โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์เบื้องต้นจากกรณี BNK48

The MATTER

อัพเดต 18 ม.ค. 2561 เวลา 13.22 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 11.59 น. • Rave

เหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่ก็ใกล้กว่าที่คาด และกลายเป็นเรื่องที่ถูกยกมาเป็นประเด็นเมาท์มอยอยู่บ่อยๆ กับเรื่อง 'ลิขสิทธิ์' ที่ถูกยกขึ้นมาพูดกันในสังคมออนไลน์อีกครั้งในช่วงนี้ หลังจากมีดราม่าชิ้นใหม่ที่หลายคนโฟกัสกันมาก เพราะไปเกี่ยวข้องกับเพลงยอดฮิตอย่าง 'คุกกี้เสี่ยงทาย' ที่ใครฟังแล้วก็ติดหู

แต่คราวนี้ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ไม่ได้จากเรื่องเพลงเหมือนครั้งที่เราเคยถกกันมาก่อนแล้ว (อ่านบทความดังกล่าวได้ที่นี่) แต่เป็นดราม่าจากการที่ ผู้ชำนาญการด้านความงามบนโลกอินเทอร์เน็ตท่านหนึ่ง ได้แปลงโฉมตัวเองให้เหมือนกับสมาชิกของวง BNK48 ตามสไตล์เพจแปลงโฉมมาดคนดัง ก่อนที่จะมีแฟนคลับของวงมาทักท้วงว่า ทางผู้จัดการวง BNK48 เคยออกปากปรามเรื่องคอสเพลย์ และทางเพจน่าจะสอบถามทางต้นสังกัดวงก่อนจะจัดเต็มทั้งหน้าทั้งชุดแบบนั้น

วง BNK48 ยูนิฟอร์มของเพลง Koisuru Fortune Cookies ที่กลายเป็นดราม่าในโลกอินเตอร์เน็ตในช่วงเวลาไม่นานมานี้ / ภาพจาก - www.khaosod.co.th

มาถึงขนาดนี้่ได้ในฐานะผู้ตามเผือกที่ดีอย่างเราก็คิดได้ว่า เราควรจะพูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์กันอีกสักครั้งแล้วล่ะครับ

ปวดกบาลเสมอเมื่อเสวนาเรื่อง 'ลิขสิทธิ์'

อย่าแปลกใจครับ ตัวผู้เขียนเองที่เสวนาและเคยทำงานวนเวียนอยู่กับบริษัทสายงานลิขสิทธิ์ก็ปวดเฮดทุกรอบเวลาต้องเสวนาเรื่องนี้  และเมื่อเราแวะไปยังเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็พบว่าในส่วนกฎหมายลิขสิทธิ์มีการแยกรายละเอียดของกฏหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ไว้หลายหน้า แบ่งแยกย่อยตามหมวดหมู่ดังนี้ครับ

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พระราชบัญญัติสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พระราชบัญญัติแบบผังภูมิของวงจรรวม พระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดี พอเห็นแล้วก็ปวดเวียนเศียรเกล้าอีกรอบ ถ้าจะสโคปให้เห็นภาพง่ายขึ้นหน่อยก็คือ กฎหมายเหล่านี้เป็นกฏหมายที่ออกมาคุ้มครองสิทธิ์จากการสร้างผลงาน ถ้าอิงตามพระราชบัญญัติ วรรณกรรม (สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์), นาฏกรรม (งานเต้นทั้งหลาย), ศิลปกรรม (งานศิลป์ทั้งหลาย), ดนตรีกรรม (เพลงทั้งหลายแหล่), โสตทัศนวัสดุ (รายการทีวี หรือ คลิปวิดีโอทั้งมวล), ภาพยนตร์, สิ่งบันทึกเสียง, งานแพร่เสียงแพร่ภาพ รวมถึงงานแสดงของนักแสดงต่างๆ ก็ถูกกฎหมายตัวนี้คุ้มครองสิทธิ์เอาไว้ด้วยครับ

ด้วยความที่มันเยอะขนาดนี้เนี่ย ทำให้ที่ผู้ศึกษากฎหมายอยู่เป็นประจำ รวมไปถึงทนายหลายท่านก็บ่นเหมือนกันว่า กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายที่วุ่นวายและยุ่งยากเสียเหลือเกิน เพราะมันมีส่วนแยกย่อยอยู่มาก (อย่างน้อยก็ตามหมวดย่อยที่ที่เราพูดถึงเมื่อกี้) แถมความเร็วของเทคโนโลยีก็ทำให้คำนิยามในตัวกฎหมายบางอย่างต้องตีความกันใหม่อีก

แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องหลีกเลี่ยงแล้วทำหน้าเบลอใส่เรื่องเหล่านี้ ในทางตรงกันข้ามครับ เราควรจะทำความเข้าใจมันบ้างอาจจะเป็นการดีกว่าเสียอีก เพราะวันใดวันหนึ่งคุณอาจจะมีโอกาสได้ไปใช้งานอย่างกะทันหันได้

"ลิขสิทธิ์คุ้มหัวทุกอย่าง" ?

ภาพจาก - https://twitter.com/dip_thailand

ตัวการคุ้มครองลิขสิทธิ์เองก็ไม่ได้อยู่ยงคงกระพันเป็นอมตะไปตลอดกาล อย่างในบ้านเราก็มีการระบุไว้ว่า ลิขสิทธิ์จะหมดอายุหลังจากผู้สร้างผลงานเสียชีวิตไปแล้ว 50 ปี หรือถ้ากรณีที่เป็นงานนิติบุคคลก็จะนับ 50 ปีตามวันสร้างหรือวันที่โฆษณา (ตามรายละเอียดพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนที่ 4 อายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มาตรา 19 - 26)   เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าว ผลงานเหล่านั้นก็จะตกเป็น สาธารณสมบัติ (Public Domain) และก็เคยมีกรณีที่เจ้าของสิทธิ์ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำการยื่นความประสงค์ให้ผลงานของตนเป็นของสาธาณชนก่อนหมดเวลาที่กำหนดในกฏหมายมาแล้ว

แถมยังมีข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์อีกหลายประการอย่าง การศึกษาโดยไม่เอาผลกำไร, ใช้เองเงียบๆ คนเดียวไม่แชร์ต่อ, การใช้เพื่อวิจารณ์, การก๊อปปี้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี หรือการศึกษาที่ไม่ทำผลกำไร, การออกข้อสอบ, การดัดแปลงผลงานเพื่อให้คนพิการเข้าถึงได้ หรือเสนอข่าวเพื่อให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงาน ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ (ตามรายละเอียดพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ส่วนที่ 6 ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ มาตรา 32 และ มาตรา 35) แล้วก็มีครอบคลุมว่าถ้าบังเอิญถ่ายรูปติด, วาดรูปเหมือนแล้วติดเป็นฉากหลัง, เป็นสถาปัตยกรรมหรือศิลปกรรมที่ตั้งเปิดเผยประจำอยู่ในที่สาธารณะ ก็ไม่ผิดลิขสิทธิ์นะ (มาตรา 36 – 40)

ย้อนกลับไปอ่านที่ มาตรา 7 ของ พรบ. ก็มีระบุไว้ครับว่า ข่าวประจำวัน หรือข้อเท็จจริงต่างๆ, รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย, ระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานรัฐ, คำพิพากษาศาล, คำสั่งราชการ ที่เป็นภาษาไทยหรือแปลจากภาษาอื่น เรื่องเหล่านี้ไม่นับเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ครับ

ตัวกฎหมายลิขสิทธิ์ของเราก็ถูกเขียนขึ้นตามมาตรฐานนานาชาติ เพราะไทยเราประเทศภาคีสมาชิกที่ร่วมเซ็นอนุสัญญากรุงเบิร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม ที่ประเทศสมาชิกจะต้องให้ความคุ้มครองผลงานลิขสิทธิ์แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศสมาชิกอื่น เช่นเดียวกับผลงานลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ในบ้านเราจะคุ้มครองงานลิขสิทธิ์เฉพาะผลงานที่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 32) เพราะฉะนั้นสื่อบางอย่างที่ผิดกฎหมายอื่นในไทยตั้งแต่เริ่มอย่าง หนังโป๊ ในไทยจะไม่คุ้มครองลิขสิทธิ์ให้

