โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

Dennis McDonald จากไอ้หนุ่มที่ไม่อยากเป็นนักแสดง สู่บทบาท 'เรจจี้' ร่างทองใน 'Bad Boys: Ride or Die'

BT Beartai

อัพเดต 10 มิ.ย. 2567 เวลา 08.01 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2567 เวลา 15.22 น.
Dennis McDonald จากไอ้หนุ่มที่ไม่อยากเป็นนักแสดง สู่บทบาท 'เรจจี้' ร่างทองใน 'Bad Boys: Ride or Die'

คำเตือน: บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ ‘Bad Boys: Ride or Die’

1 ในฉากที่เป็นภาพจำของแฟรนไชส์ ‘Bad Boys’ หนังแอ็กชันตลก Buddy Cop แห่งยุค 90s ก็คือ ฉากที่ มาร์คัส เบอร์เน็ต (มาร์ติน ลอว์เรนซ์ – Martin Lawrence) พูดจาเชิงข่มขู่เรจจี้ แม็กโดนัลด์ (Reggie McDonald) หนุ่มน้อยวัย 15 ปีที่กำลังจะพาเมแกน ลูกสาวของมาร์คัสไปออกเดต โดยมีเพื่อนคู่หูขวางนรก ไมค์ โลว์รีย์ (วิล สมิธ – Will Smith) พ่อทูนหัวของเมแกนร่วมผสมโรง

นักแสดงเจ้าของบทไอ้หนุ่มเรจจี้ ตัวจริงของเขาก็คือ เดนนิส แม็กโดนัลด์ (Dennis McDonald) หรือชื่อเดิม เดนนิส กรีน (Dennis Greene) ไอ้หนุ่มวัย 15 ปี ที่ได้เข้ามารับบทสุดโด่งดังนี้ใน ‘Bad Boys II’ (2003) และแม้ว่าเขาจะปรากฏในฉากนี้เพียงสั้น ๆ แต่นั่นก็ทำให้ชีวิตของเด็กวัยรุ่นที่ไม่ได้มีความฝันอยากเป็นนักแสดง แต่อยากเป็นนักบาสเก็ตบอลเปลี่ยนไปพอสมควร

“เรียกผมว่าเรจจี้ก็ได้นะครับ” แม็กโดนัลด์เล่าให้ฟังถึงการที่ตัวเขาเองถูกผูกติดกับบทบาทนี้ไปแล้ว ในบทสัมภาษณ์ของเขากับ Entertainment Weekly “ตอนปี 2003 ใคร ๆ ก็เรียกผมว่าเรจจี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทั้งครอบครัว เพื่อน หรือคนรู้จักก็ยังคงเรียกแบบนี้มาโดยตลอด รวมทั้งแฟนหนังที่เดินเข้ามาเรียกผมว่า ‘เฮ้ เรจจี้!’ นั่นแหละครับ ที่ผมสงสัยนิดหนึ่งก็คือ ผมว่าต่อให้ผมจะได้ไปแสดงหนังเรื่องอื่น ผมคิดว่ายังไงผมก็จะถูกเรียกว่าเรจจี้อยู่ดี”

แม็กโดนัลด์ หรือที่ใคร ๆ เรียกเขาว่าเรจจี้ เปิดเผยจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เข้ามาเป็นนักแสดงในแฟรนไชส์นี้ว่า แม้ตอนนั้นเขาจะเป็นแฟนตัวยงของหนังภาคแรก ‘Bad Boys’ (1995) แต่ตัวเขาในวัย 15 ปี ที่เกิดและเติบโตแถวย่านบรองซ์ (Bronx) กรุงนิวยอร์ก และตอนนั้นเขาทำงานเป็นพนักงานในสโมสรเยาวชนที่มีชื่อว่า Boys & Girls Clubs of America ไม่เคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงเลยแม้แต่น้อย แต่เขามีความฝันอยากเป็นนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพมากกว่า

แต่เรื่องน่าบังเอิญก็เกิดขึ้นหลังจากที่หนังเรื่องนี้มีความต้องการจะสร้างภาคต่อ และทีมงานเองก็กำลังมองหานักแสดงสมทบไปร่วมแสดง แต่บทบาทไอ้หนุ่มหน้าเจื่อนคนนั้นคงจะไม่ใช่เขา หากไม่มีนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพแห่งทีม New York Renaissance อย่าง จอห์น ไอแซ็กส์ (John Isaacs) ที่ชอบเข้ามาแวะเวียนสมาคมนี้อยู่บ่อย ๆ เป็นคนหยิบยื่นใบปลิวให้

