Queenmaker ซีรียส์เกาหลี ดราม่าการเมือง สะท้อนความโสมมของนักการเมืองและนายทุน และการต่อสู้ของแรงงานและสิทธิสตรี
“Queenmaker” เป็นซีรียส์เกาหลี แนวดราม่าการเมือง กำกับโดยโอ จิน-ซ็อก และนำแสดงโดยคิม ฮีแอ, มูน โซรี และรยู ซูย็อง ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์ ในวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา และติด Top10 ละครเปิดตัวฮวาง โดฮี (คิม ฮีแอ) ผู้จัดการทั่วไปแผนกกลยุทธ์ของกลุ่มอึนซุง มีหน้าที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กลุ่มโดยเฉพาะด้านภาพลักษณ์ด้วยการแสดงให้เห็นถึงวิธีการเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจของประชาชนต่อข่าวฉาวของครอบครัวเจ้าของ ไปที่เรื่องเครื่องแต่งกายของลูกสาว กระตุ้นยอดขายของกลุ่ม โดยเธอดุลูกน้องของเธอว่า
“รองเท้าที่หลุดหน้าสำนักงานอัยการในคดีกองทุนสินบน เสื้อบุขนเป็ดเป็นที่ลูกสาวสวมตอนที่เขาโดนจับ กระเป๋าที่เขาใช้ขณะเกิดเรื่องอื้อฉาวของการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ติดเทรนออนไลน์และขายหมดเกลี้ยงทันที
นี่คือวิธีที่เราใช้ลวงตาสาธารณชน เราทำให้พวกเขาไม่สนใจว่าครอบครัวที่เราดูแลทำเรื่องอะไรมาก แต่สนใจอยากรู้ว่าพวกเขาสวมชุดอะไรบ้างต่างหาก”ถึงเธอประสบความสำเร็จในการเบี่ยงเบนประเด็นข่าวฉาวของครอบครัวเจ้าของ และสร้างยอดขายให้กับกลุ่ม แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเธอ คือการเสียชีวิตของลูกน้องสาวของเธอ ผู้ซึ่งได้รับการมอบหมายให้เป็นเลขา ฯ ของ แพ๊ค แจมิน (รยู ซูย็อง) ลูกเขยของประธานซุน ยังซิม (ซอ ยีซอก) ประธานบริหารกลุ่มอึนซึง ซึ่งทำให้ฮวาง โดฮีรู้สึกผิด และต้องรับผิดชอบนอกจากนี้ ฮวาง โดฮีเริ่มสงสัยต่อพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศของแพ๊ค แจมิน ซึ่งมีฉากหน้าเป็นประธานมูลนิธิ Green People มูลนิธิการกุศลเพื่อการช่วยเหลือผู้ยากจน อาศัยเงินทุนของแม่ยาย และกลุ่มอึนซอง เพื่อการสร้างอำนาจในโลกการเมือง ผ่านการลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงโซลเธอจึงร่วมมือกับ โอ ซึงซุก (มูน โซ-รี) ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีฉายา “แรดอึด” อดีตสมาชิกสภากรุงโซล ผู้มีนิสัยขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา และต่อสู้เพื่อชนชั้นแรงงานและสิทธิสตรีอย่างแข็งขัน ในการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงโซลละครเรื่องนี้ ไม่เพียงมีการลำดับการเล่าเรื่องราวให้มีความดราม่า เร่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกของคนดูได้อย่างดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของซีรียส์ดราม่าเกาหลีแล้ว ยังมีการผูกปมสะท้อนเงื่อนไขทางจิตวิทยาของตัวละครแต่ละตัว ซึ่งสร้างแรงขับดันต่อวิธีคิด และการตัดสินใจของตัวละครได้อย่างแยบยลอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นการเก็บรายละเอียดเล็กน้อยที่วงการละครไทยไม่มีนอกจากนี้ ละครยังแสดงให้เห็นถึง “การครอบงำการเมือง” ของนายทุนเกาหลีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นฉาก ส.ส. 3 สมัยคุกเข่าขอร้องนายทุนให้ช่วยสนับสนุนเงินทุนทางการเมือง
และความเน่าเฟะของนักการเมืองที่ฉากหน้า ทำตัวเป็น “ผู้รับใช้ทั้งผอง” ของประชาชน ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นนักการเมืองเพื่อประชาชน แต่ความจริงใช้ชีวิตอย่างหรูหรา สุขสบาย และเห็นแก่ตัวนอกจากนี้ ยังมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของนักการเมืองจอมหลอกลวง ที่ร่วมมือกับนายทุนในการกอบโกยผลประโยชน์ เช่น“มันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่คนธรรมดายอมก้มหัวให้ เมื่อชนชั้นปกครองที่ดูเป็นภัยกลับมีความกรุณา” และ “ความโกรธของประชาชนต่อคนรวย อาจจะสงบลงได้โดยให้คำสัญญาว่าจะทำให้พวกเขารวยเหมือนกับเรา”
ตลอดจนวิธีการบ่งการสื่อมวลชน ให้นำเสนอข่าวที่นักการเมืองและนายทุนต้องการ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการบีบบังคับด้วยเงิน “ค่าโฆษณา” และการจ่ายสินบนละครเรื่องนี้ นับได้ว่า ออกฉายได้ตรงกับช่วงเวลาของการเลือกตั้งในประเทศไทยนัก เพราะประเทศไทยของเราเอง ก็มีพรรคการเมืองบางพรรค ที่สร้างภาพว่าเป็นพรรคการเมืองที่ดี มีผู้สมัคร/แคนดิเดต ที่รักและทำเพื่อคนจน ตลอดจนพรรคการเมืองที่พยายามจะบอกว่าตนเองนั้น เป็นผู้รับใช้ประชาชนเหมือนกันแต่ความจริงแล้ว พรรคการเมืองเหล่านั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนบางกลุ่ม บางตระกูลอยู่อย่างชัดเจน
เราอาจจะได้ข้อคิด เพื่อพิจารณาถึงนักการเมืองที่เราจะเลือกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ เห็นถึงเล่ห์กลที่พวกเขาอาจจะใช้ผ่านสื่อ ปั่นกระแสเพื่อหลอกลวงพวกเราอีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า สื่อมวลชนเอง ก็อาจจะไม่ได้น่าเชื่อถืออย่างที่คิด พร้อมจะถูกบิดเบือนไปตามอำนาจของเงินตราของกลุ่มทุน และนักการเมืองที่สร้างภาพกว่าเห็นใจคนจน สร้างความหวังที่ไม่จริงหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ละครเรื่องนี้ นับเป็นละครสะท้อนสังคมและการเมืองเกาหลี ที่อาจจะสะท้อนภาพสังคมไทยไปด้วยโดยปริยายก็เป็นได้