โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชนวนสงครามนิวเคลียร์ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้โลกกำลังเดินหน้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 เพราะทุกประเทศติด “กับดักความมั่นคง”

The Structure

อัพเดต 27 มิ.ย. 2567 เวลา 17.38 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2567 เวลา 12.10 น. • The Structure

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคงโพสต์เฟสบุ๊กโดยมีข้อความว่าทำไมรัสเซียปรับร่นเวลาการกดปุ่มปล่อยอาวุธนิวเคลียร์? สงครามนิวเคลียร์ที่ว่าไม่มีใครหยุดได้แล้ว จะเกิดขึ้นจริงแบบไหน?

  • สงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ (มีนิวเคลียร์ 5,044ลูก) กับรัสเซีย (5,580ลูก) มีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะกงล้อของโศกนาฏกรรมในการเมืองโลกได้หมุนขึ้นอีกแล้ว (เหมือนในปีค.ศ.1914ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) และเช่นเดียวกันกับในอดีต ไม่มีใครไปหยุดกงล้อนี้ได้

  • แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก ประเทศพึ่งพากันมากขึ้น และหลายคนยังเชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจในเร็ววันนี้ ก็ยังไม่มาก เหตุเพราะมหาอำนาจต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำลายตัวเอง (จากคำอธิบายของ Deterrence Theory หรือ balance of terror) ยกเว้นจะเกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรงในการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย

  • แต่หากสงครามนิวเคลียร์จะเกิดขึ้น ก็คงมีสาเหตุหลักคล้าย ๆ กับการเกิดสงครามโลกทั้งสองครั้ง คือไม่ได้เริ่มต้นที่มหาอำนาจทำสงครามกันเองโดยตรง แต่เริ่มจากประเทศเล็กก่อน เช่น กรณีเซอร์เบีย (ค.ศ.1914) แล้วขยายตัวเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (WWI) หรือที่ฮิตเลอร์เยอรมันบุกเข้ายึดโปแลนด์ (ค.ศ.1939) แล้วขยายตัวเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง (WWII)

  • ปัจจุบันนักวิเคราะห์เชื่อกันว่า สงครามนิวเคลียร์และสงครามโลกครั้งที่สาม (WWIII) จะเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี เช่น:

1) ในตะวันออกกลาง -อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จหรือกำลังจะนำเข้าประจำการเพื่อโจมตีอิสราเอลตามที่ได้เคยประกาศไว้ (อิสราเอลมีนิวเคลียร์ 90ลูก) ทำให้สหรัฐฯ อังกฤษ (มีนิวเคลียร์ 225ลูก) และพันธมิตรตะวันตก ต้องใช้กำลังเข้าทำลายและจัดการกับอิหร่าน จึงทำให้จีน (มีนิวเคลียร์ 500ลูก) เกาหลีเหนือ (มีนิวเคลียร์ 50ลูก) และรัสเซีย ซึ่งทั้งหมดเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ต้องเข้าสู่สมรภูมิเป็นปฎิกิริยาลูกโซ่ เกิดการเผชิญหน้ากันโดยตรงของทั้งสองฝ่ายอย่างรวดเร็ว ในที่สุด ก็นำไปสู่สงครามนิวเคลียร์และ WWIII

2) ในเอเชีย -จีนหมดความอดทนกับไต้หวัน เริ่มเคลื่อนกำลังทหารจำนวนมากที่ซักซ้อมมาทุกปีอย่างรวดเร็วเพื่อเข้ายึดครองเกาะไต้หวัน โดยเชื่อว่าสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง คงไม่เข้ามายุ่ง แต่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและพันธมิตรตะวันตก รวมทั้ง UN กลับร่วมมือกันต่อต้านจีนอย่างแข็งขัน ทำให้รัสเซีย เกาหลีเหนือ และพันธมิตรทั้งหลายของจีนและรัสเซีย ต้องกระโจนเข้าสู่สมรภูมิด้วย โดยรัสเซียขู่ที่จะใช้กำลังกับยุโรปและนาโต้เพื่อกดดันให้ยุโรปถอยห่าง แต่ก็ทำให้การเกิดการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายกันในสองสมรภูมิควบคู่กัน ทั้งในเอเชียและในยุโรป ในที่สุดก็ขยายตัวบานปลายไปสู่ WWIII