“เขาเป็น 1 ในนักบาสเก็ตบอลผิวดำคนแรก ๆ ของ New York Renaissance เลยครับ เขามีใบปลิวที่เขียนว่า ‘ถ้าอยากจะเข้าร่วมแสดงในหนัง ‘Bad Boys II’ ให้โทรไปที่เบอร์นี้ ๆๆๆ ‘ ผมก็เลยโทรไป แล้วผมก็ได้รับบทนั้นจริง ๆ ครับ”

แต่แม้ว่าบทบาทของเรจจี้ จะมีความสำคัญแค่เพียงการรับบทเป็นแฟนหนุ่มของ เมแกน เบอร์เน็ต ลูกสาวของมาร์คัสที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว (ส่วนเบอร์เน็ตเองก็แก่ตัวมากขึ้นตามไปด้วย) แต่บทบาทนี้ก็ไม่ได้เล่นแบบพอผ่านไปได้ง่าย ๆ เพราะเขาต้องเจอกับไม้เด็ดที่ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay) รวมทั้งสมิธและลอว์เรนซ์ ที่จัดไว้ให้นักแสดงหน้าใหม่รูปร่างผอม ๆ ใส่เข็มขัดใหญ่ ๆ สุดจะเด๋อด๋าคนนี้

ด้วยความที่เบย์รู้ว่า แม็กโดนัลด์เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีผลงานการแสดงใด ๆ มาก่อนเลย การถ่ายทอดอารมณ์สีหน้าหวาดกลัวคุณพ่อตา (และเพื่อนพ่อตา) ในอนาคตจึงไม่ใช่สิ่งที่เปิดปุ๊บติดปั๊บ เบย์จึงเตี๊ยมให้สมิธและลอว์เรนซ์แกล้งปฏิบัติตัวแบบแย่ ๆ และไม่ยอมพูดคุยกับเขาในกองถ่าย แถมยังแกล้งทำเป็นทะเลาะกันเองแบบแรง ๆ ต่อหน้า เพื่อกดดันให้เรจจี้รู้สึกอึดอัดและหวาดระแวงจริง ๆ

จนเมื่อเริ่มถ่ายทำ กล้องก็สามารถจับสีหน้าเจื่อน ๆ จากความหวาดกลัวบารมีของ 2 ดาราคู่หูขวางนรกเอาไว้ได้ แถมโดนน้าไมค์งัดปืนขู่ เล่นเอาไอ้หนุ่มเรจจี้ถึงกับหน้าซีด กลายมาเป็นฉากเด็ดที่ย้อนดูเมื่อไหร่ก็ฮา และบทบาทนี้ก็ส่งให้เขากลายมาเป็นที่รู้จักเขาในฐานะไอ้หนุ่มเรจจี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิด และทำให้เขาได้โอกาสกลับมารับบทเดิมอีก 2 ภาค ทั้งในภาคต่อมา ‘Bad Boys for Life’ (2020) ที่เฉลยว่าเขาได้เป็นทหารนาวิกโยธิน ได้แต่งงานกับเมแกนสมใจ และมีลูกชายตัวน้อยที่ตั้งชื่อตามคุณตา

Dennis Greene Dennis McDonald Bad Boys for Life-02

“ผมเองไม่เคยคิดว่ามันจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยครับ ผมคิดแค่ว่ามันคงเป็นช่วงเวลา 2 นาที่ที่คนดูคงจะลืมมันไป คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นด้วยการทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ มันเป็นอะไรที่เกินคาดไปมาก”

และเรจจี้ก็ยังได้กลับมาอีกครั้งในภาคล่าสุด ‘Bad Boys: Ride or Die’ ที่พลิกภาพจากไอ้หนุ่มน้อยหน้าเจื่อนในอดีต กลายเป็นเรจจี้ร่างทอง เป็น MVP ของตัวหนังที่ใครเห็นก็ต้องอึ้ง ไม่เว้นแม้แต่พ่อตาของเขาอย่างมาร์คัส โดยเฉพาะในฉากสำคัญที่ไมค์ มาร์คัส และผู้กองคอนราด ฮาวเวิร์ด (โจ แพนโทเลียโน – Joe Pantoliano) ผู้ล่วงลับ ถูกแก๊งอาชญากรของ เจมส์ แม็กกราธ (อีริก เดน – Eric Dane) ใส่ร้ายว่ามีส่วนพัวพันกับคดียาเสพติด