ก็นั่นล่ะครับ กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มหัวทุกสิ่ง และไม่ได้ยืนยงตราบชั่วฟ้าดินสลาย เราก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติตราบเท่าที่เราไม่นำเอาผลงานลิขสิทธิ์ของคนอื่นไปใช้เพื่อประโยชน์ที่ได้กำไรชัดเจน  หรือจะบอกว่าเป็นกฎที่สร้าง 'พื้นที่' และ 'โอกาส' ให้เจ้าของผลงานได้มีอะไรคุ้มครองผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมาบ้าง

ใครควรจะตัดสินเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์

ภาพจาก - http://www.coj.go.th

เราลองสมมติกันเล่นๆ ครับว่าเรื่องราวมันจะยืดยาวแค่ไหน อย่างกรณีของดราม่าชุด BNK48 นั้น คงต้องเริ่มกันตั้งแต่การยื่นว่าจะฟ้องในแง่ไหน เพราะอย่างแรกเลย การใส่เสื้อผ้าที่มีทรงและสีใกล้เคียงกันเฉยๆ ย่อมไม่ใช่ความผิดครับ (ไม่งั้นเราคงเห็นการฟ้องร้องกันในงานบุญที่ทุกคนนุ่งขาวห่มขาวกันรัวๆ แล้ว)  ถ้ามองความเป็นไปได้ก็คงต้องไปดูกันต่อในแง่การละเมิดเครื่องหมายการค้า หรือสิทธิบัตรการออกแบบ ซึ่งก็ต้องลงไปดูกันอีกครับว่าทางต้นสังกัดของ BNK48 ในบ้านเรามีการจดทะเบียนสิ่งเหล่านี้ไหม ถ้ามีการจดไว้แล้วก็ถือว่าจะดำเนินเรื่องต่อได้  ซึ่งถ้าเอาให้ครบถ้วนก็ต้องมีการส่งหนังสือเตือนไปยังผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ก่อน แต่ถ้ายังไม่ได้มีความคืบหน้าก็ถึงจะดำเนินเรื่องเข้าขั้นต่อไปอีก

ด้วยความยาวจนดูไม่คุ้มเวลาของทุกๆ ฝ่ายก็ทำให้การเจรจาเกิดขึ้นได้เสมอๆ ระหว่างดำเนินคดีครับ แต่คนที่จะบอกว่าควรไกล่เกลี่ยแบบไหน แฟนคลับคงไม่สามารถรับหน้าที่เป็นกาวใจระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ และต้องยกหน้าที่ตัดสินต่างๆ ให้กับศาลไป

คนคอสเพลย์ตัวจริงเขาว่าไงกับเรื่องนี้?

ด้วยความที่ว่าตัว  ผู้ชำนาญการทางด้านความงาม, กลุ่มแฟนคลับ BNK48 หรือแม้แต่คนที่มาตามดราม่าทีหลังก็ใช้คำว่า 'คอสเพลย์' ในการกระทำครั้งนี้ แต่เรายังไม่ค่อยได้ยินเสียงจากคนคอสเพลย์สักเท่าไหร่ สื่อหลายๆ เจ้าก็พูดถึงเหล่า 'โอตะ' เสียมากกว่า เราเลยวกไปคุยกับคนที่เกี่ยวข้องกับคนที่เกี่ยวข้องกับคอสเพลย์มานานอย่าง คุณคม กุญชร ณ อยุธยา เจ้าของเว็บไซต์ propsops.com ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้ดังนี้ครับ

"ก่อนจะไปคุยเรื่องลิขสิทธิ์ สิ่งสำคัญที่คนคอสเพลย์ส่วนใหญ่ควรรู้ตัวคือ ต้นแบบมีเจ้าของ มีคนออกแบบ มีคนดีไซน์ เพราะงั้นเนี่ย โดยพื้นฐานคนคอสเพลย์ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เท่าไหร่ เพราะคนคอสเพลย์รักในตัวละครนั้น ส่วนมากการแสดงออกต่อตัวละครจึงไม่ได้ทำลายภาพลักษณ์ตัวละครเพราะคนคอสเพลย์รักสิ่งนั้น แบบกรณี Low Cost Cosplay เรามองว่าเจตนาเป็นการล้อเลียนหรือ parody ไม่ได้ทำให้เสียหายแต่แซวเล่น ซึ่งเรามองว่าเจตนามันยังโอเค แค่เป็นการหยอกว่าฉันคอสเพลย์เป็นตัวนี้ ตัวละครนี้เหมือนกับอุปกรณ์ข้างตัวฉันเลย