3) ในยุโรป -รัสเซียเพลี่ยงพล้ำในสงครามกับยูเครน เพราะสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส (มีนิวเคลียร์ 290ลูก) สมาชิกนาโต้หลายประเทศและพันธมิตรตะวันตกอีกหลายชาติ รวมทั้งนานาชาติ ปิดล้อมและเข้าแทรกแซงมากขึ้น ทั้งส่งอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ให้ยูเครนเพิ่มขึ้น ทั้งปิดล้อมคว่ำบาตรเศรษฐกิจเป็นระลอก ๆ ทำให้ชาวรัสเซียลำบากและสูญเสียมากขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศรัสเซียมีปัญหามากขึ้น รัสเซียทยอยติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ขนาดเล็กในประเทศบริวารเดิม เช่น เบลารุส และปธน.ปูตินต้องขู่ที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์บ่อยครั้งขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผล และเพลี่ยงพล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ จนจีน เกาหลีเหนือ และพันธมิตรของรัสเซีย ต้องเข้ามาช่วย ทำให้บานปลายจากสงครามที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปหลัง WWII ในขณะนี้ ไปสู่ WWIII ในที่สุด

4) กรณีอื่น ๆ -นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าสงครามนิวเคลียร์หรือ WWIII อาจจะเกิดขึ้นได้จากกรณีอื่นด้วย เช่น เกิดสงครามที่ไม่ประกาศในห้วงอวกาศ (ครั้งแรกที่เราอาจจะได้เห็น และอาจจะเป็นครั้งเดียวของคนจำนวนมาก) โดยมีการทำลายเครือข่ายดาวเทียมทางการทหารและการสื่อสารของบางประเทศในสองขั้ว เพื่อลดทอนความสามารถในการรบสมัยใหม่หรือการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ลง หรือกรณีที่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือระเบิดปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีของกลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่ใช่รัฐอธิปไตย ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้มีการกล่าวหาซึ่งกันและกันของสองขั้วอำนาจที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว นำไปสู่เหตุการณ์บานปลายและสู่สงครามใหญ่ในที่สุด

แต่ทั้งหมดทุกกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ ไม่มีใครบอกได้อย่างแน่นอนว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และเมื่อไร เพราะทั้งหมดเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าแทบทั้งสิ้นและเป็นการคิดจากฐานเดิม ซึ่งอาจจะไม่ตรงตามความเป็นจริงทั้งหมด โดยเฉพาะจากคนที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะตัดสินใจเข้าสู่สงคราม

ยกเวันกรณีของรัสเซีย ซึ่งหลายอย่างได้เกิดขี้นจริงแล้ว เช่น การระบุว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ถ้าจำเป็น และอีกหลายอย่างกำลังเกิดขึ้น เช่น การร่นเวลาการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ให้สั้นลง

  • ทำไมรัสเซียต้องร่นเวลาในการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์? ในประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะในประเทศที่ประกาศอย่างเป็นทางการ 5ประเทศว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Weapon States -NWS) นั้น ระยะเวลาการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ เช่น สหรัฐฯ จะไม่เกินประมาณ 8-10นาที หลังจากที่ได้มีการแจ้งเตือนและประเมินภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากฝ่ายต่างๆ อย่างครบถ้วนและเปิดห้องบัญชาการสงครามนิวเคลียร์โดยประธานาธิบดีและคณะแล้ว (ใช้เวลาประมาณ 5-8นาที)

แต่เชื่อกันว่ารัสเซีย ซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุด จะต้องใช้เวลามากกว่าสหรัฐฯ เพราะมีความซับซ้อนและไม่เป็นเอกภาพ (ต้องตัดสินใจโดย 2ใน 3คน คือ ประธานาธิบดี กับรัฐมนตรีกลาโหม และ/หรือ ผู้นำทางทหาร)

ด้วยเหตุดังกล่าว รัสเซียจึงได้มีการเริ่มดำเนินการปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ 2020ของตน ซึ่งจะทำให้ลดเวลาการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ลง ทั้งนี้หากสำเร็จ ปธน.ปูตินก็จะเป็นคนที่จะตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์แทบจะคนเดียว ซึ่งปัจจัยนี้สร้างความเป็นกังวลให้กับสหรัฐฯ และพันธมิตรค่อนข้างมาก

แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ นักวิเคราะห์หลายคนยังเชื่อว่า ปธน.ปูติน ไม่ได้ต้องการที่จะปรับร่นเวลาการปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ให้สั้นลงเพื่อเตรียมพร้อมในการทำสงครามนิวเคลียร์ในระยะอันใกล้นี้ ในทางตรงกันข้าม ปธน.ปูตินกลับต้องการขู่และปรามสหรัฐฯ และพันธมิตรให้ถอยห่างจากสมรภูมิในยูเครนต่างหาก

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับรัสเซีย ตามที่ชาวรัสเซียจำนวนมากมองว่าสหรัฐฯ กับพันธมิตรกำลังคุกคามด้วยการใช้ยูเครนและพันธมิตรในยุโรปเป็นตัวแทน

สงครามนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซีย (สหภาพโซเวียตเดิม) กับสหรัฐฯ เกือบจะเกิดมาแล้วครั้งหนึ่งในปีค.ศ.1962ในวิกฤตการณ์คิวบา สาเหตุสำคัญก็คือความผิดพลาดของผู้นำของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ก็ไม่มีหลักประกันว่าการขู่ของรัสเซียและการที่สหรัฐฯ กำลังเร่งเพิ่มจำนวนอาวุธนิวเคลียร์หรือขีดความสามารถให้ทันรัสเซียในขณะนี้ จะไม่เกิดข้อผิดพลาดอีก

  • ทุกวันนี้ ผู้คนสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดขึ้นหรือไม่ และถ้าจะเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อไร สาเหตุสำคัญที่ส่วนใหญ่ต้องการรู้ ก็เพราะไม่ใช่ต้องการเห็นความขัดแย้งหรือกระหายสงคราม แต่น่าจะเป็นความต้องการอยู่รอดปลอดภัยตามสัญชาตญาณมนุษย์มากกว่า

ดังนั้น นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงพยายามค้นหาคำตอบนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่แน่ใจว่าคำตอบเหล่านั้นจะถูกต้อง และยังมีคำถามตามมาอีกว่า มหาอำนาจหรือบางประเทศที่เคยก่อความหายนะให้โลกมาแล้วถึงสองครั้ง จะไม่เรียนรู้หรืออย่างไร และจะก่อความหายนะครั้งใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเดิมอีกหรือ

คำตอบที่แท้จริงในเรื่องนี้ อาจจะอยู่ในตัวของทุกคนอยู่แล้ว และเป็นคำตอบที่มีมานานนับร้อย ๆ ปี คือ นักปรัญชาแทบทุกสำนักได้ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์รักตัวกลัวตาย ต้องการอยู่รอดปลอดภัย นอกจากนี้ ยังรักครอบครัวและพวกพ้องเป็นพื้นฐานสำคัญอีกด้วย ดังนั้น เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นสังคมหรือประเทศชาติ ก็ต้องการให้สังคมหรือประเทศตนเองปลอดภัย เข้มแข็งและเจริญรุ่งเรือง

ดังนั้น เมื่อเกือบ 200ประเทศในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องการทำอย่างเดียวกันคือสร้างความเข้มแข็งเพื่อความอยู่รอดและปลอดภัย หรือที่เรียกกันว่าเพื่อ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” (National Interests) ของตน

แต่ระบบหรือโครงสร้างแบบอนาธิปไตย (Anarchy) หรือที่เรียกกันว่าแบบ “ตัวใครตัวมัน” ที่ใช้กันมาตั้งแต่ค.ศ.1648ที่ไม่มีประเทศใดมีสิทธิหรือความชอบธรรมเหนือกว่าใคร ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น เมื่อตกลงกันไม่ได้ การใช้กำลังหรือสงครามก็ตามมา และสุดท้าย ก็เกิดหายนะ เช่นที่เห็นในนานาสงครามในโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน

โดยเฉพาะถ้ามีผู้นำที่นิยมใช้กำลังและมีประชาชนที่พร้อมเดินตาม ทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าทำไมยังมีสงครามจากแนวคิดสัจนิยม (Realism) ในการศึกษาการเมืองโลก

ดังนั้น โศกนาฏกรรมที่แท้จริงของการเมืองโลกก็คือ ทุกประเทศต่างก็ติด “กับดักของความมั่นคง” (Security Dilemma) จนกว่าจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้กับความอยู่รอดของตนเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...