ในขณะที่ไมค์และมาร์คัสกำลังทำการแฮกข้อมูลที่สถานีตำรวจไมอามี มาร์คัสได้สั่งให้เจ้าหน้าที่แฮกเข้าระบบกล้องวงจรปิดในบ้านตัวเอง และพบว่าแม็กกราธกำลังส่งลูกน้องไปสังหารครอบครัวของทั้งคู่ จนกระทั่งพวกเขาได้เห็นลูกเขยโชว์ศักยภาพของนาวิกโยธินสุดแข็งแกร่ง ลุยเดี่ยวสังหารผู้ร้ายด้วยการต่อสู้หลากรูปแบบเพื่อปกป้องแม่ยายและภรรยาจนปลอดภัยแบบหวุดหวิด ส่วนไมค์และมาร์คัส (และผู้ชม) ถึงกับตกตะลึงคาจอ

แม็กโดนัลด์เล่าถึงเบื้องหลังการเปลี่ยนเป็นเรจจี้ร่างทองในฉากไฮไลต์นี้ว่า “นี่ถือเป็นความโชคดีของผมเลยครับ ตอนที่ผมได้รับบท และรู้ว่าผมต้องทำอะไรบ้าง ผมรู้เลยว่านี่จะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และจริงจังมาก ในที่สุดเขาก็ได้เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน ในที่สุดมาร์คัสและไมค์ก็ยอมรับเขา ในที่สุดเขาก็ได้รับสิ่งตอบแทน ผมเลยมีความสุขกับสิ่งนี้มาก ๆ ครับ”

เขายังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อให้ได้ฉากแอ็กชันที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ เขาต้องเข้ารับการฝึกอบรมอยู่นานถึง 3 เดือน และใช้เวลาถ่ายทำฉากนี้ยาวนานถึง 3 วันจนจำทุกอย่างได้แม่นยำ “ตัวผมเองต้องปรับตัวเข้าสู่โหมดทหาร ผมเข้าอินเทอร์เน็ตลองค้นหาสิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับการฝึกทหารและอะไรทำนองนั้น ดังนั้นก่อนที่ผมจะไปฝีกทหารจริง ผมเลยนำหน้าคนอื่นไปแล้วก้าวหนึ่ง”

View this post on Instagram

A post shared by Dennis McDonald (@therealdennismcdonald)

“มีหลายครั้งเลยครับที่พวกเขาต้องใช้ Special Effect และเลือดก็กระเด็นเข้าตาผม แต่ผมก็ยังคงถ่ายต่อไปในฉากนั้น ผมพยายามแทงศอกใส่ชายคนนั้น แล้วพยายามจะดึงลูกกระสุนออกจากปืนของเขา ทั้งฉากนั้นผมมองอะไรไม่เห็นเลย ผมเลยต้องทำไปตามที่ผมจำท่าทางได้ เป็นอะไรที่ดุเดือดมาก”

แต่หลังจากนั้นเขาก็ระลึกได้ว่า ฉากบ้านของมาร์คัสที่เห็นในหนังนั้นเป็นเพียงฉากที่สร้างขึ้น “ตอนที่ผมกำลังถ่ายทำ ผมรู้สึกเหนื่อยมาก ผมเลยเข้าไปในครัวและลองเปิดก๊อกเพราะอยากจะได้น้ำล้างตา แล้วผมก็ ‘เฮ้ยแม่-ของปลอมนี่หว่า ลืมไป’ คือมันเหมือนจริงขนาดนั้นเลยนะครับ”

ความกล้าหาญของเรจจี้ สามารถช่วยปกป้องครอบครัวของมาร์คัสเอาไว้ได้ ด้วยการสังหารผู้ร้ายที่ได้รับการฝีกฝนมาเป็นอย่างดี 15 คนในบ้านของมาร์คัสได้อย่างราบคาบ จนทำให้ในฉากสุดท้าย พ่อตาสุดเฮี้ยบอย่างมาร์คัส และลุงไมค์ ที่กำลังเมาท์มอยลูกเขยและรุมแย่งกันทำหน้าที่หน้าเตาย่างบาร์บีคิว จนในที่สุด ทั้งคู่ก็ยอมยกให้ลูกเขยได้รับเกียรติทำหน้าที่นี้ ก่อนจะจบลงด้วยรอยยิ้มของเรจจี้เป็นช็อตสุดท้าย

