โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

7 ปี เขตเศรษฐกิจพิเศษ ล้มลุกคลุกคลาน รัฐเบนเข็มดันระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2564 เวลา 13.51 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 01.17 น.

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ที่ได้มีมติเห็นชอบในหลักการกำหนดพื้นที่และแนวทางในการให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

รวมทั้งได้พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 แห่ง โดยจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงฐานการผลิตและบริการกับพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ รวมถึงการจูงใจให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ต่อเนื่อง

ถือเป็นความพยายามผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกเฮือกของรัฐบาล หลังจากที่พยายามพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมานานหลายปี ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จนัก จนมีการเบนเข็มไปให้ความสำคัญกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

โดยหากย้อนไปในปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศภายหลังก่อรัฐประหาร ได้ประกาศนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสร้างฐานการผลิตเชื่อมโยงกับอาเซียนและพัฒนาเมืองชายแดน โดยได้มีคำสั่งที่ 72/2557 เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว

จากนั้นปีต่อมาได้มีประกาศกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป้าหมาย จำนวน 10 จังหวัด แต่แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา ส่วนระยะที่สองอีก 5 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม และกาญจนบุรี

ปัจจุบันเวลาล่วงผ่านมาแล้วเกือบ 7 ปี โดยความก้าวหน้าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจากข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่รายงาน ณ เดือน ก.ค. 2564 พบว่า ตั้งแต่ปี 2558-ก.ค. 2564 มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 25,841 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.การลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดำเนินการลงทุนแล้ว 57 โครงการ วงเงิน 8,658 ล้านบาท 2.การลงทุนภาคเอกชน เพื่อพัฒนาที่ดินราชพัสดุในเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด กาญจนบุรี และนครพนม รวม 5,106 ล้านบาท

3.การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) 2,114 ล้านบาท 4.ตั้งธุรกิจใหม่ 4,975 ราย มูลค่าลงทุนจดทะเบียนรวม 9,823 ล้านบาท และ 5.การขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุนของกรมศุลกากร วงเงินรวม 140 ล้านบาท

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า หลายพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นการลงทุนของเอกชนนั้นจะมีความคืบหน้าไปได้น้อย หลายต่อหลายครั้งที่มีการเปิดประมูลไปแล้ว บางพื้นที่มีนักลงทุนสนใจซื้อซองประมูลน้อยมาก บางพื้นที่เปิดประมูลไปแล้ว ไม่ได้ผู้ชนะ บางพื้นที่มีผู้ประมูลชนะไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่เซ็นสัญญาเข้าบริหารพื้นที่ ฯลฯ

โดย “ยุทธนา หยิมการุณ” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า วันที่ 30 ก.ค. 2564 คณะอนุกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษได้เรียกกรมเข้าร่วมประชุม เพื่อสั่งการให้เปิดประมูลสรรหาผู้ได้รับสิทธิพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก โดยคาดว่าในช่วงเดือน ส.ค.นี้ จะประกาศเปิดประมูลพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตากได้

“ที่ผ่านมา กรมก็มีเปิดประมูลพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษไปแล้วหลายแห่ง แต่ยังมีปัญหาเรื่องประเภทธุรกิจที่สามารถดำเนินการได้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่กำหนดเงื่อนไขให้สามารถทำได้เพียง 7 ประเภท จึงเกิดปัญหาว่ามีการประมูลได้แล้ว แต่ไม่มีผู้ลงทุน” นายยุทธนากล่าว

ทั้งนี้ สาเหตุดังกล่าวเกิดจากประเภทธุรกิจที่จะสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษยังแคบไป ดังนั้นในส่วนที่จะเปิดประมูลใหม่อีกครั้ง อย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก กรมได้ปรับเงื่อนไขให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยขยายประเภทกลุ่มธุรกิจให้ครอบคลุม 13 ประเภท รวมทั้งขยายระยะเวลาสัญญาการลงทุนนานถึง 50 ปี จากเดิม 30 ปี

“ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านให้สิทธิประโยชน์ในการดึงดูดนักลงทุนค่อนข้างมาก เช่น พื้นที่ตรงข้ามอำเภอแม่สอด ก็เปิดให้นักลงทุนจีนสามารถลงทุนได้นานถึง 99 ปี แต่ในระเบียบบ้านเราสามารถทำได้เต็มที่ 50 ปี แต่ครบกำหนดแล้วก็ต่อสัญญาใหม่ได้ คือ บ้านเรายังมองว่า 50 ปี เพียงพอต่อการลงทุน หากครบกำหนดก็มาเริ่มประมูลกันใหม่ และยังมองว่าภูมิประเทศของบ้านเราดีกว่า ทั้งระบบสาธารณูปโภค และอื่น ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนเข้ามา และการคิดค่าเช่าค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้สูงมากด้วย” อธิบดีกรมธนารักษ์กล่าว

ขณะที่ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการ สศช. ยอมว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเดินหน้าไม่ได้เร็วนัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมายังมีปัญหา อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาก็มีมาตรการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีการลงทุนจริงแล้วกว่า 8,658 ล้านบาท

“การผลักดันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำมาแล้วราว 7 ปี ซึ่งยอมรับว่าการดำเนินงานก็มีปัญหา ทั้งในพื้นที่ เช่น เรื่องการบุกรุกที่ดิน เป็นต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามแก้ไขไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่การเข้ามาลงทุนจะเป็นเขตที่มีศักยภาพมากกว่าพื้นที่อื่น เช่น บางเขตมีผู้ประมูลได้ เพื่อดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังมีปัญหาเรื่องผังเมืองและอื่น ๆ ก็ต้องเข้าไปแก้ไขการทำผังเมืองเฉพาะ เป็นต้น”

เลขาธิการ สศช.กล่าวด้วยว่า ล่าสุด ครม.ได้มอบนโยบายให้ สศช.ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีศักยภาพรองรับการลงทุน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

“จะเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลว่า โครงสร้างการดึงดูดให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ จะต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไร แต่ด้วยเวลานี้ และด้วยสภาพการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยังชะลอการพิจารณาเรื่องนี้อยู่”

ทั้งหมดนี้น่าจะถึงเวลาที่ต้องมาคิดกันอย่างจริงจังแล้วว่า ปัญหาอุปสรรคสำคัญคืออะไร และควรแก้ปัญหาให้ถูกจุด หรือโครงการไหน พื้นที่ไหน หากดูแล้วไม่ก่อประโยชน์อย่างแท้จริง ก็อาจจะต้องทบทวนยกเลิกไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...