แต่พอมาถามเรื่องลิขสิทธิ์เนี่ย ยิ่งเหมือนเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าข่ายว่าผิดลิขสิทธิ์เพราะว่าจะถูกตัดสินหรือไม่ มันอยู่ในขั้นตอนว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จะทำอย่างไร แต่ในบางกรณีแบบใน Low Cost Cosplay เขาหยิบเอาเอกลักษณ์นิดๆ หน่อยๆ ของเรื่องนั้นมาใช้ เขาไม่ได้ตั้งใจให้เหมือนแต่ต้นอยู่แล้ว เป็นการดัดแปลง"

เมื่อเราถามต่อไปในแง่ที่ว่าแล้วกลุ่มคอสเพลย์ที่ได้รายได้ทีหลังล่ะ คุณคมได้แสดงความเห็นต่อไว้ว่า "ส่วนนี้เจ้าของลิขสิทธิ์จะต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าคอสเพลย์อันนั้นมีการดัดแปลงแก้ไขสาระสำคัญของเอกลักษณ์ของต้นแบบนั้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันเกี่ยวโยงกันโดยตรงก็เป็นการหยิบอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งมาเฉยๆ แต่ถ้ามีการอ้างอิงถึงในระดับหนึ่งจนทำให้คนเข้าใจในสาระว่ากำลังพูดถึงสิ่งนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นแต่ละเคสจึงกลายเป็นว่าต้องค่อยๆ พิสูจน์ไปตามขบวนการยุติธรรม"

ภาพจาก : Facebook Fanpage Lowcostcosplay

ละเมิดลิขสิทธิ์จะพาให้เกิดข้อเสียได้แค่ไหนเชียว?

"ไม่มีใครเคยเจ๊งเพราะละเมิดลิขสิทธิ์" คำพูดนี้ผู้เขียนเคยได้ยินกับหูแล้วก็ต้องตกใจ คือในขณะเดียวกันเราก็เคยได้เห็นสื่อโฆษณาหลายตัวที่พยายามบอกว่า 'คนใช้ของเถื่อนน่ะเป็นเหมือนมารร้าย' ซึ่งทั้งสองการนำเสนอมันก็แสดงภาพที่สุดโต่งไปหน่อย แต่มีตัวอย่างอันหนึ่งที่ผู้เขียนได้รับฟังมาจากมิตรสหายที่ทำงานเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ โดยเขาเอาข่าวบันเทิงมาบอกเล่าให้ฟังและคิดว่าจะไม่ใช่ภาพเกินจริงสักเท่าไหร่ว่า

"น่าจะเคยดู The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ใช่ไหม และเราก็ได้เห็นดารานักแสดงเซเลบคนดังมากมายทำการร้องเพลงฮิตในงานนี้ แอบแปลกใจหน่อยๆ ป่ะที่มันมีเพลงไทยใหม่มาร้องกันน้อยไปนิด นั่นก็เพราะว่าวงการเพลงไทยมันเงียบเหงามาก แต่จากการที่ยังมีคนมีความสามารถมาโชว์สกิลกัน 3 ซีซั่นติดแบบนี้คงไม่ใช่บุคลากรในวงการเพลงไทยไร้ความสามารถแน่ๆ ก็เลยย้อนนึกกลับว่า ตอนที่ตลาดเพลงไทยค่อยๆ กร่อยลงไป จนเหลือแต่สายประกวดเรียลลิตี้คล้ายช่วงปี 2003-2004 มากขึ้น ก็ราวๆ ช่วงที่พี่เสก (วงโลโซ) ร้องเพลง 'พันธ์ทิพย์' ประชดสักปี 2000-2001 นั่นแแหละ แปลว่าพวก Vampire กะ Euro มันก็ต้องมาก่อนหน้านั้น 2-3 ปี ใช่มะ ก่อนหน้านั้นดนตรีไทยยังอยู่ยุคอัลเทอร์เนทีฟ ยังเคยมีแผนจะขายนักร้องไทยออกนอกด้วยซ้ำ"

ธุรกิจที่ทำรายได้หลักของ RS Pomotion ในยุคนี้กลายเป็นเครื่องสำอางไปเสียแล้ว / ภาพจาก - https://brandinside.asia

