โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาผู้บริโภคเชียร์รัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายเน็ตมิเตอริ่งโซลาร์รูฟช่วยแก้ไฟแพง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ย 2566 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2566 เวลา 09.28 น.
PHOTO : PIXABAY

สภาผู้บริโภคหนุนรัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายเน็ตมิเตอริ่ง (net metering) หักลบค่าไฟฟ้าช่วยชาวบ้านติดโซลาร์เซลล์ แก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง พร้อมส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนของภาคครัวเรือนตามนโยบายรัฐ ชี้หากติดได้ 3,000 MW ใน 3 ปี ช่วยจ้างงาน 50,000 ตำแหน่ง 3,200 ล้านบาทต่อปี

วันที่ 8 กันยายน 2566 จากการที่สภาผู้บริโภคได้ติดตามปัญหาค่าไฟฟ้าแพงและมีข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในข้อเสนอคือให้รัฐส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของครัวเรือนด้วยการสนับสนุนให้ผู้บริโภคติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน และส่งเสริมให้มีการคิดค่าไฟฟ้าแบบหักลบกลบหน่วย หรือเน็ตมิเตอริ่ง (net metering)

ซึ่งข้อเสนอดังกล่าว ที่ประชุม ครม.รักษาการ ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาการดำเนินโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเกี่ยวกับเน็ตมิเตอริ่งที่ได้ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถใช้ระบบเน็ตมิเตอริ่งได้ เพราะติดขัด 3 ประการ คือ ด้านระเบียบและข้อกฎหมายในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้านเทคนิคที่ส่งผลต่อแรงดันไฟฟ้าในระบบ และด้านผลกระทบต่อต้นทุนของหน่วยไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) นั้น

วันนี้ (8 กันยายน 2566) ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ข้อติดขัดทั้ง 3 ข้อที่รายงานการศึกษาการดำเนินโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเกี่ยวกับเน็ตมิเตอริ่งนั้น สามารถบริหารจัดการได้โดยง่าย เพียงมีนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขแต่ประการใด

ดังนั้นจึงมองว่า รัฐบาลคุณเศรษฐา ทวีสิน ควรทบทวนมติ ครม.รักษาการดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมถึงแนวทางในการลดอุปสรรคตามข้อติดขัดต่าง ๆ เพื่อให้การศึกษามีความครบถ้วนรอบด้านมากขึ้น และควรมีมติให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีการประชุมเพื่อกำหนดความชัดเจนในการปฏิบัติตามมติ ครม.โดยด่วน เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สามารถนำมติของ กพช.ไปประกาศเป็นอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ทำให้การหักหน่วยไฟฟ้าเป็นจริงได้

ขณะที่ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค มีความเห็นเพิ่มเติมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ข้อติดขัดทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

ด้านระเบียบและข้อกฎหมายในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายและประชาชนนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าและนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาหักลบหน่วยไฟฟ้ากับไฟฟ้าของการไฟฟ้านั้นไม่ถือเป็นผู้ประกอบการ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ของครัวเรือนนั้นมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้า มิใช่เพื่อขายไฟฟ้า จึงไม่ต้องถูกเรียกเก็บภาษี

แม้ในกรณีที่ตีความว่า เป็นผู้ประกอบการ ก็มั่นใจได้ว่ารายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่อาจเกิดขึ้นจะไม่สูงไปกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ไม่ต้องจดทะเบียนการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นอกจากนี้การคำนวณค่าไฟฟ้าแบบแยกมิเตอร์ซื้อกับมิเตอร์ขาย หรือเน็ตบิลลิ่ง (net billing) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้คำนึง VAT แต่ประการใด ดังนั้นการคิด VAT จากการใช้ระบบเน็ตมิเตอริ่งจึงไม่มีความจำเป็นและไม่สมควรกระทำ

ด้านเทคนิคและวิธีการที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อแรงดันไฟฟ้าในระบบ เนื่องจากไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีความผันผวนและไม่แน่นอน ปัจจุบันสายส่งของการไฟฟ้ามีศักยภาพเพียงพอและมีปริมาณไฟฟ้าที่กันไว้สำหรับรองรับไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ของครัวเรือน ทั้งนี้ การไฟฟ้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้กำลังการผลิตที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมดผ่านการจดแจ้งเพื่อขอขนานไฟฟ้าหรือการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รัฐจึงสามารถจำกัดการเข้าถึงสายส่งเพื่อที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อแรงดันไฟฟ้าได้โดยง่าย

ทั้งยังสามารถนำไปพยากรณ์กำลังการผลิตที่จะเกิดขึ้นเพื่อวางแผนความต้องการไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลาได้ สำหรับเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้านั้น การไฟฟ้ามีแผนจะเปลี่ยนมิเตอร์ของผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นแบบดิจิทัลอยู่แล้ว อีกทั้งการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบเน็ตบิลลิ่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ต้องใช้มิเตอร์ดิจิทัล ดังนั้นการเปลี่ยนมิเตอร์จึงไม่ใช่ข้อจำกัดของการเปลี่ยนไปใช้ระบบเน็ตมิเตอริ่ง

และด้านผลกระทบต่อประเทศและประชาชนโดยรวมที่ว่าจะส่งผลต่อต้นทุนของหน่วยไฟฟ้าและค่า Ft โดยเฉพาะกับผู้ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ แม้จะไม่มีนโยบายเน็ตมิเตอริ่ง การคิดค่าไฟฟ้าแบบเน็ตบิลลิ่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและค่า Ft เช่นกัน ในทางกลับกัน การนำไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้จากครัวเรือนมาใช้ จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าเมื่อหักลบกันแล้วการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์จะทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่า Ft น้อยลง

ทางด้านนางสาวจริยา เสนพงศ์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า การพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากโซลาร์รูฟท็อปราว 3,000 เมกะวัตต์ จะก่อให้เกิดการจ้างงานในช่วงระยะเวลา 3 ปี มากกว่า 50,000 ตำแหน่ง และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้แรงงานราว 3,200 ล้านบาทต่อปี

ดังนั้น การแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจและการใช้พลังงานหมุนเวียนจำเป็นต้องเร่งประกาศใช้มาตรการค่าไฟฟ้าแบบหักลบกลบหน่วย หรือเน็ตมิเตอริ่ง กับภาคครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านของตัวเอง และนำศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ในประเทศมาใช้เป็นลำดับแรก เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเร่งลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าฟอสซิล และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (net zero emission)

ทั้งนี้ ในวันที่ 22 กันยายน 2566 ระหว่างเวลา 08.30-15.30 น. จะมีงานเสวนาวิชาการเรื่อง “Net metering for all : An enabling pathway towards just energy transition” ซึ่งร่วมจัดโดยคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมกับ The Friedrich-Ebert-Stiftung (FES) และศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะนำข้อมูลที่ได้รับจากการเสวนาเสนอให้แก่รัฐบาลใหม่เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลโดยเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...