“นั่นมันไม่มีอยู่ในบทเลยครับ เป็นอะไรที่บ้ามาก ผมอยู่ในกองถ่ายที่ไมอามี พอเสร็จแล้วผมก็บินกลับบ้าน จากนั้นอีกประมาณ 3-4 วันหลังจากนั้น พวกเขาก็โทรมาตามผมกลับไปไมอามีเพื่อถ่ายทำฉากนี้เพิ่มเติม”

“พวกเขาบอกผมว่า พวกเขาต้องการให้ผมกลับมา ดังนั้น ผมเลยคิดว่าผมคงต้องทำอะไรบางอย่างใหม่อีกครั้ง แต่กลายเป็นว่า ผมมีบทพูด ผมมีบทบาท และมันก็เป็นตอนจบของหนังด้วย พวกเขาบอกว่า ‘ใช่ บทของนายจะปิดจบตัวหนัง มันจะจบลงด้วยใบหน้าของนาย’ และผมก็แบบ ‘นี่คุณล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย ? ‘ ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก ๆ “

เรจจี้ก็เหมือนกับตัวของแม็กโดนัลด์ ที่ปกติมักจะไม่ค่อยชอบยิ้มแย้มแจ่มใสมากนัก ดังนั้นเขาจึงต้องยอมลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำเพื่อแสดงฉากนั้น แต่เขาเองก็ภูมิใจที่ได้เห็นว่าทุกอย่างออกมาเป็นอย่างไร “เมื่อผมได้เห็นทุกอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ผมก็แบบว่า ‘ใช่ ผมทำแบบนั้นได้ด้วยล่ะ!'”

Dennis Greene Dennis McDonald Bad Boys ride or die

แม้ว่าแม็กโดนัลด์จะเห็นการพยายามดึงเรจจี้ให้เป็นตัวละครอีกตัวที่มีบทบาทมากขึ้น แทนที่จะรับบทสมทบที่โผล่มาแค่ไม่กี่วินาทีเหมือนภาคก่อน ๆ แต่เขาก็ยินดีและมีความสุขมากที่ได้มีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้ “ผมเองก็แค่ต้องทำงานหนัก และฝึกฝนฝีมือของผมต่อไปเพื่อเตรียมพร้อมกับสิ่งเหล่านั้นครับ ไม่แน่หรอก คุณอาจจะได้ดู ‘Bad Boys’ ภาค 5 และได้เจอเรจจี้มากกว่านี้อีกก็ได้”

และถ้าถามเขาว่า เขามีไอเดียอะไรที่จะทำให้แฟรนไชส์ ‘Bad Boys’ ก้าวต่อไปในอนาคตข้างหน้าโดยนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ที่อาจจะได้ก้าวขึ้นมารับบทเป็นคู่หูขวางนรกคู่ใหม่ แทนนักแสดงต้นฉบับในตำนานอย่างสมิธและลอว์เรนซ์

“ที่ผมมองเห็นก็คือ ผมเห็นมาร์ตินและวิลวางมือแล้ว และหันไปรับบทสมทบ ในขณะที่พวกเขาปล่อยให้เรจจี้ กับอาร์มันโด (ลูกชายของไมค์ แสดงโดย เจคอป สชิปิโอ – Jacob Scipio) ทำเรื่องต่าง ๆ ไปแทน ผมมองเห็นภาพของเราทั้ง 2 คนทำงานและจัดการเรื่องต่าง ๆ ร่วมกัน”

“ผมคิดว่าน่าจะทำให้เรามีหนัง ‘Bad Boys’ เพิ่มขึ้นอีก 8 ภาค เราจะสืบทอดสิ่งนี้ต่อไป และวิลกับมาร์ตินก็จะยังคงอยู่ตรงนั้นเสมอ คอยบอกเราว่า ‘ต้องเป็นไอ้พวกนี้นี่แหละ’ และเราจะได้รับคำปรึกษาจากพวกเขาด้วย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...