แม้ว่าจะเห็นด้วยได้ไม่หมด (ซึ่งอาจจะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้วงการเพลงเหงาหงอย) แต่มันก็แอบเห็นภาพนะว่า ตอนนี้ค่ายเพลงไทยไม่กล้าออกแผ่นเพลงกันทันที เพราะผู้บริโภคเคยชิบกับการเสพแบบใหม่ไปแล้ว กว่าจะได้ออกกันทีจึงต้องใช้ทั้งเวลา ใชั้ทั้งดวง และนั่นเกิดจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่คนหนึ่งคนคิดว่าแค่เราละเมิดลิขสิทธิ์คนเดียวก็ไม่น่าจะทำให้ใครเจ๊งได้

จุดด่างพร้อยจากเรื่องลิขสิทธิ์

แม้ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์จะถูกดีไซน์ออกมาเพื่อรักษาสิทธิ์ให้ผู้ผลิตสินค้า แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องร้ายๆ เลย กรณีหนึ่งที่เราจะได้ยินบ่อยๆ ก็คือการบุกจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งก็มีทั้งกรณีที่ศาลฏีกาเคยตัดสินไว้ว่าสามารถจับคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในฐานความผิดซึ่งหน้าได้ ก่อนจะมีความเห็นจากทนายและมีคดีอื่นมาค้านว่าคดีจับละเมิดลิขสิทธิ์จะต้องมีหมายจับเพื่อจับกุมในที่รโหฐาน มีตัวแทนลิขสิทธิ์ยืนยันชัดว่าจะมาจับกุมการละเมิดสินค้าได้ ไม่ใช่มาจับมั่วๆ ซึ่งปัญหานี้ก็วนเวียนให้เราเห็นมาหลักสิบกว่าปีแล้ว

อีกอันที่ไม่ใช่เรื่องในบ้านเรา อย่างกฎหมาย Mickey Mouse หรือ Sonny Bono Copyright Term Extension Act 1998 ที่เป็นกฎหมายขยายการคุ้มครองสิทธิ์ตัวละครดังของทาง Disney ที่ความจริงลิขสิทธิ์ควรจะสิ้นสุดลงในปี 2003 ให้ขยายเวลาไปหมดในปี 2023 แทน หลังจากที่เคยมีการมีการล็อบบี้มาก่อนหลายครั้ง ซึ่งฟังแล้วดูไม่ค่อยดีนัก แต่ในช่วงนั้นก็มีนักวิเคราะห์ออกมาบอกว่าการที่ต้องยอมทำเรื่องไม่สมควรเช่นนี้เพราะธุรกิจของสหรัฐอเมริกาอาจจะฝืดหนักทันทีถ้าหนูชื่อดังกลายเป็นของสาธารณชน

ตัวอย่างนี้เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ ของเรื่องที่ดูไม่ดีเลยสำหรับเรื่องลิขสิทธิ์ครับ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ถ้าคุณได้ศึกษาเรื่องลิขสิทธิ์คุณจะรู้เท่าทันเรื่องเหล่านี้และสุดท้ายคุณจะสามารถเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมทั้งฝั่งผู้ผลิตกับผู้บริโภค

ส่วนเรื่องทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น เคยมีหลายท่านอธิบายกันแล้วว่าการทำลายใช้งบน้อยและง่ายกว่าการไปแก้ไขให้สินค้ากลายเป็นของไม่เถื่อน และในขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีคนเนียนไปหยิบของละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ไปขายต่อ

เรื่องสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์สักเล็กน้อยก็คือ กฎหมายตัวนี้เหมือนจะไม่สำคัญแต่มันเป็นกฎหมายสำคัญที่ทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานในประเทศใดๆ ก็ตาม กล้าสร้างสินค้า หรือทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมาเพื่อพัฒนาวงการต่อ แต่ถ้าผู้ผลิตโดนละเมิดลิขสิทธิ์มาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าใครหรืองานใดก็ไม่กล้าที่จะพัฒนางานใหม่ๆ ออกมา

เพราะงั้นถึงมันจะเป็นกฎหมายชวนปวดเศียรเวียนเกล้า แต่สุดท้ายก็เป็นการศึกษาเพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองและเป็นการเรียนรู้ถึงการรักษาสิทธิ์ของคนรอบๆ ตัวอย่างเหมาะสม

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก YouTube, BNK48 Official (ได้รับการอนุญาตจากทาง BNK48 Official แล้ว)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...