 5 อันดับแรก คือ การขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนั้น ๆ การขาดวัฒนธรรมด้านดิจิทัลขององค์กร การทำงานแบบไซโลที่ขาดการประสานงานกัน การขาดวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี รวมไปถึงการขาดแคลนงบประมาณ ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวกับบุคลากรนั้นถือเป็นความท้าทายหลักในการทำ digital transformation ให้สำเร็จ

ในบรรดาองค์กรต่าง ๆ ของไทยที่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แล้วนั้น มีทั้งรูปแบบเทคโนโลยีพื้นฐาน และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานในไทยอย่าง เว็บเทคโนโลยี, แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และคลาวด์ ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในระดับหนึ่งแล้ว

แต่สำหรับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูล, โรบอติกส์, อินเทอร์เน็ตออฟทิงส์ (IOT), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), บล็อกเชน, เทคโนโลยี AR (augmented reality) และเทคโนโลยี VR (virtual reality) ยังไม่มีการใช้มากนัก เนื่องจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ และปัจจัยด้านการเงิน รวมถึงหลายองค์กรยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้

อย่างไรก็ดี ความต้องการเทคโนโลยีของแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกันออกไป เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตมีความต้องการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อควบคุมการผลิต และคาดการณ์การบำรุงรักษาเครื่องจักรล่วงหน้า สำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกมีความต้องการเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค เพื่อเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การทำ digital transformation ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น อาจไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุด หรือมีราคาสูงที่สุด แต่เป็นการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจที่ทำอยู่อย่างลึกซึ้ง และมีความเข้าใจถึงเทคโนโลยีที่จะใช้ เนื่องจากการปรับตัวตามองค์กรอื่นโดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจก็อาจจะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ทั้งด้านงบประมาณและเวลาก็เป็นได้

อีกทั้งการขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญยังเป็นสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญ ทำให้เกิดความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัลที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กร เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี

และที่สำคัญ การทำ digital transformation ยังเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน และต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกันของคนทั้งองค์กร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...